เปิดโผประเทศในฝันที่คนอยากย้ายไปทำงาน ไม่ใช่ USA แต่เป็น 'แคนาดา'
โลกาภิวัตน์ (Globalisation) เป็นสิ่งที่พลิกโฉมโลกใบนี้ให้เชื่อมต่อกันในทุกๆ ด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี สังคมและวัฒนธรรม ทำให้ผู้คนสามารถทลายข้อจำกัดในชีวิตของตัวเอง และมองหาโอกาสใหม่ๆ จากอีกมุมโลกได้อย่างง่ายดายหากเทียบกับสังคมของเราเมื่อหลายสิบปีที่แล้ว
.
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือกระแสของ ‘การย้ายประเทศ’ ที่เป็นความใฝ่ฝันของคนรุ่นใหม่หลายช่วงวัยที่อยากเปิดประตูสู่โอกาสในชีวิตของตัวเองให้กว้างขึ้น เมื่อพูดถึงเป้าหมายของการย้ายประเทศแล้ว ผู้คนมักจะมองหาตัวเลือกที่เป็นประเทศพัฒนาแล้ว มีวัฒนธรรมที่เปิดกว้าง และมีโอกาสก้าวหน้าทางอาชีพสูง ซึ่งคำตอบส่วนใหญ่ที่อยู่ในใจคนมักจะเป็นประเทศที่แต่ละคนชื่นชอบ หรือคุ้นเคย
.
อย่างไรก็ตาม CNBC รายงานผลการสำรวจล่าสุดของ Jobseeker และพบข้อมูลที่น่าสนใจว่าประเทศเป้าหมายของคนวัยทำงานที่อยากย้ายไปอยู่มากที่สุดในปัจจุบัน อาจจะไม่ใช่สหรัฐอเมริกาอย่างที่หลายคนเคยคิดไว้อีกต่อไปแล้ว
.
.
ประชากร 800 ล้านคนกำลังหางานในต่างประเทศ…แต่ USA อาจไม่ใช่เป้าหมายของคนกลุ่มนี้
.
แม้ว่าการละทิ้งบ้านเกิด แล้วเดินทางไปแสวงหาโชค หรือโอกาสใหม่ๆ ในต่างประเทศจะเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก เพราะต้องเจอทั้งความแตกต่างทางวัฒนธรรม รวมทั้งอัตราการแข่งขันในตลาดแรงงานที่สูงกว่าประเทศบ้านเกิดก็ตาม แต่ในขณะเดียวกันนี่ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นของความมั่นคงในชีวิตที่มากกว่าเดิมก็ได้
.
ด้วยเหตุนี้ผู้เชี่ยวชาญจึงคาดการณ์ว่ามีประชากรกว่า 800 ล้านคนกำลังมองหางานในต่างประเทศอยู่ ณ ขณะนี้ ซึ่งเมื่อพิจารณาจากการศึกษาชิ้นอื่นๆ ก็จะพบว่าสถานการณ์ในปัจจุบันสอดคล้องกับสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญคิดไม่น้อย
.
ผลสำรวจจากนิตยสาร IFA ชี้ว่า 23% ของประชากรวัยทำงานใน UK กำลังพิจารณาที่จะย้ายไปอยู่ต่างประเทศในอีก 5 ปีข้างหน้า และ AARO ก็ประเมินว่าชาวอเมริกันกว่า 5.4 ล้านคนอาศัยอยู่ในต่างประเทศในปี 2023 ที่ผ่านมา
.
และจากการสำรวจประเทศในฝันของคนทำงานที่อยากย้ายประเทศซึ่งจัดทำโดย Jobseeker ชี้ว่า 5 อันดับแรกที่เป็นประเทศเป้าหมายของคนทำงานที่อยากย้ายประเทศมีดังนี้
.
[ ] อันดับที่ 1 แคนาดา
[ ] อันดับที่ 2 ออสเตรเลีย
[ ] อันดับที่ 3 สหรัฐฯ และสวิตเซอร์แลนด์
[ ] อันดับที่ 4 เดนมาร์ก, สิงคโปร์, ซาอุดีอาระเบีย และ UK
[ ] อันดับที่ 5 ญี่ปุ่น, กาตาร์, เยอรมนี, สเปน และนิวซีแลนด์
.
ตามรายงานระบุว่า แคนาดาเป็นประเทศเป้าหมายอันดับหนึ่งของกลุ่มผู้หางานจากคอสตาริกา เยอรมนี อินเดีย ญี่ปุ่น เม็กซิโก แอฟริกาใต้ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เนื่องจากภาษา ข้อกำหนดในการเข้าประเทศ และสะดวกต่อการขอใบอนุญาตทำงานกว่ามาก เมื่อเทียบกับหลายประเทศในยุโรป หรือสหรัฐฯ
.
นอกจากนี้ ข้อมูลจากดัชนีเกณฑ์วัดความสุข และความพึงพอใจในชีวิต OECD Better Life ยังบอกอีกด้วยว่าแคนาดาเป็นประเทศที่มีสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษา อาชีพ คุณภาพ และสิ่งแวดล้อมที่ดี ด้วยเหตุนี้ 70% ของประชากรอายุ 16 ถึง 64 ปีมีงานที่ได้รับค่าจ้าง และ 92% ของประชากรอายุ 25-64 ปียังเรียนจบระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ทำให้ประชากรส่วนใหญ่เป็นแรงงานที่มีคุณภาพ และเป็นแรงสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจได้ต่อไป
.
เท่านั้นยังไม่พอ U.S. News and World Report ยังจัดอันดับให้ ‘แคนาดา’ เป็นประเทศที่ประชากรมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดอันดับที่ 10 ของโลกอีกด้วย
.
.
คนทำงานยุคใหม่กล้าที่จะ ‘แลก’ เพื่อชีวิตที่ดีกว่า
.
Reyhaneh Mansouri ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชีพจาก Jobseeker กล่าวว่าแคนาดาเป็นประเทศที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของโลก มีประชากรที่มีภูมิหลังทางวัฒนธรรมที่ต่างกันมากมาย และมีภาษาราชการถึงสองภาษาคือภาษาอังกฤษ และฝรั่งเศส จึงทำให้เอื้อต่อความหลากหลายทางสังคมและวัฒนธรรมด้วย
.
นอกจากนี้การสำรวจยังชี้ให้เห็นความคาดหวังของคนทำงานในยุคนี้อีกด้วยว่านอกจากโอกาสก้าวหน้าทางอาชีพ และรายได้ที่มั่นคงแล้ว คนทำงานยังมองหาประเทศที่เขาจะสามารถทำงานในที่ที่แวดล้อมไปด้วย ‘ความยืดหยุ่น’ มี ‘Remote Working’ บ้างในบางครั้ง และมี ‘คุณภาพชีวิตที่ดี’ ได้
.
จากการจัดอันดับของ World Happiness Report ปี 2024 ที่ยกให้ออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีความสุขที่สุด และเป็นประเทศที่เปิดโอกาสให้กับผู้มีทักษะ มีประสบการณ์ และมีคุณสมบัติในอาชีพที่มีความต้องการสูงย้ายถิ่นฐานเข้ามาอีกด้วย ทำให้เป็นอีกหนึ่งจุดหมายของคนทำงานที่เดินทางมาจากต่างวัฒนธรรม
.
เท่านั้นยังไม่พอ สวิตเซอร์แลนด์เองก็เป็นประเทศที่มีนโยบายการทำงาน และวันหยุดที่น่าสนใจ มีเวลาการทำงานที่สั้นลง และเน้นวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญกับสมดุลระหว่างงานกับชีวิต นั่นจึงทำให้ออสเตรเลีย และสวิตเซอร์แลนด์ก็ได้รับเลือกให้เป็นเป้าหมายประเทศในดวงใจเป็นลำดับต้นๆ ของคนทำงานด้วยเช่นกัน
.
การสำรวจนี้ทำให้เราเห็นว่าการศึกษา เทคโนโลยี และโลกาภิวัตน์ รวมทั้งความเป็นไปได้ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในยุคนี้ ทำให้ผู้คนจำนวนมากมีความกล้าที่จะละทิ้ง Comfort Zone ในประเทศบ้านเกิด เพื่อเดินทางอ้อมโลก และต่อสู้กับความไม่แน่นอน รวมถึงความท้าทายทั้งหลายได้ ตราบใดที่ความท้าทายนั้นจะสามารถสร้างชีวิตที่ดีกว่าเดิมให้พวกเขาได้
.
ซึ่งนั่นอาจจะทำให้ประเทศที่ไม่สามารถมอบคุณค่าชีวิตที่สอดคล้องให้กับคนวัยทำงานได้ ต้องสูญเสียทรัพยากรคนที่มีคุณภาพไปหลายล้านคนทีเดียว และถ้าจะต้องลงทุนกับการสร้างทักษะแรงงานคุณภาพขึ้นมาใหม่ ก็ต้องใช้เม็ดเงินมหาศาลอยู่ดี
.
.
ในปัจจุบันโลกของการทำงานที่เคยยืดหยุ่น และต้องปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์เริ่มกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง บางองค์กรเริ่มให้พนักงานกลับมาทำงาน 5 วันต่อสัปดาห์ และบางธุรกิจก็จำเป็นต้องลดสวัสดิการพนักงานเพื่อให้อยู่รอดในวิกฤตเศรษฐกิจด้วย
.
อย่างไรก็ดี วัยทำงานนับเป็นช่วงวัยที่กินเวลาส่วนใหญ่ของชีวิตเรามากที่สุด นั่งจึงทำให้ผู้คนให้ความสำคัญกับเป้าหมายในการทำงาน และชีวิตในด้านการงานมากเป็นอันดับต้นๆ และพนักงานมีความสำคัญต่อองค์กรเป็นอย่างมาก
.
ดังนั้นการตั้งเป้าหมายที่สอดคล้องกับคนทำงาน เพื่อพัฒนาทักษะ ประสบการณ์ และคุณภาพชีวิตของพนักงาน และเพื่อให้รักษาคนคุณภาพเอาไว้ให้ได้จึงเป็นภารกิจที่ท้าทายองค์กรยุคใหม่ต้องรีบจัดการอย่างเร่งด่วน ก่อนที่จะไม่เหลือแรงงานคุณภาพไว้ขับเคลื่อนประเทศเราอีกต่อไป
.
.
อ้างอิง
- Where does the world want to work? : Jobseeker - https://bit.ly/3ByDKcq
- The most desirable countries for jobseekers looking to live abroad: They want ‘flexibility, remote work and high quality of life,’ expert says : Celia Fernandez, CNBC - https://bit.ly/4fglG4t
.
.
#trend
#missiontothemoon
#missiontothemoonpodcast