ถอดบทเรียน 7 ตร.ตื้บหนุ่ม ไล่จับรถแหกด่าน-ผิดคัน ให้ออกฟันทั้งวินัย-อาญา ตร.ถกด่วนขันน็อตจราจร
เหตุการณ์ 7 ตำรวจจราจรรุมทำร้ายชายหนุ่มหลังจับกุมโดยเข้าใจว่าเป็นคนร้ายที่ขับแหกด่านตรวจมา สร้างแรงสะเทือนไปทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
สะท้อนให้เห็นว่ายังมีตำรวจจำนวนหนึ่งที่ยังไม่ใส่ใจกับ “พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย”
ถึงขนาดที่ พล.ต.ท.สยาม บุญสม รรท.ผบช.น. ต้องออกมาคาดโทษไปถึงผู้บังคับบัญชาว่า “หากมีครั้งต่อไป ถ้ามีการกระทำผิดพลาดในการปฏิบัติหน้าที่อีก ผู้บังคับบัญชาต้องรับผิดชอบ ไม่มีความสามารถในตำแหน่ง ให้มีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งออกจากหน้าที่”
เรื่องราวถูกเปิดเผยขึ้นเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม โดย พ.ต.ท.ธนชัย เกิดศรี อายุ 61 ปี อดีต สว.กก.2 บก.ปทส. ร้องเรียนสื่อมวลชนว่า นายธนานพ เกิดศรี อายุ 33 ปี ลูกชายถูกตำรวจสังกัด บก.จร.ประมาณ 7 นาย รุมกระทืบสาหัส หลังเจ้าตัวขับรถผ่านด่านตรวจบริเวณแยกเกษตร-นวมินทร์
แต่หลังจากผ่านด่านมาได้ไม่นาน มีรถเจ้าหน้าที่ตำรวจขับตามมา ส่งสัญญาณเรียกให้จอด หลังจากเจ้าตัวยอมจอด ก็โดนลากลงมากระทืบจนอ่วม
ก่อนมาเฉลยความจริงภายหลังว่า ตำรวจไล่ตามรถที่หนีด่าน แต่เป็นการจับผิดคัน โดยมีภาพจากกล้องวงจรปิดบริเวณหน้าอาคารสามารถบันทึกพฤติกรรมของตำรวจกลุ่มนี้ไว้ได้ทั้งหมด เป็นหลักฐานมัดตัวทั้ง 7 นายชนิดหมดโอกาสแก้ตัว
ต่อมาวันที่ 5 ธันวาคม ที่ บช.น. พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น. พร้อมด้วย พล.ต.ต.เกียรติกุล สนธิเณร ผบก.น.3 และ พ.ต.อ.จิรกฤต จารุนภัทร รอง ผบก.จร. ร่วมกันแถลงกรณีดังกล่าวว่า จากการสอบข้อเท็จจริงของคณะกรรมการตรวจสอบวินัยร้ายแรง บก.จร.พบว่ามีมูล สอดคล้องกับที่ญาติของผู้เสียหายให้ข้อมูล
รวมถึงตัวผู้ก่อเหตุทั้ง 7 คนได้รับสารภาพ ว่าร่วมกันกระทำการดังกล่าวจริง ซึ่งผู้บังคับบัญชาของทั้ง 7 คนได้ควบคุมตัวไปมอบตัวกับพนักงานสอบสวน สน.บางเขน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย
เบื้องต้นจะดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นให้ได้รับอันตรายแก่กายและใจก่อน ส่วนข้อหาอื่นๆ หากตรวจสอบพบเข้าข่ายครบองค์ประกอบข้อหาใดก็จะดำเนินคดีเพิ่มเติม
รอง ผบช.น.ยังยืนยันว่า บช.น.จะไม่ปกป้อง ให้ความช่วยเหลือ หรือทำให้คดีบิดเบี้ยว อย่างที่สังคมตั้งข้อสังเกต โดยจะทำคดีนี้อย่างตรงไปตรงมา เพราะคดีนี้ข้อเท็จจริงมีเพียงอย่างเดียว ประกอบกับสิ่งที่เกิดขึ้นเกิดจากความผิดพลาดของตำรวจทั้ง 7 นายเอง ที่ไม่มีการตรวจสอบให้ละเอียดรอบคอบ ว่ารถที่แหกด่านเป็นรถของผู้กระทำความผิดจริงหรือไม่
และแม้ว่าหากผู้ได้รับบาดเจ็บเป็นผู้ที่ขับรถฝ่าด่านจริง ตำรวจก็ไม่มีสิทธิ์กระทำการในลักษณะดังกล่าว
ส่วนประเด็นที่ทุกคนสงสัยว่าตำรวจทั้ง 7 นาย ทำไมจึงมี 4 นายที่แต่งชุดนอกเครื่องแบบ
พล.ต.ต.นพศิลป์อธิบายเหตุการณ์ว่า ช่วงเวลาดังกล่าวมีการตั้งด่านกวดขันวินัยการจราจรของ บก.จร. ซึ่งขณะนั้นมีตำรวจประจำด่านทั้งหมด 15 นาย ในระหว่างนั้นได้พบรถเก๋งมาสด้าสีแดง ที่มีปัญหาเมาแล้วขับ เจ้าหน้าที่จึงได้เชิญตัวเข้าด่าน แต่ปรากฏว่าคนขับรถได้ขับรถฝ่าด่านออกไปอย่างรวดเร็ว
ซึ่งก่อนหน้านั้นเพียง 5 นาที ผู้บาดเจ็บได้เข้าด่านตรวจ เพื่อวัดระดับแอลกอฮอล์ 3 ครั้ง ตามขั้นตอน และพบว่าไม่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด แต่รถไม่ติดแผ่นป้ายภาษี จึงได้ทำการว่ากล่าวตักเตือน และปล่อยตัวไป
หลังจากนั้นผู้ต้องสงสัยเมาแล้วขับ ซึ่งขับรถยนต์ที่มีลักษณะเหมือนกันกับผู้เสียหาย ได้ขับรถแหกด่านออกไป ตำรวจในด่านจึงได้ตะโกนไปว่ามีรถแหกด่าน เป็นรุ่นและสีเดียวกันกับรถของผู้เสียหาย
ตำรวจทั้ง 7 นาย ประกอบด้วยนอกเครื่องแบบ 4 นาย ซึ่งออกเวรแล้ว แต่ยังคงประจำอยู่ในจุดดังกล่าว และในเครื่องแบบ 3 นาย ที่ยังอยู่ในเวลาเวร ได้สมัครใจขับรถตามรถคันของผู้ต้องสงสัยไป
จากนั้นก็เป็นไปตามข้อมูลที่ญาติผู้เสียหายระบุ ยืนยันตำรวจมียุทธวิธีในการดำเนินการ โดยจะเริ่มจากการพูดคุยด้วยวาจา และหากพบพฤติการณ์ของฝ่ายตรงข้ามมีแนวโน้มจะใช้กำลัง ก็จะพิจารณาตามสัดส่วน
พล.ต.ต.นพศิลป์ยังกล่าวแสดงความเสียใจและฝากไปถึงครอบครัวของผู้ได้รับบาดเจ็บว่า กองบัญชาการตำรวจนครบาลรวมทั้งผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้นเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และพร้อมให้ความช่วยเหลือผู้เสียหายอย่างเต็มที่ เพิ่งทราบว่าผู้เสียหายก็เป็นลูกตำรวจเช่นเดียวกัน
แต่ไม่ว่าจะเป็นลูกตำรวจหรือประชาชนคนธรรมดาก็ไม่ควรเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้น
ขณะที่ในส่วนของการดำเนินคดี เมื่อกลางดึกวันที่ 6 ธันวาคม เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สังกัด กก.1 บก.จร.ทั้ง 7 นาย เดินทางเข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน สน.บางเขน โดยพยายามหลบเลี่ยงสื่อมวลชน พ.ต.อ.อนันต์ วรสาตร์ ผกก.สน.บางเขน กล่าวว่า ตำรวจจราจร 7 นาย ได้เข้ามาพบพนักงานสอบสวนครบทุกคนแล้ว ซึ่งหลังจากนี้จะเป็นการสอบปากคำ เพื่อเตรียมแจ้งข้อกล่าวหา “ร่วมกันทำร้ายร่างกาย”
ส่วนพยานหลักฐานขณะนี้ทางตำรวจได้คลิปจากกล้องวงจรปิดจุดเกิดเหตุครบถ้วน เหลือเพียงต้องกลับไปสอบปากคำผู้เสียหายเพิ่มเติม เพื่อให้ช่วยยืนยันตัวตำรวจแต่ละราย รวมถึงลักษณะการก่อเหตุ และระหว่างก่อเหตุได้มีการพูดคุยอะไรบ้าง ซึ่งยืนยันว่าจะให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย
กรณีที่ครอบครัวของผู้เสียหายว่าคดีนี้อาจเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.อุ้มหายนั้นอยู่ระหว่างสอบสวนเพิ่มเติม ส่วนประเด็นที่ทางครอบครัวต้องการเห็นภาพจากกล้องบอดี้แคมของตำรวจขณะปฏิบัติหน้าที่นั้น ทางพนักงานสอบสวนได้ประสานไปยังกองบังคับการตำรวจจราจร เพื่อขอดูภาพดังกล่าวแล้ว
คดีนี้เกิดขึ้นขณะที่ตำรวจกองบังคับการจราจรตั้งด่านตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ซึ่งอยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของ สน.บางเขน แต่การทำร้ายร่างกายผู้เสียหายนั้นเกิดขึ้นในพื้นที่รับผิดชอบของสถานีตำรวจโคกคราม เบื้องต้นพนักงานสอบสวน สน.บางเขนจะเป็นผู้รับผิดชอบสำนวนที่เกี่ยวข้องกับคดีอาญา ก่อนจะส่งมอบสำนวนให้ สน.โคกครามดำเนินการต่อ
แต่เนื่องจากคดีนี้มีความผิดตามมาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จึงต้องส่งสำนวนคดีไปให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เป็นผู้พิจารณาชี้มูลความผิด และส่งสำนวนกลับมาให้ตำรวจส่งฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ส่วนการดำเนินการทางวินัย ทางกองบังคับการตำรวจจราจรอยู่ระหว่างการพิจารณาโทษความผิดตามวินัยร้ายแรง
สำหรับตำรวจจราจรทั้ง 7 นาย เข้ามาพบพนักงานสอบสวนเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ รวมถึงยังมีประเด็นที่ต้องสอบปากคำผู้เสียหายเพิ่มเติม ทำให้หลังจากสอบปากคำเสร็จสิ้น ตำรวจจราจร 7 นายจะถูกปล่อยตัวชั่วคราว
พล.ต.ท.สยาม บุญสม รรท.ผบช.น. พร้อมด้วย พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น. สั่งการให้ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ บัณฑิตย์ ผบก.จร. มีคำสั่งให้ ร.ต.อ.ทวีพงษ์ อึดทุม รอง สว.งานสายตรวจ 1 กก.1 บก.จร., ส.ต.อ.วีรพงษ์ มะณี ผบ.หมู่ งานสายตรวจ 5 กก.1 บก.จร., ส.ต.อ.ปพนธีร์ เลิศอนันต์ ผบ.หมู่ งานสายตรวจ 5 กก.1 บก.จร., ส.ต.อ.กีรติ ประสพโชค ผบ.หมู่ งานสายตรวจ 5 กก.1 บก.จร., ส.ต.อ.วัชรวี ทวีบุรุษ ผบ.หมู่ งานสายตรวจ 5 กก.1 บก.จร., ส.ต.อ.จักรินทร์ ใคร่ครวญ ผบ.หมู่ งานสายตรวจ 1 กก.1 บก.จร., ส.ต.ท.ณัฐพงษ์ ดุษฎี ผบ.หมู่ งานสายตรวจ 2 กก.1 บก.จร. ออกจากราชการไว้ก่อน
พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า เรื่องนี้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้รับทราบรายงานจากกองบัญชาการตำรวจนครบาลแล้ว ไม่ได้นิ่งนอนใจ สั่งการให้ดำเนินการอย่างเด็ดขาด ตรงไปตรงมา ให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย
ต่อมาวันที่ 9 ธันวาคม ที่ห้องประชุม บก.อคฝ. พล.ต.ท.สยาม บุญสม รรท.ผบช.น. พร้อมด้วย พล.ต.ต.ธวัช วงศ์สง่า รอง ผบช.น. ดูแลงานจราจร พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ บัณฑิตย์ ผบก.จร. พล.ต.ต.เกียรติกุล สนธิเณร ผบก.น.3 รอง ผบก.น.1-9 ดูแลงานจราจร ผกก.ทำงานเกี่ยวข้องกับจราจร รอง ผกก.จร. ทั้ง 88 สถานีตำรวจนครบาล ร่วมประชุมกำชับการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจจราจร
พล.ต.ท.สยามกำชับการปฏิบัติอย่าให้มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอีกโดยเด็ดขาด และขอให้นำข้อผิดพลาดเป็นบทเรียน อบรมฝึกยุทธวิธีการเข้าจับกุมตามระเบียบแบบแผนตามกฎหมาย รวมทั้งชุดคำพูดในการปฏิบัติหน้าที่ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข อดีต ผบ.ตร. ได้สร้างแนวคิดดังกล่าวไว้ เนื่องจากในการปฏิบัติหน้าที่อาจมีการปะทะกับประชาชนที่ไม่พอใจในการปฏิบัติหน้าที่ จึงต้องอดทนอดกลั้น และต้องมีผู้บังคับบัญชาลงมาตรวจสอบการปฏิบัติเมื่อเกิดปัญหา และดำเนินการให้ถูกต้องเพื่อสร้างความปลอดภัยแก่ตำรวจผู้ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว
ทั้งนี้ หากมีครั้งต่อไปถ้ามีการกระทำผิดพลาดในการปฏิบัติหน้าที่อีกผู้บังคับบัญชาต้องรับผิดชอบ ไม่มีความสามารถในตำแหน่งให้มีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งออกจากหน้าที่หากไม่สามารถปฏิบัติงานดังกล่าวได้
ดังนั้น ใครมีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงขอให้ดำเนินการตรวจสอบผู้ใต้บังคับบัญชา อย่าปล่อยให้ลูกน้องแก้ไขปัญหาหรือทำงานโดยลำพัง ต้องให้ความรับผิดชอบและให้คำแนะนำ
ขณะที่ในส่วนของนายยุทธนา พนักงานรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่ง ผู้ขับขี่รถมาสด้าสีแดงคันต้นเหตุ ก็เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา ในความผิด 4 ข้อหา คือ เมาสุราในขณะขับรถ, ขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน, ทำให้เสียทรัพย์ และขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย
ข้อดีของการมีด่านตรวจคือมีส่วนช่วยป้องกันเหตุอาชญากรรมและอุบัติเหตุ แต่พฤติกรรมที่ลุแก่อำนาจของผู้ปฏิบัติงาน กลายเป็นประเด็นร้อนที่ผู้บังคับบัญชาต้องเร่งแก้ไข
https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ถอดบทเรียน 7 ตร.ตื้บหนุ่ม ไล่จับรถแหกด่าน-ผิดคัน ให้ออกฟันทั้งวินัย-อาญา ตร.ถกด่วนขันน็อตจราจร
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com