โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ท่องเที่ยว

รู้จัก ‘Gentle Partnering’ จากวิธีการเลี้ยงลูกแบบอ่อนโยน ที่พ่อแม่นำมาปรับใช้ในชีวิตคู่

The Momentum

อัพเดต 13 ม.ค. 2568 เวลา 16.56 น. • เผยแพร่ 13 ม.ค. 2568 เวลา 09.00 น. • THE MOMENTUM

‘พ่อแม่ก็อาจได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างจากการเลี้ยงลูก’

คำกล่าวนี้ดูเหมือนจะเป็นจริงไม่น้อยเลย เมื่อพ่อแม่หลายบ้านนำวิธีการเลี้ยงลูกแบบอ่อนโยน (Gentle Parenting) มาปรับใช้กับชีวิตคู่ของตน เพราะในครอบครัวนอกจากจะมีบทบาทเป็นพ่อแม่ของลูกแล้ว สิ่งที่ละเลยไม่ได้เช่นกันคือบทบาทของสามีภรรยาที่จำเป็นต้องอ่อนโยนต่อกันจนเกิดเป็นคำว่า ‘Gentle Partnering’ หรือ ‘การเป็นพาร์ตเนอร์อย่างอ่อนโยน’

สำหรับที่มาของการเลี้ยงลูกอย่างอ่อนโยนนั้น คิดค้นโดย คาเรน เอสเทรลลา (Karen Estrella) กุมารแพทย์จากประเทศสหรัฐอเมริกา ระบุว่า “แนวคิดของการเลี้ยงลูกแบบ Gentle Parenting คือการเป็นโค้ชให้ลูกมากกว่าที่จะเป็นผู้ลงโทษ”

เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ลูกอาจทำให้พ่อแม่หงุดหงิด โมโห ไม่ได้ดั่งใจ แทนที่พ่อแม่จะดุด่าว่ากล่าว หรือพูดจาเชิงลบกับลูก ให้เปลี่ยนมาบอกกล่าวถึงเหตุผลกับลูกอย่างสุภาพและอ่อนโยนแทน ยกตัวอย่างเช่น สมมติว่าครอบครัวกำลังเตรียมตัวออกจากบ้านในตอนเช้า พ่อแม่ต้องไปส่งลูกที่โรงเรียนก่อนจะไปทำงาน แต่ลูกกลับร้องไห้งอแง จนพ่อแม่กังวลว่าจะไปทำงานสาย ในสถานการณ์แบบนี้พ่อแม่มักจะดุลูก เช่นว่า “เลิกงอแงและรีบไปโรงเรียนได้แล้ว” หรือตะโกนว่า “หยุดทำตัวไร้สาระ แม่ไปทำงานสายแล้ว” ซึ่งประโยคเหล่านี้เต็มไปด้วยความรู้สึกเชิงลบ และทำให้เด็กรู้สึกกลัวจนยอมหยุดดื้อ เพราะวิตกกังวลและกลัวพ่อแม่ลงโทษ ในขณะที่พ่อแม่ก็ไม่ได้อธิบายอะไรเลย

การเลี้ยงลูกแบบอ่อนโยนคือ การที่พ่อแม่หยุดคิดสักพักแทนที่จะดุด่าหรือตะโกน พ่อแม่พยายามช่วยให้ลูกๆ เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แสดงความเห็นอกเห็นใจ เคารพต่อความรู้สึกของลูก ต้องให้โอกาสลูกในการประมวลผลพฤติกรรมของตนเองและรับผิดชอบต่อตนเอง อย่างในสถานการณ์ข้างต้น ต้องสงบสติอารมณ์และมั่นคง และพูดอย่างใจเย็นว่า

“แม่จะไปส่งที่โรงเรียนแล้วจะไปทำงาน เราต้องออกจากบ้านตรงเวลา หวังว่าหนูจะเตรียมตัวให้พร้อม สวมรองเท้านักเรียนตรงประตูให้เรียบร้อย เพราะถ้าลูกไม่พร้อม เราจะไปสายกันทั้งคู่ แล้วแม่ก็จะรู้สึกโกรธ ถ้าแม่โกรธ หนูจะไม่ได้ขนมหรือของเล่น”

แม้จะเป็นวิธีการที่ดี แต่เอสเทรลลายังกล่าวอีกว่า มันเป็นความท้าทายของพ่อแม่อย่างมาก โดยเฉพาะในเวลาที่โกรธหรือโมโห และอยากดุลูกมากกว่าที่จะคุยด้วยเหตุผล

อย่างไรก็ตามพ่อแม่หลายครอบครัวที่สมาทานวิธีการเลี้ยงลูกแบบ Gentle Parenting รายงานว่า การเลี้ยงลูกแบบนี้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขากับลูกดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ผู้ปกครองบางคนจึงเริ่มสงสัยว่า เทคนิคเหล่านี้จะใช้ได้ผลกับชีวิตแต่งงานหรือไม่ ท้ายที่สุดแล้วความเห็นอกเห็นใจและเปิดใจรับฟัง ก็ถือเป็นรากฐานสำคัญของการสื่อสารที่มีคุณภาพของผู้ใหญ่เช่นกัน นำมาสู่การเป็น Gentle Partnering ของพ่อแม่หรือคู่รัก

“แก่นแท้ของการเลี้ยงลูกแบบอ่อนโยนคือ ความเห็นอกเห็นใจ ความอดทน และการสื่อสารด้วยความเคารพ ซึ่งเป็นวิธีปฏิบัติที่สามารถนำมาปรับใช้กับใครก็ได้ โดยเฉพาะกับคู่รักของเรา” เจนนิเฟอร์ แชปเปลล์ มาร์ช (Jennifer Chappell Marsh) นักบำบัดคู่รักจากรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ กล่าว

และมาร์ชยังเห็นด้วยว่า Gentle Partnering มีประโยชน์อย่างมากในสถานการณ์ที่ตึงเครียด เพราะสมองของผู้ใหญ่เองก็ทำงานผิดปกติได้เหมือนสมองเด็ก ดังนั้นเทคนิคการสื่อสารอย่างอ่อนโยน แต่มีประสิทธิภาพจึงส่งผลดีต่อความสัมพันธ์ โดยเฉพาะตอนที่คู่รักกำลังอารมณ์เสีย

ในขณะเดียวกัน ซาบา ฮารูนี ลูรี (Saba Harouni Lurie) นักบำบัดการแต่งงานและครอบครัวที่มีใบอนุญาต ได้นำ Gentle Partnering มาใช้ในชีวิตแต่งงานของตนเมื่อไม่นานมานี้ เช่นเดียวกับอีกหลายครอบครัว โดยวิธีการเป็น Gentle Partnering มีวิธีการดังนี้

1. ใช้ความนุ่มนวลเพื่อเริ่มต้นบทสนทนาในสถานการณ์ตึงเครียด

เมื่อคู่รักเริ่มตกอยู่ในสถานการณ์ขุ่นเคืองกัน ในการเริ่มต้นให้เข้าหาคู่ของคุณโดยการใช้โทนเสียงที่อ่อนโยน และบอกเขาถึงความรู้สึกหรือความกังวลของคุณอย่างชัดเจน หลีกเลี่ยงการตำหนิ วิพากษ์วิจารณ์หรือการทิ้งระเบิด ซึ่ง เทรซี รอสส์ (Tracy Ross) นักบำบัดคู่รักในรัฐนิวยอร์กแนะนำว่า ควรเริ่มต้นบทสนทนาด้วยคำว่า ‘ฉัน’ แทนที่จะขึ้นต้นด้วยคำว่า ‘คุณ’ เพราะอาจทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่า กำลังโดนโจมตีได้ หลีกเลี่ยงการตำหนิติเตียนตู่รักของคุณ

“กฎคือคุณมีสิทธิพูดถึงตัวเองเท่านั้น” รอสกล่าว

2. พิจารณาว่าตอนไหนที่คู่ของคุณรู้สึกอ่อนไหวจากการกระทำของคุณ และอะไรที่อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความรู้สึกนั้น

วิธีนี้คือการเรียนรู้ว่าคู่รักของเราอาจมีปมกับเรื่องอะไร ที่อาจไปกระตุ้นให้เกิดความไม่พอใจได้ โดย บริตตานี บูฟฟาร์ด (Brittany Bouffard) นักบำบัดที่เปิดคลินิกส่วนตัวในรัฐเดนเวอร์และรัฐโคโลราโด ยกตัวอย่างว่า

“การรู้ว่าสามีของคุณอาจรู้สึกอ่อนไหว เมื่อมีคนตั้งคำถามเกี่ยวกับความรู้ของเขา เพราะตอนเด็กๆ พ่อแม่ของเขาวิจารณ์เขามากเกินไป การได้รู้เรื่องราวนี้ถือเป็นสิ่งที่มีค่า เพราะเขาสามารถเล่าต้นเหตุของความรู้สึกแย่นี้ให้ภรรยาฟังได้” บูฟฟาร์ดระบุ

3. ลอง ‘ฟังอย่างไตร่ตรอง’ บ้าง

ในข้อนี้นักบำบัดคู่รักอย่างมาร์ชบอกว่า ในการบำบัดคู่รัก นักบำบัดมักจะขอให้คู่รักช่วยพูดซ้ำสิ่งที่คู่รักของคุณเพิ่งพูดไป ซึ่งเป็นวิธีการที่ได้ผล เพราะมันคือการบังคับให้คุณรับรู้ความรู้สึกของอีกฝ่ายก่อน ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าได้รับการยอมรับ รับฟัง ซึ่งหมายความว่าทั้งคู่จะสงบสติอารมณ์มากขึ้น

4. เพิ่มความเห็นอกเห็นใจให้กับคู่รักของคุณ

ในหลายสถานการณ์คู่รักมักมีอารมณ์โกรธและโมโหเป็นธรรมดา โดยบูฟฟาร์ดยกตัวอย่างว่า

“หากคุณกลับมาถึงบ้านแล้วพบว่าคู่รักของคุณเฉยเมยกับคุณ หรือหลังเลิกงานเธอกลับแสดงอาการโกรธ ให้คิดในใจว่าคู่รักของเรามีความดีอยู่ภายใน และกระตือรือร้นที่จะเป็นเซฟโซนให้กับคนรัก แทนที่จะคิดว่าตัวคุณทำอะไรผิดหรือเธอเป็นอะไรไป”

5. ชื่นชมในความพยายามของคนรัก

ซาราห์ สเปนเซอร์ นอร์ทีย์ (Sarah Spencer Northey) นักบำบัดคู่แต่งงานและครอบครัวในรัฐวิชิงตัน ดี.ซี. กล่าวว่า “การชื่นชมลูกของคุณว่าทำได้ดีนั้นเรียกว่า คำชมที่มีความหมาย”

เช่นเดียวกับคู่รัก ซึ่งคำชมเชยไม่ได้หมายความถึงแค่การบอกว่า ‘ทำได้ดี’ เท่านั้น แต่ยังหมายถึงการให้ความเคารพกับสิ่งที่เขาทำด้วย ดังนั้นคำชมเชยจึงหมายถึงการได้รับการมองเห็นควบคู่ไปกับการได้รับการชื่นชม ทั้งยังเป็นการสื่อนัยว่าคุณต้องการเห็นพฤติกรรมใดจากเขามากขึ้นด้วย

นอกจากนี้นอร์ธีย์ยังบอกอีกว่า “ไม่มีคู่รักคู่ไหนที่เคยมาหาฉันแล้วบ่นว่า ความสัมพันธ์ของพวกเขาเต็มไปด้วยคำชมเชยมากเกินไป” นักบำบัดกล่าวทิ้งท้าย

ที่มา

https://www.huffingtonpost.co.uk/entry/youve-heard-of-gentle-parenting-now-theres-gentle-partnering_uk_6747365ae4b08e4755034584

https://www.mother.ly/relationships/relationship-advice-gentle-partnering/

https://health.clevelandclinic.org/what-is-gentle-parenting

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...