โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

[จบ]โพรเจกต์ X กาลวิบัติเชื้อไวรัสกลืนโลก

นิยาย Dek-D

อัพเดต 05 ก.พ. 2568 เวลา 23.58 น. • เผยแพร่ 05 ธ.ค. 2567 เวลา 12.52 น. • PmoUnderscore
เมื่อมนุษย์เดินทางมาถึงจุดที่ต้องเผชิญหน้ากับเชื้อไวรัส คำถามสำคัญที่สุดคือ “ใครจะเป็นผู้รอดพ้นจากเชื้อไวรัสที่กำลังเปลี่ยนมนุษย์ ? ” หรือว่ามนุษน์จะเป็นเพียงบทบันทึกหนึ่งของโลกที่กำลังจะเปลี่ยนผ่าน

ข้อมูลเบื้องต้น

เมื่อเชื้อไวรัสถูกปลดปล่อย มันไม่ได้แค่ทำลายชีวิต แต่ยังสามารถเปลี่ยนสิ่งมีชีวิตให้กลายเป็นบางสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน ซอมบี้ คือผลลัพธ์จากไวรัสมรณะนี้ สิ่งมีชีวิตกระหายเลือดที่ไร้สติ แต่เต็มไปด้วยความสามารถในการเรียนรู้ ปรับตัว และวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องเพื่อทำลายสิ่งมีชีวิตอื่นที่ไม่ใช่พวกเดียวกัน

โยฮัน หนุ่มวิศวกรไฟฟ้า วันหนึ่งหลังจากกลับจากงานเลี้ยงสังสรรค์ ชีวิตเขากลับพลิกผันอย่างคาดไม่ถึง เมื่อโชคชะตาทำให้เขากลายเป็นคนแรกที่ติดเชื้อไวรัสนี้ แต่แทนที่เขาจะถูกมันครอบงำ โยฮันกลับปรับตัวเข้ากับไวรัสได้อย่างน่าอัศจรรย์ ร่างกายของเขาเกิดการกลายพันธุ์จนกลายเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีใครพบเห็น

ในโลกที่ไร้ซึ่งกฎหมายและมนุษย์กำลังล่มสลาย โยฮันต้องต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด พลังใหม่ที่เขาได้รับจะถูกใช้เพื่อช่วยเหลือ หรือจะกลายเป็นเครื่องมือแห่งการทำลาย?

ติดตามเส้นทางแห่งการตัดสินใจของโยฮันและการเอาชีวิตรอดในยุคแห่งกาลวิบัติได้ในตอนที่ 1!

-----------------------------------------------------

ปล.อัพนิยายทุก วันจันทร์ - อาทิตย์ วันละ 4 ตอน เวลา 07.00 น. 07.05 น. 07.10 น. 07.15 น.

1 ตื่น

กลางดึกในยามที่เมืองหลับใหล ไร้เสียงผู้คนเดินขวักไขว่ มีเพียงเสียงลมแผ่วที่พัดผ่านเสาไฟ บนถนนเส้นใหญ่ทอดยาวออกไปไกลมีร่างของชายคนหนึ่งกำลังหอบหายใจหนักใช้ร่างพิงรถยนต์เก่าจอดข้างทาง ยังไม่ทันจะได้พักเขาต้องฝืนร่างกายออกวิ่งอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของคนจำนวนหนึ่งวิ่งไล่ตามหลังเข้ามาเรื่อยๆ

“ หยุดหนีเสียทีด็อกเตอร์ คุณไม่มีทางหนีไปได้ หยุดเดี๋ยวนี้! ”

เสียงชายคนหนึ่งร้องตะโกนก้องไล่ตามหลัง มันเป็นเสียงที่กดดันจนหัวใจของเขาแทบหยุดเต้น ด็อกเตอร์กลับไม่มีเวลาฟัง เขากัดฟันแน่นเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น ในมือข้างหนึ่งกุมกระเป๋าหนังเอาไว้ให้แน่นกลัวว่าหลอดยาจำนวน 5 หลอดจะหล่นหายไป

“ ด็อกเตอร์ ถ้าคุณยังไม่หยุดเราจะยิงคุณ หยุดเดี๋ยวนี้! ”

น้ำเสียงข่มขู่ยังคงร้องตะโกนไล่หลัง ด็อกเตอร์ชุดขาวทำเพียงหันมองเล็กน้อยเท่านั้นก่อนจะวิ่งเลี้ยวเข้าซอยแคบทอดตัวไปยังแม่น้ำที่อยู่ห่างอีกไม่ไกล

ภายในซอยเปลี่ยวทั้งมืดและเงียบ มีกลิ่นเหม็นเน่าโชยขึ้นมาจากคลองด้านข้าง ด็อกเตอร์กลับไม่มีเวลาสนใจ ภายในหัวของเขาคิดเพียงแค่ว่าจะต้องพาตนเองหนีไปให้ถึงแม่น้ำใหญ่

เมื่อวิ่งออกมาจากซอยเขาก็พบเข้ากับรั้วเหล็กขึ้นสนิมขวางกั้น มองลอดผ่านรั้วลงไปจะพบเข้ากับถนนเส้นเล็กตั้งขนาบข้างกับแม่น้ำใหญ่ ด็อกเตอร์แสดงออกให้เห็นถึงสีหน้าดีใจ เขารีบวิ่งเข้าไปจับรั้วเหล็กเตรียมปีนข้ามไปอีกฝั่ง

มือซ้ายจับไปยังรั้วกั้นก่อนจะนำกระเป๋าที่กอดเอาไว้ในมือขวามาคาบด้วยปากแล้วใช้มือคว้าไปยังรั้วเพื่อปีนป่าย ยังไม่ทันจะได้ใช้เท้าเหยียบรั้วเพื่อก้าวขึ้นไป ด็อกเตอร์กลับรู้สึกเจ็บปวดบริเวณต้นขาขวา เขาไม่รู้เลยว่าเกิดสิ่งใดขึ้นถึงไม่สามารถยกเท้าขึ้นมาได้ ทันใดนั้นหูทั้งสองข้างก็ได้ยินเสียงปืนดัง ไม่นานมือซ้ายก็ถูกกระสุนพุ่งเจาะเป็นรูจนร่างร่วงลงมากระแทกพื้น

จากที่ไม่รู้ว่าทำไมขาขวาถึงไม่สามารถยกขึ้นมาได้ เขารู้ถึงสาเหตุของมันแล้ว ความคิดที่ต้องการหนีให้พ้นทำให้ไม่ได้ยินเสียงรอบตัว แม้แต่เสียงปืนนัดแรกที่ยิงขาของตน

กระเป๋าหนังที่คาบเอาไว้ในปากร่วงหล่นจนฝาเปิดออก ขวดยาทั้งหมดกลิ้งออกมากองบนพื้น หนึ่งในนั้นลอดผ่านรั้วหล่นลงไปบนถนนด้านล่างกลิ้งไปหยุดอยู่อีกฝั่งยากจะมองเห็น

ด็อกเตอร์ตั้งสติจากความเจ็บปวดพยายามใช้มืออีกข้างคว้าจับขวดยาแล้วใช้ปากเปิดฝาหวังจะโยนทิ้งแม่น้ำให้ยาสลายไปกับแม่น้ำสายใหญ่ อย่างน้อยๆด้วยแรงที่เหลืออยู่เขาคิดว่าคงสามารถโยนพวกมันลงแม่น้ำได้

ชายชุดดำตามมาทันหลังจากยิงสกัดเป้าหมายไปที่ต้นขาและแขนซ้าย พวกมันรีบพุ่งเข้าจับตัวด็อกเตอร์เอาไว้แล้วกดร่างจนติดพื้นสกัดไม่ให้อีกฝ่ายเปิดฝาขวดยา ด้วยแรงที่เหลือน้อยทำให้ด็อกเตอร์เปิดฝาขวดยาไม่ได้เลยสักขวด

“ ด็อกเตอร์ เราไม่คิดเลยว่าจะต้องมาเสียเวลากับคุณมากขนาดนี้ ”

หัวหน้าชายชุดดำถอดแว่นตาแล้วมองไปยังขวดแก้วขนาดเท่าหัวแม่มือ ข้างในบรรจุของเหลวสีแดงเอาไว้ มันเป็นสสารที่สามารถเปลี่ยนโลกได้หากวิจัยสำเร็จ

“ ทำลายมันทิ้งไม่อย่างนั้นโลกจะต้องพบจุดจบ ! ”

ด็อกเตอร์พยายามเค้นเสียงออกมาให้ได้มากที่สุด เขาต้องการทำลายสสารภายในหลอดยาทิ้งไปให้หมด หากนักวิจัยยังคงพยายามศึกษามันต่อจะต้องเกิดหายนะขึ้นบนโลก ต่อให้มันจะเป็นความหวังใหม่ของมนุษย์ อันตรายจากสสารยังเป็นสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้

คำพูดของด็อกเตอร์กลับไม่มีน้ำหนัก เขาถูกทำให้สลบจากผลของยาที่ฉีดเข้าบริเวณต้นคอ ชายชุดดำที่จับตัวเป้าหมายได้แล้วจึงเก็บกวาดพื้นที่ ยาที่หล่นออกมาจากกระเป๋าถูกเก็บเข้าไปใหม่ รอยเลือดบนพื้นถูกเช็ดออกไปจนไม่มีสิ่งใดหลงเหลือ ร่างของด็อกเตอร์ที่สลบไม่รับรู้สิ่งใดถูกยกหามออกไปทางซอยเดิมเตรียมนำกลับไปยังฐานวิจัย

---------------------------------------------------------------

เสียงจิ้งหรีดเรไรแว่วเบาๆปะปนมากับเสียงน้ำกระทบขอบตลิ่ง ชายแก่สวมชุดหาปลาได้เดินผ่านบางสิ่งเขาจึงส่องไฟจับกบไปยังร่างของคนที่นอนขดอยู่บนพื้นอีกเพียง 2 เมตรก็จะกลิ้งลงสู่แม่น้ำ ด้วยความเป็นห่วงจึงเดินเข้าไปถาม อีกฝ่ายกลับหลับไม่ได้สติ ตามเนื้อตัวเต็มไปด้วยกลิ่นของสุรา ชายแก่จึงพยายามปลุกอีกฝ่ายอย่างน้อยควรจะขยับออกไปนอนที่อื่นไม่ใช่ริมตลิ่งแบบนี้

“ พ่อหนุ่ม ตื่นๆ มานอนทำไมตรงนี้ แกอยากตายอย่างนั้นเหรอ ตื่น ตื่น ! ”

แรงเขย่าและเสียงปลุกทำให้ชายสวมกางเกงยีนส์สีดำเปื้อนไปด้วยฝุ่นค่อยๆลืมตาตื่น จากแสงไฟที่ส่องแยงเข้ามาในตาทำให้เขามองไม่เห็นสิ่งใด ชายแก่ที่เห็นอาการของอีกฝ่ายไม่ปกติยากจะเดินกลับบ้านได้จึงชี้มือบอกให้ชายหนุ่มไปนอนอีกฝั่งของถนน อย่างน้อยตำแหน่งนั้นก็ไกลจากแม่น้ำ

ชายหนุ่มแทบไม่หลงเหลือสติเขารู้แค่ว่าตนต้องเปลี่ยนที่นอนจึงพยายามลุกเดิน ชายแก่เห็นว่าอีกฝ่ายไม่น่าไหวจึงช่วยพยุงจนไปถึงอีกฝั่งของถนน

“ นอนนิ่งๆล่ะ หายเมาแล้วค่อยเดินต่อ ที่นี่คงไม่มีรถวิ่งมาเหยียบแกหรอก ”

ชายแก่เห็นอีกฝ่ายพยักหน้ารับจึงเดินไปยังเรือพายจอดอยู่ริมตลิ่ง เขาใช้สิ่งนี้หาปลาภายในแม่น้ำมาหลายสิบปีจนจำไม่ได้ว่านานแค่ไหน ขณะกำลังมุ่งหน้าไปที่เรือเขาพบเข้ากับหลอดแก้วบรรจุของเหลวสีแดงสะท้อนแสงไฟ มันอยู่ใกล้ตำแหน่งที่ชายสวมกางเกงยีนส์นอนจึงเก็บไปให้แล้วเดินลงเรือ

ชายสวมกางเกงยีนส์สติเหลือน้อยนิด เขาไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายส่งสิ่งใดให้ จากเสียงของมันเขาพอจะรู้ว่ามีน้ำอยู่ด้านในคิดว่าเป็นยาแก้เมาค้างที่ชายแก่มอบให้จึงพยายามเปิดฝา ด้วยอาการเมาเขาไม่สนเลยว่าขนาดของมันจะเล็กหรือใหญ่ แค่เปิดฝามันได้เขาก็รีบกลืนมันลงไปในท้องแล้วทิ้งตัวลงนอนข้างถนนหวังว่าตนเองจะตื่นก่อนฟ้าสาง

ชายหนุ่มกลับไม่สามารถหลับลึก เขาสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกใช้สองมือกุมท้องแน่นด้วยความเจ็บปวดจากอาการคลื่นไส้รุนแรงจนต้องพยายามลุกขึ้นนั่งอาเจียน ทว่าสิ่งที่ออกมามีเพียงน้ำลายเท่านั้น

ดวงตาทั้งสองเริ่มเบิกโพลงแต่กลับดูพร่ามัวเหมือนมองไม่เห็น ลมหายใจของเขาเริ่มขาดห้วงไม่เป็นจังหวะ ชายสวมกางเกงยีนส์ไม่รู้เลยว่าตนเองเป็นอะไร พยายามเอื้อมมือพาตนเองออกจากข้างถนนขอให้คนช่วยเหลือ

“ช่วยด้วย… ” เสียงแหบพร่าราวกับใกล้ขาดใจ มือที่เอื้อมหวังจะพาตนเองออกจากมุมถนนตกลงข้างลำตัว ร่างกายทรุดฮวบลงไปกองบนพื้นเหมือนตุ๊กตาที่เชือกขาด

อาการผิดปกติกลับไม่จบลง มันยังคงแสดงอาการออกมามากมายโดยที่เจ้าของร่างไม่ได้สติ บริเวณคอชายสวมกางเกงยีนส์เริ่มมีเส้นเลือดสีดำปูดโปนเด่นชัด

ดวงตาเบิกกว้างถูกย้อมให้เป็นสีดำทั้งสองข้าง เส้นผมสีดำเริ่มหลุดร่วงจนหมดศีรษะ ไม่นานเส้นใหม่ก็งอกกลับออกมาทดแทนเส้นเดิม

เล็บมือเล็บเท้าหลุดออกจากนิ้ว ไม่นานเล็บใหม่ก็งอกกลับมาแทนที่เดิม กระทั่งผ่านไป 1 ชั่วโมงร่างที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดก็เริ่มสงบ เส้นเลือดปูดโปนเริ่มยุบตัวลงไป ชายสวมกางเกงยีนส์ที่ลมหายใจขาดห้วงเริ่มกลับมาหายใจปกติราวกับคนกำลังหลับพักผ่อน

“ ยังไม่ตื่นอีกอย่างนั้นเหรอ ช่างมันก็แล้วกัน ”

ชายแก่จับปลาถือตะกร้าใบใหญ่มองไปยังชายสวมกางเกงยีนส์ที่ยังคงนอนขดตัวอยู่ในตำแหน่งเดิม อีกไม่นานท้องฟ้าก็จะสว่างแล้ว เขาที่กลับมาจากจับปลาจึงปล่อยให้นอนต่อไปหลังจากไม่มีมดไต่ตามตัว

---------------------------------------------------------------

เสียงน้ำกระเพื่อมเป็นจังหวะเบาๆแทรกด้วยเสียงคลื่นเล็กๆจากเรือที่แล่นผ่านไปอย่างเร่งรีบได้ปลุกชายสวมกางเกงยีนส์ให้สะดุ้งตื่นจากฝัน

เมื่อเปลือกตาทั้งสองเปิดกว้างเขาก็พบว่ารอบข้างเต็มไปด้วยเศษใบไม้ปลิวมากองรวมกัน

“ อือ… นี่ฉันกลับไม่ถึงบ้านงั้นเหรอ ? ” เสียงแหบพร่าเล็ดลอดออกมาจากปาก ดวงตาทั้งสองข้างค่อยๆปรับโฟกัสจนรู้ว่าตนเองนอนอยู่ริมแม่น้ำสายใหญ่ มองไปด้านหน้าเห็นเรือบรรทุกสินค้าลำมหึมาแล่นผ่าช้าๆทิ้งระลอกคลื่นเป็นทางยาวเอาไว้ ใกล้ๆมีเรือหางยาวชาวบ้านบรรทุกปลาสดกำลังมุ่งหน้าไปยังตลาด

เสียงของคนตะโกนพูดคุยกันดังมาจากเรืออีกลำที่กำลังแล่นสวนมา สร้างบรรยากาศคึกคักแต่กลับทำให้เขารู้สึกกังวล เมื่อคืนเขาจำไม่ได้เลยว่าตนเองออกจากงานเลี้ยงฉลองกับเพื่อนร่วมแผนกเวลาใด แม้แต่ตำแหน่งที่ตนเองได้สติยังไม่รู้เลยว่าเดินมาถึงได้อย่างไร หากนับเป็นระยะทางระหว่างร้านและตำแหน่งนี้อยู่ห่างกันราว 5 กิโลเมตร เขาไม่มีความทรงจำหลงเหลืออยู่เลยจึงไม่รู้ว่าตนมาถึงที่นี่ได้เช่นไร

เมื่อมองไปยังร่างกายเขารู้สึกดีใจเพราะไม่มีรอยแผลเกิดขึ้น ร่องรอยที่เกิดจากการเดินชนสิ่งกีดขวางไม่มีให้เห็น เขากลับสงสัยว่าตำแหน่งที่ตนเองนอนเกิดอะไรขึ้น บนพื้นมีเส้นผมร่วงเต็มไปหมด แผ่นเล็บมือและเท้าร่วงตกอยู่รอบๆ เล็บมือของเขายังอยู่ครบจึงคิดว่าเป็นเล็บปลอมที่ทำหล่นเอาไว้

เสียงเท้าหนักๆวิ่งเข้าใกล้เรื่อยๆ ชายสวมกางเกงยีนส์กลับไม่ได้สนใจ ถนนเส้นนี้ชาวบ้านมักใช้ออกกำลังกายประจำทุกเช้าเย็น เขาจึงล้วงมือเข้าไปในถุงกางเกงพบว่ากระเป๋าสตางค์และโทรศัพท์ยังคงอยู่ครบไม่หล่นหายไปไหน เขาจึงรีบลุกขึ้นยืนพลางปัดฝุ่นออกจากร่างกายแล้วมุ่งหน้ากลับบ้านด้วยท่าทางเร่งรีบหลังจากเห็นว่าโทรศัพท์มีสายเข้าจากน้องสาวหลายสิบสาย นับว่าโชคดีที่วันนี้เป็นวันอาทิตย์จึงไม่ต้องไปทำงาน

การเลี้ยงสังสรรค์จนต้องเดินทางกลับเช้าเคยเกิดขึ้นบ่อยครั้ง เขาจึงไม่ค่อยวิตกมากนัก สิ่งที่จำเป็นต้องทำมีเพียงคิดคำโกหกเพื่อไปบอกกล่าวกับน้องสาวที่โทรหาตลอดทั้งคืน

“ หืม แปลก? ” เสียงบ่นพึมพำจากปากชายสวมกางเกงยีนส์ที่ค่อยๆออกแรงวิ่งกลับไปยังบ้าน เขารู้สึกได้ว่าร่างกายเบาเป็นอย่างมาก หลังจากดื่มหนักร่างกายควรจะเต็มไปด้วยความเมื่อยล้าจากอาการเมาค้าง เขากลับรู้สึกสดชื่นกระปี้กระเป่าเต็มไปด้วยพลังงานเหลือล้นจึงเริ่มเพิ่มแรงให้มากขึ้นอีกเพราะกลัวว่าตนจะคิดไปเอง

สิ่งที่เกิดขึ้นกลับทำให้ชายหนุ่มเบิกตาโต ด้วยแรงที่ใช้ออกมายังไม่ถึงครึ่งเขากลับวิ่งแซงหน้าชาวบ้านหลายคนที่กำลังวิ่งออกกำลังกายในตอนเช้า จากพละกำลังที่เหลืออยู่เขาคิดว่าตนเองสามารถวิ่งได้เร็วกว่านี้จึงออกวิ่งอีกครั้งหนึ่งจนความเร็วเพิ่มขึ้นจนน่าตกใจ ความเร็วของเขาไม่ต่างจากจักรยานไฟฟ้าที่กำลังวิ่งอยู่บนถนนด้านบนด้วยความเร็ว 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กระทั่งมาถึงบ้านเขาจึงหยุดวิ่งพลางสำรวจร่างกายของตนที่รู้สึกเหนื่อยเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ทั้งๆที่วิ่งมาเป็นระยะทางเกือบ 2 กิโลเมตร

“ มันเกิดอะไรขึ้นกัน หัวหน้าพาไปเสพยาบ้าหรือเปล่าเนี่ย ! ”

2 ความแปลก

“ ด็อกเตอร์ บอกมาเถอะ ยาอีกหลอดคุณเก็บมันเอาไว้ที่ไหน ”

รอบตัวของด็อกเตอร์ที่ถูกมัดร่างเอาไว้กับเก้าอี้เต็มไปด้วยชายสวมชุดดำ บาดแผลจากกระสุนปืนได้รับการรักษาแล้วเหลือเพียงแค่พักฟื้นเท่านั้น

ชายชุดดำจำเป็นต้องสอบปากคำด็อกเตอร์เนื่องจากว่าทำงานล้มเหลว ในกระเป๋าหนังควรจะมียา 5 หลอด พวกมันนำกลับมาได้เพียง 4 หลอดเท่านั้น ตลอดเส้นทางการหนีของด็อกเตอร์พวกมันพยายามตรวจสอบทุกช่วงเวลาจนมั่นใจว่าด็อกเตอร์ไม่ได้โยนยาทิ้งไป ในจุดที่ยิงด็อกเตอร์จนยาหล่นออกจากกระเป๋าได้รับการตรวจสอบก่อนจะพาด็อกเตอร์กลับมาแล้ว พวกมันจึงมั่นใจว่าตนเองไม่ได้ทำงานพลาด

ด็อกเตอร์ทำเพียงหัวเราะไม่คิดบอกอีกฝ่าย เขาไม่รู้เหมือนกันว่ายาขวดที่ 5 หายไปไหนแต่ก็ไม่ยอมบอกความจริงเพื่อให้อีกฝ่ายคิดว่าเขาเก็บซ่อนมันเอาไว้ในที่ลับตา โดยหวังว่ายาโดสสุดท้ายจะหล่นหายที่ไหนสักแห่งไม่มีใครพบ

“ ด็อกเตอร์ แม้ว่าเราจะไม่สามารถฆ่าคุณได้เพราะเบื้องบนยังต้องการความรู้ของคุณ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะทรมานคุณไม่ได้ ขอแค่เราไม่ทำให้คุณสูญเสียอวัยวะใดเพียงเท่านี้พวกเขาก็จะไม่เล่นงานพวกเราแล้ว ”

หัวหน้าชายชุดดำนำเข็มฉีดยาออกมากระบอกหนึ่ง ภายในหลอดฉีดยามีของเหลวที่เป็นพิษต่อระบบประสาท มันสามารถสร้างความเจ็บปวดไปทั่วร่างโดยที่เป้าหมายไม่เสียสติ

ด็อกเตอร์กลับไม่คิดกลัวสารพิษเลยสักนิด เขาทำเพียงยิ้มแล้วปล่อยให้อีกฝ่ายฉีดยาเข้าสู่ต้นคอของตนเอง ต่อให้เขาจะรู้ว่าตนจะเจ็บปวดทรมานอย่างถึงที่สุด เขากลับไม่รู้สึกกลัวแม้แต่น้อย

“ หัวหน้าเราจะทำยังไงต่อ ”

“ ส่งคนออกไปตรวจสอบเส้นทางไล่ล่า หาให้เจอเผื่อมันจะหล่นระหว่างทาง อย่าลืมส่งคนไปตรวจสอบรถขยะทุกคันที่ทำงานในช่วงเมื่อคืนที่ผ่านมาแล้วก็ ส่งคนไปดูจุดที่เรายิงด็อกเตอร์ ไม่แน่มันอาจจะหล่นอยู่แถวๆนั้น”

ในจุดที่ด็อกเตอร์ถูกยิงสกัดนับว่ามืดเป็นอย่างมาก ริมแม่น้ำหลอดไฟเสียใช้งานไม่ได้ ไฟฉายของพวกมันอาจจะส่องพลาดจุดเล็กๆไปจึงต้องส่งคนไปตรวจสอบใหม่อีกครั้งหนึ่ง

---------------------------------------------------------------

ชายหนุ่มสวมกางเกงยีนส์ชะโงกหน้าผ่านรูบนกำแพงเข้าไปในตัวบ้าน ประตูด้านหน้ายังคงปิดสนิทยืนยันได้ว่าน้องสาวยังไม่ตื่นนอน เขาจึงค่อยๆเปิดประตูรั้วบ้านช้าๆหวังจะกลับเข้าไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วแกล้งทำเป็นนอนพักผ่อนอยู่ภายในห้องตั้งแต่เมื่อคืน กระทั่งเปิดประตูรั้วได้แล้วเขาจึงค่อยๆย่องไปยังประตูบ้านแล้วไขกุญแจเข้าไปช้าๆอย่างเบามือกลัวว่าคนที่อยู่ข้างในจะตกใจ

เสียงลูกบิดดังขึ้นเบาๆ มือข้างขวาค่อยๆดึงประตูออกมาช้าๆเพื่อไม่ให้เกิดเสียง เพียงแต่ว่าชายที่กำลังเปิดประตูกลับได้ยินเสียงหายใจของใครบางคนด้านหลังประตู เขาไม่ควรได้ยินเสียงหายใจของคนอื่นชัดเจนมากขนาดนี้ เมื่อคิดว่ามันอาจจะเป็นผลจากการดื่มเมื่อคืนจึงหยุดความคิดมากมายก่อนเพราะตอนนี้น้องสาวของเขากำลังยืนค้ำสะเอวทำหน้าโกรธรอดุเขาที่กลับมาช่วงเช้า

“ ไอ้พี่บ้า ทำไมไม่กลับพรุ่งนี้เลยละฮะ! ”

โยฮันยกมือปิดหูทั้งสองข้างเอาไว้ วันนี้เขาไม่ชินกับเสียงของน้องสาว ทั้งที่ถูกบ่นทุกวัน น้ำเสียงที่น้องสาวเอ่ยออกมาเมื่อครู่นั้นกลับดังเป็นพิเศษจนเขาเกิดอาการงุนงงไปชั่วขณะ

“ ใจเย็นๆก่อนแอลลี่ เธอจะฆ่าฉันหรือยังไงกัน ว่าแต่พ่อกลับมาบ้านหรือยัง”

“ ยังจะมาเปลี่ยนเรื่องอีก รู้ไหมว่าหนูเกือบจะโทรเรียกตำรวจแล้ว ส่วนพ่อยังไม่กลับ หนูถามแล้วพ่อบอกว่ายังไม่รู้ว่าจะได้หยุดวันไหน ”

“ โอเค วันนี้เธอไม่ไปกวดวิชาใช่ไหม ”

“ ไม่ วันอาทิตย์พักผ่อนอยู่ที่บ้าน ”

โยฮันขยี้ผมน้องสาวด้วยความเอ็นดูแล้วเดินไปยังห้องตนเอง อีกฝ่ายที่รอพี่ชายกลับมาทั้งคืนจึงเดินกลับขึ้นห้องเพื่อพักผ่อนแม้จะโกรธพี่ชายก็ตาม โยฮันเห็นท่าทางน้องสาวเขาจึงยิ้ม วันนี้เขาไม่คิดบังคับน้องสาวในวันอาทิตย์แม้อีกไม่กี่เดือนจะสอบแล้วก็ตาม เด็ก ม.6 ควรจะมีวันพักสมองบ้างเพื่อไม่ให้เกิดความเครียดมากเกินไป

เมื่อมาถึงห้องโยฮันได้ถอดเสื้อของบริษัทออกแล้วมองดูร่างกายตนเองให้ชัดเจนว่ามีสิ่งผิดปกติใดๆเกิดขึ้นหรือเปล่า กล้ามเนื้อของเขายังคงเล็กเหมือนเดิม หน้าท้องมีพุงเล็กๆไม่ใหญ่ไร้กล้ามหน้าท้อง แขนทั้งสองไร้กล้ามส่วนมากเป็นก้อนเนื้อนุ่มๆจากการไม่ออกกำลังกายทั้งๆที่เขาวิ่งได้เร็วมากเมื่อเช้าร่างกายกลับยังคงปกติผิดจากความเร็วที่ทำได้

หลังจากหมุนรอบตัวเขาไม่พบรอยฟกช้ำหรือรอยถลอกใดๆ ยืนยันได้ว่าเมื่อคืนไม่ได้เมาจนเดินชนสิ่งที่ขวางทาง

“ แล้วความรู้สึกกระปี้กระเป่านี้มันมาได้ยังไงกัน หรือว่ารุ่นพี่จะพาไปกินยาชูกำลังมากันนะ ”

โยฮันเปิดดูโทรศัพท์ รุ่นพี่ได้ส่งข้อความมาหาเขาช่วงเที่ยงคืนสอบถามว่าเขาถึงบ้านหรือยัง โยฮันจึงตอบอีกฝ่ายเผื่อจะเป็นห่วงแล้วเลื่อนดูรูปถ่ายที่รุ่นพี่ที่ทำงานโพสต์เมื่อคืนที่ผ่านมา เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งหมดบนโต๊ะเขารู้จัก ไม่มีชนิดใดที่เขาไม่เคยดื่มมาก่อน เมื่อมองหายาชูกำลังหรือวัตถุแปลกปลอมบนโต๊ะปรากฎว่ามันไม่มี

“ ไปกินอะไรผิดสำแดงหลังจากเมาไม่ได้สติหรือเปล่านะ ”

สองมือล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อเผื่อจะมีบิลราคาของที่ซื้อระหว่างเมา ภายในกระเป๋าเสื้อไม่มีกระดาษเลยสักแผ่นจึงล้วงกระเป๋ากางเกงพบว่าด้านขวามีกระเป๋าสตางค์เพียงแต่ว่าข้างซ้ายที่ใส่โทรศัพท์กลับมีบางอย่าง เขาจึงล้วงออกมาด้วยความสงสัย

ขวดแก้วขนาดเท่าหัวแม่มือไร้ซึ่งสิ่งใดบรรจุอยู่ข้างในสร้างความสงสัยให้โยฮัน เขาไม่เคยพกขวดชนิดนี้มาก่อน หากเป็นไปได้มันควรจะถูกใช้ภายในโรงพยาบาล บริเวณปากขวดที่ควรจะมีฝาหายไป ด้านข้างขวดแก้วมีการติดกระดาษแผ่นเล็กมากๆเอาไว้ บนกระดาษมีหมึกสีดำเขียนอักษรบางอย่างไม่เข้าใจ ด้านหน้าเป็นอักษรภาษาอังกฤษ ด้านหลังเป็นตัวเลขจัดเรียงยาวถึง 5 ตัว

“ ของพ่อหรือเปล่านะ ”

ความสงสัยเผยบนใบหน้าของโยฮัน เขาคิดว่าพ่ออาจจะเป็นเจ้าของขวดแก้วในมือ เนื่องจากว่างานของพ่อที่ทำจนดึกดื่นบางอาทิตย์ไม่ยอมกลับบ้านนอนคืองานวิจัยเกี่ยวกับยาทางการแพทย์ เขาจึงเก็บขวดเอาไว้ถามในวันที่พ่อกลับมา ตอนนี้จำเป็นต้องอาบน้ำก่อนเพราะได้กลิ่นเหม็นจากร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นเยี่ยวที่เปื้อนกางเกงหรือกลิ่นเหม็นของแอลกอฮอล์

“ พี่คะ หนูจะต้มบะหมี่พี่เอาด้วยหรือเปล่า! ”

“ กิน ทำเผื่อด้วยกำลังจะเสร็จแล้ว! ”

โยฮันรีบอาบน้ำแล้ววิ่งไปยังห้องครัวหลังจากสวมใส่เสื้อผ้า เมื่อมาถึงเขาพบว่าบนโต๊ะมีบะหมี่ถ้วยพร้อมทานวางอยู่จึงเข้าไปดมกลิ่นพลางมองหาน้องสาว ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะกลับขึ้นห้องไปแล้วเขาจึงลงมือทานส่วนของตน

“ แอลลี่ พี่ว่าจะไปจับกุ้งนะ ”

“ จะไปอีกแล้วเหรอ ไม่ใช่ว่ายังเมาค้างอยู่หรือไง! ” เสียงร้องดังมาจากชั้นสอง โยฮันจึงตรวจสอบตนเองอีกครั้งพบว่าเขาสามารถดำน้ำได้ อาการเมาค้างหายไปนับว่าเป็นเรื่องแปลกไม่น้อย

“ ไม่ได้กินเยอะ เมื่อคืนนั่งเฝ้ารุ่นพี่ที่ทำงานแล้วหลับไป ”

“ ถ้าอย่างนั้นก็ระวังด้วย อย่ากลับมาค่ำอีกหนูขี้เกียจโทรหา ”

“ จ้าจ้า ”

รอยยิ้มเผยบนใบหน้าโยฮัน เขาจึงเดินไปยังหลังบ้านหยิบชุดดำน้ำและถุงตาข่ายสำหรับใส่กุ้ง แม้เขาจะกลายเป็นพนักงานเงินเดือนที่บรรจุในตำแหน่งวิศวกรไฟฟ้าแล้วก็ตาม เขากลับยังหาเงินอีกทางด้วยการดำน้ำจับกุ้งแม่น้ำไปขายอีกช่องทาง แม้จะไม่ได้หวังเงินกับมันมากนักเพราะทำเป็นงานอดิเรก เพียงแต่ว่าบางครั้งเขาจับได้เยอะเป็นพิเศษจึงต้องนำไปขายให้กับแม่ค้าในตลาด

หลังจากขึ้นขี่จักรยานไฟฟ้าเขาก็ขับรถออกไปทางหน้าบ้านมุ่งหน้าสู่ทิศเหนือในจุดที่มีนักตกปลารวมกลุ่มกันอยู่หลายสิบคน

“ พี่ทอม เป็นไงบ้างวันนี้ ได้สักตัวหรือยัง ! ”

ชายย้อมผมสีทองสวมแว่นตาดำมองไปบนสะพาน คนที่เรียกชื่อเขาคือโยฮันที่มักทักทายอยู่บ่อยครั้ง

“ โยฮันเหรอ วันนี้ยังไม่ได้สักตัวเลย ไม่รู้มันหายไปไหนหมด แล้วนั่นจะลงไปจับกุ้งอีกแล้วเหรอ ”

“ ใช่แล้วพี่ ผมไปก่อน แดดแรงกว่านี้คงไม่ไหว ”

โยฮันมองลงไปจากสะพานข้ามแม่น้ำ ฝั่งทางทิศใต้เต็มไปด้วยนักตกหลายสิบคนกำลังนั่งเฝ้าเบ็ดตกปลา เขาไม่สามารถดำน้ำทางฝั่งนี้ได้เพราะน้ำลึกเกินไปจึงต้องข้ามสะพานไปยังอีกฝั่งที่อยู่ทิศเหนือ อีกสาเหตุที่เขาไม่สามารถดำน้ำทางฝั่งทิศใต้ที่มีคนตกปลาได้ก็เพราะมีกฎตั้งเอาไว้เพื่อความปลอดภัย นอกจากจะมีคนตกปลาแล้วยังมีคนยิงปลารอยิงจากบนฝั่งและบนสะพาน เขาจึงต้องข้ามสะพานไปอีกฝั่งที่เปิดให้คนลงไปจับกุ้งหอยปูปลา

รถจักรยานไฟฟ้าจอดเอาไว้บนฝั่งแล้ววางโทรศัพท์เอาไว้ใต้เบาะ ก่อนจะเดินไปยังบันไดหินทอดยาวลงไปในแม่น้ำ รอบๆตลิ่งระดับน้ำไม่ลึกมาก เขาสามารถดำน้ำจับกุ้งมือเปล่าได้โดยไม่ยากนัก เพียงแต่ว่าต้องรักษาระยะห่างจากตลิ่งเอาไว้ ไม่อย่างนั้นอาจจะเกิดสถานการณ์ถูกน้ำพัดออกไปจากฝั่งจนถูกเรือพุ่งชน

หลังจากทำสมาธิโยฮันก็เริ่มก้าวเท้าลงไปในน้ำพร้อมถุงตาข่าย ชุดของเขาไม่มีสิ่งใดมากมีเพียงชุดว่ายน้ำและแว่นตาดำน้ำที่ช่วยให้มองเห็นใต้น้ำได้เท่านั้น เมื่อทำสมาธิจนพร้อมเขาก็เริ่มดำลงไปใต้น้ำไม่ลึกมากเพื่อปรับอุณหภูมิของร่างกาย จนมั่นใจว่าสามารถดำน้ำลึกไม่เกิน 2 เมตรได้แล้วจึงเริ่มดำน้ำเลียบไปตามตลิ่งพลางใช้สองมือกวาดไปตามกิ่งไม้ใต้เท้าเพื่อหากุ้ง

“ พึ่งลงมาก็เจอเลย แกนี่โชคร้ายจริงๆนะ ”

โยฮันพูดกับตนเอง เขารู้สึกสงสารกุ้งแม่น้ำ ขนาดตัวของมันใหญ่กว่าหัวแม่เท้าไม่มาก ไซส์ของมันจัดอยู่ในหมวด 7 ตัว 1 กิโลกรัม เมื่อนำกุ้งตัวแรกใส่ลงไปในถุงตาข่ายเขาก็เริ่มดำน้ำต่อไปด้วยการใช้มือลูบคลำไปตามกิ่งไม้ด้านล่าง กระทั่งเจอกุ้งอีกตัวจึงรีบคว้าจับมันแล้วยัดลงไปในถุง

หลังจากพบว่าตนยังกลั้นหายใจได้อีกจึงดำน้ำต่อไปจนเจอเข้ากับกุ้ง กระทั่งโยฮันรู้สึกว่าตนจำเป็นต้องขึ้นไปสูดอากาศหายใจด้านบนจึงค่อยๆว่ายน้ำขึ้นไป

“ หืม ไม่น่ามาไกลขนาดนี้สิ ”

ความรู้สึกตกใจเผยบนใบหน้าของโยฮัน ในหนึ่งลมหายใจที่ดำน้ำเขาจะใช้เวลาราว 1 นาที ระยะทางในการดำน้ำจะอยู่ราว 1 - 2 เมตรขึ้นอยู่กับสิ่งกีดขวางริมตลิ่ง

การดำน้ำครั้งนี้กลับต่างออกไป ระยะทางที่เขาลอยตัวห่างจากจุดที่จอดรถจักรยานไฟฟ้าราว 10 - 12 เมตร เมื่อยกถุงตาข่ายขึ้นมาดูจำนวนกุ้งเขาก็ตกใจเช่นกัน เพียงดำน้ำ 1 ครั้งกลับสามารถจับกุ้งได้มากถึง 10 ตัวซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

เรื่องที่เกิดขึ้นนับว่าแปลกมาก ทั้งจำนวนกุ้งและระยะทางการดำน้ำ โยฮันคิดว่ามันอาจจะเกี่ยวข้องกับความแปลกของร่างกาย นอกจากเขาจะวิ่งได้เร็วแล้วอาจจะดำน้ำได้เป็นเวลานาน เพื่อพิสูจน์ว่าตนกลั้นหายใจได้นานขึ้นโดยไม่ได้คิดไปเอง โยฮันจึงจับไปยังนาฬิกาข้อมือกันน้ำแล้วตั้งเวลา จากนั้นก็เริ่มดำลงสู่ใต้น้ำอีกครั้งหนึ่ง.

3 ความพิเศษ

“ บ้าไปแล้ว !”

ตัวเลขบนนาฬิกาข้อมือแสดงให้เห็นเด่นชัด เวลา 5 นาที 21 วินาทีคือเวลาที่ใช้ในการดำน้ำโดยไม่ต้องขึ้นมาสูดอากาศหายใจ จากเดิมสามารถทำได้ราว 60 วินาทีไม่มากไม่น้อยไปกว่านี้ โยฮันยังรู้สึกได้ว่าตนเองสามารถดำน้ำได้นานกว่านี้อีกเล็กน้อย ไม่แน่เขาอาจจะใช้เวลาใต้น้ำได้นานถึง 7 นาที

ความสงสัยเริ่มปรากฎบนใบหน้าอย่างชัดเจน เขาไม่รู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกับร่างกายแม้ภายนอกจะดูปกติไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงไป สิ่งที่แสดงออกมาจากการกระทำกลับทำให้เขาดูแตกต่างไปจากเดิมจนสามารถเรียกตนเองว่ายอดมนุษย์ได้ ทั้งความเร็วในการวิ่งที่เกินกว่าคนปกติไปมาก ทั้งความสามารถในการดำน้ำที่นานกว่าคนทั่วไป

โยฮันเริ่มรู้สึกสนุก เขาอยากรู้ว่าตนเองสามารถทำอย่างอื่นที่เหนือมนุษย์ได้อีกไหมนอกจากวิ่งกับดำน้ำได้เป็นเวลานาน แต่ก่อนจะไปทดลองในหลายๆอย่างเขาจำเป็นต้องดำน้ำจับกุ้งเพราะสงสัยว่าในเวลา 1 ชั่วโมงจะสามารถจับกุ้งได้มากกี่ตัว

การดำน้ำจับกุ้งเริ่มขึ้นอีกครั้ง กุ้งแต่ละตัวที่หลบซ่อนอยู่ตามสิ่งกีดขวางใต้น้ำล้วนถูกจับ ต่อให้จะมีบางตัวหลบหนีไปได้ก็ตาม เขาสามารถดำน้ำไล่ตามไปจับได้อย่างง่าย

นอกจากจะดำน้ำได้นานแล้ว โยฮันยังรู้สึกว่าแขนขาของเขามีพละกำลังมากมายกว่าก่อนหน้า จนสามารถแหวกว่ายใต้น้ำได้ง่ายยิ่งขึ้น

เดิมทีเขาต้องเฝ้าระวังไม่ให้ตนเองดำน้ำลึกเกินกว่า 2 เมตรเพราะกลัวว่าจะถูกน้ำพัดลงไปในแม่น้ำจนไม่สามารถว่ายกลับขึ้นมาได้

เขาในตอนนี้เลิกกลัวการถูกน้ำพัดพาไปเพราะสามารถดำน้ำได้เป็นระยะเวลานาน ด้วยความสามารถในการดำน้ำโยฮันคิดว่าตนเองอาจจะสามารถว่ายน้ำข้ามไปอีกฝั่งของแม่น้ำที่มีความกว้างหลายร้อยเมตรได้ เพียงแต่เขาไม่กล้าทำเช่นนั้นเพราะอาจจะถูกเรือขนส่งสินค้าพุ่งชนและอาจจะถูกนักยิงปลาเข้าใจผิดคิดว่าเป็นปลาใหญ่จนยิงเขาทิ้งไป โยฮันจึงพยายามดำผุดดำว่ายอยู่ฝั่งทิศเหนือของแม่น้ำจนกระทั่งเขาต้องกลับขึ้นฝั่งหลังจากดำน้ำนานถึง 1 ชั่วโมง

“ จะได้กี่กิโลนะ ”

โยฮันลากถุงตาข่ายขึ้นมาจากน้ำด้วยความยินดี กุ้งทั้งหมดที่จับมาได้นับว่าเยอะกว่าครั้งก่อนเป็นอย่างมาก ถ้าหากเป็นตนเองเมื่อก่อนคงต้องใช้เวลาราว 3 - 4 วันเพื่อจับให้ได้มากขนาดนี้

หลังจากนำถุงตาข่ายกุ้งวางเอาไว้เบาะหลังจักรยานไฟฟ้า โยฮันก็เริ่มขับรถข้ามสะพานกลับไปยังอีกฝั่งพลางโบกมือทักทายรุ่นพี่ที่กำลังนั่งตกปลาอย่างคุ้นเคย

“ อย่าบอกนะว่าเบาะหลังของไอ้โยฮันคือกุ้ง ”

ชายย้อมผมสีทองถอดแว่นตาดำมองตามหลังจักรยานไฟฟ้า สิ่งที่มัดไว้บนเบาะหลังคือกุ้งถุงใหญ่ เขาไม่อยากจะเชื่อว่าโยฮันจะเป็นคนจับกุ้งเหล่านี้ได้ด้วยการใช้เวลา 1 ชั่วโมง ต่อให้พวกเขาหลายสิบคนที่นั่งตกปลาช่วยกันลงไปจับคงได้ไม่เกิน 2 กิโลกรัม

“ ไอ้เด็กนั่นคงพัฒนาไปใช้เครื่องจับแล้วแหละ คนบ้าที่ไหนจะมางมกุ้งมือเปล่าทุกอาทิตย์ ดูท่าคงจะมาวางกับดักกุ้งเมื่อคืนแล้วตอนเช้าก็มาเก็บ ”

นักตกปลาพยักหน้าเห็นด้วย คนที่แปลกใจพยักหน้าตามๆกัน เป็นไปได้ที่โยฮันจะใช้เครื่องมือดักจับกุ้ง มันไม่ผิดกฎของชาวบ้านระแวกนี้ ตามกฎหมายไม่ได้สั่งห้ามให้ใช้เครื่องดักจับสัตว์น้ำตามแม่น้ำ เพียงแต่ว่าทุกคนจะต้องระวังไม่วางมันกีดขวางเส้นทางการเดินเรือ

จักรยานไฟฟ้าวิ่งเลียบไปตามถนนจนกระทั่ง 30 นาทีก็มาถึงลานจอดรถหน้าตลาดสดติดริมแม่น้ำ ทุกครั้งที่เดินทางมาถึงโยฮันมักจะแหงนหน้ามองป้ายสีทองขนาดใหญ่หน้าทางเข้าตลาดคอยบอกชื่อให้ผู้คนรู้จักว่าที่นี่คือ ตลาดศรีมรกต

เมื่อปลดตาข่ายออกจากเบาะซ้อนด้านหลัง โยฮันจึงค่อยๆก้าวเดินเข้าไปในตลาดอย่างมั่นคง เส้นทางที่เขาใช้เดินมุ่งตรงไปยังโซนขายอาหารสดจำพวกกุ้ง หอย ปู ปลา

ผู้คนมากหน้าหลายตาเดินเต็มตลาด ไม่ว่าจะเป็นตอนเช้า ตอนบ่าย หรือช่วงค่ำที่นี่ล้วนเต็มไปด้วยความวุ่นวายจากผู้คนที่สัญจรไปมา ถึงอย่างนั้นมันกลับทำให้ที่นี่มีชีวิตชีวา

“ ปลานิลตัวนี้สดๆ พึ่งจับขึ้นมาจากแม่น้ำเลยนะ ”แผงขายปลาเต็มไปด้วยของดูสดใหม่ดิ้นอยู่ในกะละมังและตู้ปลา มองไปทางขวาพบเจอเข้ากับแผงขายผักสดสีเขียวหลายชนิดราวกับพึ่งเก็บมาจากแปลง ผักชีหอมฟุ้ง ต้นหอม พริกสดหรือพริกแกงมีให้เลือกหลากหลาย

บริเวณแผงขายเนื้อหมูและเนื้อไก่ที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลมีเสียงสับกระดูกดัง ปัง! ปัง! แทรกเสียงร้องตะโกนดังของลูกค้าที่กำลังสั่งเนื้อกลับไปทำอาหารที่บ้าน

โยฮันเดินผ่านแผงลอยมากมายพยายามหันมองทุกอย่างด้วยความสนใจ กระทั่งมาถึงโซนอาหารทะเลมีกุ้ง หอย ปู ปลาหลากหลายชนิดยกขึ้นมาจากเรือประมงขนาดใหญ่ เขาจึงเดินผ่านแผงลอยหน้าตาคล้ายกันไปมากมายจนมาหยุดยืนอยู่หน้าร้านคุณยายท่านหนึ่งที่เขามักมาขายกุ้งให้เป็นประจำ

ด้านหน้าแผงลอยของคุณยายมีกุ้ง หอย ปู ปลาวางขายไม่ต่างจากร้านอื่นๆ ความต่างของร้านแห่งนี้คือมีสิ่งมีชีวิตทั้งน้ำเค็มและน้ำจืดให้เลือกหลากหลายในราคาไม่แพง

“ ป้าสมร ผมนำกุ้งแม่น้ำมาขาย พึ่งนำขึ้นมาเลย ”

เสียงเรียกทำให้คุณป้าเจ้าของร้านหันมองดูว่าใครมาซื้อของกับตน พอเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยป้าสมรจึงทำสีหน้าไม่พอใจเล็กน้อย แต่มันกลับเป็นสีหน้าที่ทำให้โยฮันฉีกยิ้มให้เพราะรู้ว่าอีกฝ่ายแกล้งไม่พอใจเท่านั้น

“ ให้ตายสิ นึกว่าลูกค้ามาซื้อของ แกอีกแล้วเหรอ ไหนดูหน่อยว่าได้มากี่กิโลกรัม ”

โยฮันฉีกยิ้มให้ป้าสมรแล้วส่งถุงตาข่ายให้อีกฝ่ายมองกุ้งแม่น้ำมากมายที่เขาจับมาได้

“ สดๆเหมือนเดิมเลยหนิ แล้วครั้งนี้จะขายยังไง ”

“ แล้วแต่ป้าจะให้ผมเลยครับ แต่ผมจะขอกุ้งตัวใหญ่เอาไว้สักโลนะครับ ผมจะเอาไปเผา ”

“ งั้นชั่งกิโลรวมเลยก็แล้วกัน ฉันให้โลละพัน ช่วงนี้กุ้งแม่น้ำตัวใหญ่ๆไม่ค่อยมีคนนำมาขาย ”

โยฮันเปิดถุงตาข่ายหลังจากวางถุงเอาไว้บนตาชั่ง จากนั้นเขาจึงเลือกกุ้งตัวใหญ่ที่สุดออกมา 8 ตัวเพื่อนำกลับไปเผาให้น้องสาว

“ แกไปทำยังไงถึงได้จับมันได้เยอะขนาดนี้ล่ะ ”

“ ผมได้เหยื่อล่อใหม่มาครับป้า เลยวางกับดักจับพวกมัน ไม่คิดเหมือนกันว่าจะได้เยอะขนาดนี้ ”

ป้าสมรจดตัวเลขบนตาชั่งแล้วยื่นเงินให้โยฮัน 5,000 บาท จำนวนเงินที่โยฮันรับมา ทำเขาตกใจไม่น้อยเช่นกัน เพียงวันเดียวเขาสามารถหาเงินได้มากถึง 5,000 บาท ด้วยการใช้เวลาไปทั้งสิ้น 2 ชั่วโมงนับเวลาตั้งแต่เดินทางออกจากบ้านไปจับปลาแล้วมาขายที่ตลาด

“ ถ้าได้ตัวใหญ่แบบนี้อีกนำมาขายให้ฉันล่ะ อย่าให้รู้ว่าไปขายให้ร้านอื่นฉันจะตามไปเขกกระบาลของแก ”

โยฮันหัวเราะด้วยความพอใจ เขาไม่กล้าไปขายให้ร้านอื่นเว้นแต่ว่าป้าสมรจะปิดร้าน เมื่อได้เงินมาแล้วเขาจึงขอซื้อปูกลับไปทำอาหารเพิ่มเติม จากเดิมคิดว่าจะเผากุ้งแต่คงต้องเปลี่ยนเมนูเมื่อเห็นจำนวนเงินที่ได้รับ

“ ผมไปก่อนนะป้า ”

“ ไปไหนก็ไปเถอะ รกหน้าร้านจริงๆ ”

โยฮันยิ้มให้กับป้าสมรแล้วเดินไปยังแผงขายเนื้อหมู เมนูคืนนี้เขาคิดเอาไว้แล้วว่าจะทำหม้อไฟรวม นอกจากกุ้งและปูแล้ว เขายังขาดเนื้อหมูและผักจึงแวะซื้อในตลาดจนสองมือเต็มไปด้วยถุงวัตถุดิบหลากหลาย จนกระทั่งกลับมาถึงจักรยานไฟฟ้าเขาจึงมุ่งหน้ากลับบ้านด้วยความรู้สึกดี

“ แอลลี่ ให้ทายว่าวันนี้เราจะกินอะไร! ”

จักรยานไฟฟ้านำไปเก็บในโกดังข้างตัวบ้าน เมื่อเปิดประตูเข้าไปก็พบว่าน้องสาวกำลังเปิดตู้เย็นหาของว่างทาน

“ พี่เงินเดือนออกแล้วเหรอ ทำไมซื้อของมาเยอะจัง ”

“ เปล่าวันนี้จับกุ้งได้เยอะเป็นพิเศษเลยซื้อของมาทำหม้อไฟ ”

แอลลี่เบิกตาโตเมื่อได้ยินว่าเย็นนี้จะกินหม้อไฟ เสียงเรียกของพี่ชายตั้งแต่กลับมาถึงบ้านเธอนึกว่าจะก่อกวนให้เธอหงุดหงิดไม่คิดว่าพี่ของเธอจะซื้อวัตถุดิบมาทำหม้อไฟ

เมื่อมองไปยังกุ้งตัวใหญ่ที่กำลังดิ้นภายในถุงทำให้เธอรู้สึกตื่นเต้น ขนาดของมันใหญ่เท่าแขน ร้านอาหารขนาดใหญ่มักใช้มันประกอบอาหารที่มีราคาแพง

ปูอีก 10 ตัวที่อยู่ในถุงข้างๆพยายามดิ้นหลุดจากเชือกที่รัดมัน แต่ละตัวมีขนาดใหญ่กว่ากำปั้นของเธอจนคิดว่าเนื้อข้างในจะต้องเยอะมากอย่างแน่นอน โยฮันเห็นท่าทางของน้องสาวจึงส่งกุ้งและปูให้น้องไปล้างทำความสะอาด ส่วนเขาจะหั่นเนื้อบางๆใช้จุ่มลงไปในหม้อไฟคืนนี้

“ หนูจะขัดให้เงาวับเลย ”

“ อย่าแอบกินมันล่ะ ”

“ หนูไม่ใช่ปอบนะคะที่จะได้กินของดิบๆ ”

โยฮันหยอกล้อน้องสาวแล้วเดินเข้าไปในครัว เตรียมเขียงและมีดใช้สำหรับหั่นหมู เมื่อล้างมือให้สะอาดหมูสันคอที่ซื้อมา 1 กิโลกรัมก็เริ่มถูกหั่นบางๆมีขนาดพอดีคำ ในขณะหั่นเขาไม่ลืมหันมองน้องสาวว่าเป็นอย่างไรบ้าง กุ้งตัวใหญ่จากแม่น้ำยังไม่ตายพวกมันสามารถดิ้นหนีได้ตลอดเวลา ปูที่มัดเอาไว้ด้วยเชือกสามารถหนีบมือได้เช่นเดียวกัน แต่ดูเหมือนว่าน้องสาวจะรู้วิธีรับมือกับพวกมัน โยฮันจึงหันกลับมาหั่นเนื้อต่อจนเสร็จ

“ พ่อจะกลับมาบ้านไหมคืนนี้ ”

“ ไม่ค่ะ พ่อบอกว่าไม่ต้องรอให้กินข้าวไปก่อนเลย ”

โยฮันนำหม้อไฟฟ้าออกมาจากตู้เก็บหลังจากเตรียมผักและเนื้อเสร็จเขาต้องทำน้ำซุป เพียงแต่ว่าตู้กดน้ำไม่เหลือน้ำเลยสักหยด เขาจึงเดินไปยังหน้าบ้านเพื่อยกถังน้ำมาเปลี่ยน

ทันทีที่มือขวายื่นไปจับบริเวณคอของถังน้ำขนาด 10 ลิตร ดวงตาของโยฮันเริ่มหดแคบลงหลังจากสัมผัสได้ว่าน้ำหนักของน้ำเบาเป็นอย่างมาก ทั้งที่วันก่อนเขาต้องส่งเสียงร้องดังเพื่อยกหามมัน วันนี้น้ำหนักของถังน้ำเหมือนจะลดเหลือแค่ 1 กิโลกรัมเท่านั้น

โยฮันจึงยกอีกถังด้วยมือข้างซ้ายจากนั้นก็ลองยกชูถังทั้งสองขึ้นเหนือหัวเพื่อทดสอบพลังกาย เขากลับสามารถทำมันได้ง่ายดายราวกับกำลังยกถุงข้าวแกงในมือทั้งสองข้าง

ในวันที่พนักงานมาส่งน้ำ เขาจำได้ดีว่ามือทั้งสองของพนักงานส่งน้ำที่ยกถังน้ำมาพร้อมกัน 2 ถังเกร็งจนเห็นมัดกล้าม การเดินของพนักงานนับว่าเร็วมากเพื่อนำถังน้ำมาเปลี่ยนในบ้านของเขา

“ พี่หนูหิวแล้ว! ”

เสียงเรียกของน้องสาวทำให้โยฮันต้องออกมาจากความคิดของตนเองแล้วรีบอุ้มถังน้ำไปยังห้องครัวเพื่อทำน้ำซุป

หลังจากเทน้ำลงไปในหม้อเขาก็เริ่มเติมเครื่องปรุงตามด้วยใส่กระดูกหมูที่อยู่ในตู้เย็น กระทั่งน้ำเดือดเขาก็เริ่มใส่วัตถุดิบต่างๆไม่ว่าจะเป็นผักหลากหลายชนิดตามด้วยการใส่เนื้อหมูหั่นบางๆและกุ้งปู หลังจากนั้นก็ปิดฝาแล้วนั่งรอให้น้ำซุปเดือดอีกครั้งหนึ่ง

แอลลี่มองดูวัตถุดิบที่กำลังถูกต้มด้วยความรู้สึกตื่นเต้นวันนี้เหมือนวันพิเศษ กุ้งตัวใหญ่ถูกแกะเปลือกแข็งๆออกกำลังเปลี่ยนสีช้าๆ ปูขนาดใหญ่กว่ากำปั้นถูกแยกก้ามและตัวออกจากกันค่อยๆเปลี่ยนไปเป็นสีส้ม จนกระทั่งน้ำเดือดเธอจึงรีบเปิดฝาจนมีกลิ่นหอมโชยเข้าจมูก โยฮันเห็นท่าทางน้องสาวดูราวกับมีความสุขเขาจึงปล่อยให้เธอเลือกสิ่งที่จะกินเป็นคนแรก

“ ระวังร้อนล่ะ ”

“ ค่า! ”

กุ้งตัวใหญ่ถูกหั่นให้พอดีคำ หลังจากเป่าไม่กี่ครั้งแอลลี่ก็ยัดเข้าไปในปากเคี้ยวด้วยความรู้สึกชอบใจ โยฮันจึงคีบก้ามปูตัวใหญ่แล้วใช้สากทุบเบาๆเพื่อกะเทาะเปลือกแข็งๆกินเนื้อข้างในของมัน

“พี่ทุบให้หนูด้วย ”

“ ยื่นมาเร็ว ”.

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...