โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

‘ดีโด้’ น้ำส้มราคาย่อมเยาเบอร์ 1 ของไทย รายได้ปีละ 3 พันล้าน

TODAY

อัพเดต 15 ก.ค. 2565 เวลา 04.05 น. • เผยแพร่ 15 ก.ค. 2565 เวลา 02.00 น. • workpointTODAY

ถ้าจะพูดถึงแบรนด์น้ำผลไม้ราคาย่อมเยาว์ที่สร้างความสดชื่นให้คนไทยมานานกว่า 29 ปี ทั้งยังครองส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นอันดับ 1 มาอย่างต่อเนื่องหลายต่อหลายปีแล้วล่ะก็

แบรนด์นั้นคงจะเป็นใครไม่ได้ถ้าไม่ใช่ ‘ดีโด้’

เส้นทางของดีโด้เป็นไปเป็นมาอย่างไร และทำยังไงถึงขึ้นเป็นแบรนด์น้ำผลไม้อันดับ 1 ได้ TODAY Bizview ชวนอ่านเรื่องราวของดีโด้ไปด้วยกัน

ย้อนกลับไปในปี 2536 หรือเมื่อ 29 ปีก่อน จุดเริ่มต้นของดีโด้เกิดขึ้นจากผู้ริเริ่มธุรกิจบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตราไวไวอย่าง ‘กิตติ พงศ์ศรี’ เห็นว่าเครื่องดื่มอย่าง ‘น้ำผลไม้’ เป็นเทรนด์เครื่องดื่มที่น่าสนใจ และน่าจะมีโอกาสเติบโตได้ดี เพราะตอนนั้นในเมืองไทยยังมีผู้เล่นในตลาดแค่ไม่กี่ราย

พอเห็นโอกาส กิตติจึงชักชวนเพื่อนๆ และลูกน้องที่มีฝีมือมาตั้งธุรกิจใหม่ ก่อตั้งเป็น ‘บริษัท ฟู้ดสตาร์ จำกัด’ เมื่อวันที่ 15 ก.พ. 2536 ด้วยทุนจดทะเบียน 300 ล้านบาท

โดยดึงทายาทอย่าง ‘จันทรา พงศ์ศรี’ เข้ามาดูแลงานด้านการเงินและการบริหาร ในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายการเงินและสารสนเทศ ก่อนเธอจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งกรรมการผู้จัดการในปัจจุบัน

ฟู้ดสตาร์เปิดตัว ‘น้ำผลไม้ดีโด้’ เป็นครั้งแรกในปี 2538 ในช่วงแรกๆ ดีโด้ไม่ได้แจ้งเกิดเป็นดาวรุ่งดวงใหม่ขนาดนั้น และยังไม่ถึงกับเป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศ เนื่องจากยังไม่เน้นสร้างแบรนด์และมุ่งสร้างตลาดในต่างจังหวัดเป็นหลัก

แต่ฟู้ดสตาร์ก็พยายามคิดค้นและพัฒนาสินค้าเรื่อยมา โดยมีน้ำส้มดีโด้เป็นสินค้าเรือธง จนกระทั่งเข้าสู่ปีที่ 4 ดีโด้ก็เริ่มมีฐานลูกค้ามากขึ้น จนสามารถถึงจุดคุ้มทุนและเริ่มทำกำไรได้

เส้นทางของดีโด้ไปได้สวย สะท้อนจากยอดขายที่เติบโตขึ้นเฉลี่ยปีละกว่า 8-10% โดยมีฐานแฟนประจำคือกลุ่มลูกค้ารายได้น้อย

จนในที่สุดหลังจากทำธุรกิจมาได้ 8 ปี ตลาดน้ำผลไม้ก็เติบโตขึ้นมากจนมีผู้เล่นใหม่ดาหน้าเข้ามาช่วงชิงตลาด ฟู้ดสตาร์ต้องงัดกลยุทธ์การสร้างแบรนด์เพื่อทำให้ ‘ดีโด้’ เป็นที่รู้จักและจดจำในกลุ่มลูกค้าอย่างเด็กเป็นหลักนั่นเอง

ถามว่าฟู้ดสตาร์ปรับกลยุทธ์การตลาดอย่างไรบ้าง ลองมาดู

ช่วงบุกเบิก ฟู้ดสตาร์มองว่าดีโด้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ตั้งเป้าเจาะกลุ่มรายได้น้อย ทำให้ไม่มีความจำเป็นต้องทุ่มเม็ดเงินเพื่อผลิตหนังโฆษณาอะไรขนาดนั้น

กลยุทธ์การตลาดในยุคนั้นจึงทำออกมาในรูปแบบ below the line อย่างเช่น รายการส่งเสริมการขายต่างๆ แผ่นป้ายโฆษณา เป็นต้น

แต่เมื่อมีคู่แข่งเข้ามาในตลาดมากขึ้น ฟู้ดสตาร์เลยปรับมุมมองการทำการตลาดใหม่ และเริ่มหันมาใช้สื่อโฆษณาทางโทรทัศน์เป็นครั้งแรกในปี 2549 โดยเลือกส่งหนังโฆษณาที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้โดยตรง เช่น ช่องการ์ตูน

ก่อนจะสร้างสีสันให้กับแบรนด์ด้วยการดึงพระเอกละครสุดฮอตในยุคนั้นอย่าง ‘สเตฟาน-ฐสิษฐ์ สินคณาวิวัฒน์’ เข้ามาเป็นพรีเซ็นเตอร์ในปี 2551

กลยุทธ์ดึงซูเปอร์สตาร์ดังเข้ามาเป็นพรีเซ็นเตอร์ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี เห็นได้จากการที่ฟู้ดสตาร์งัดวิธีนี้มาใช้อีกครั้งในปี 2560

โดยทุ่มงบกว่า 200 ล้านบาท ดึงพระเอกดัง ‘มาริโอ้ เมาเร่อ’ เข้ามาเป็นพรีเซ็นเตอร์หนังโฆษณา ที่นอกจากจะฉายในประเทศไทยแล้ว ยังเผยแพร่ในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นอีกตลาดสำคัญของดีโด้ด้วย

หลังจากนั้นดีโด้ก็ใช้กลยุทธ์ดึงดารามาเป็นพรีเซ็นเตอร์อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น นนกุล-ชานน สันตินธรกุล, พลอยชมพู และล่าสุดกับ เก้า-สุภัสสรา ธนชาต

ไม่เพียงแค่การตลาดที่ปรับเปลี่ยน แต่ในแง่ของโปรดักต์ ฟู้ดสตาร์ก็ปรับตัวมาอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

โดยนอกจากน้ำส้มที่เป็นสินค้าเรือธงและสร้างรายได้หลักให้กับแบรนด์แล้ว ฟู้ดสตาร์ยังขยายไลน์สินค้าด้วยการเพิ่มรสชาติใหม่ๆ เช่น สับปะรด สตรอว์เบอรี่ องุ่น แคนตาลูป ลิ้นจี่ ฯลฯ

รวมถึงกลุ่มสินค้าใหม่ๆ เช่น น้ำผลไม้ผสมเนื้อผลไม้ ‘ดีโด้ เพาชี่’, น้ำผลไม้หลอด, น้ำผลไม้ผสมโยเกิร์ต, เยลลี, กาแฟสำเร็จรูปสำหรับดูแลรูปร่างแบรนด์ไฮฟิต, น้ำรสผลไม้ผสมวุ้นมะพร้าว ‘ดีโด้ ฟรุตกุ’ เป็นต้น ปี 2561 ยังได้แตกไลน์สินค้าสู่เครื่องดื่มรสนมเปรี้ยวแบรนด์ ‘มิกกุ’

รวมถึงล่าสุดในปี 2564 ที่ผ่านมาที่ฟังก์ชันนอลดริงก์ โดยเฉพาะเครื่องดื่มผสมวิตามินมาแรงสวนทางเครื่องดื่มประเภทอื่นๆ ฟู้ดสตาร์ก็รับเทรนด์ด้วยการเปิดตัว Deedo Max C หรือน้ำส้มผสมวิตามินซี เจาะกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่และวัยทำงาน

การเพิ่มไลน์สินค้าของดีโด้ยังเป็นการขยายเซ็กเมนต์ของโปรดักต์ให้เข้าสู่ตลาดน้ำผลไม้ระดับ economy fruit juice และ Medium Segment มากขึ้นด้วย

จากที่แต่เดิมดีโด้เจาะตลาดน้ำผลไม้สำหรับผู้บริโภคในระดับรากหญ้า (super economy fruit juice) จนครองอันดับ 1 ในตลาดนี้มาได้ยาวนาน

ทั้งหมดนี้ก็เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ และสร้างความแปลกใหม่ให้กับผู้บริโภค

การขยายสินค้าออกไปได้หลากหลายกลุ่มแบบนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการขยายการลงทุนในเครื่องจักรของบริษัทในพื้นที่โรงงานขนาด 120 ไร่ที่ อ.สามพราน จ.นครปฐม อย่างต่อเนื่อง

โดยในปี 2557 ฟู้ดสตาร์ทุ่มงบลงทุน 700 ล้านบาท ในการสร้างโรงงานแห่งใหม่ เพื่อขยายกำลังการผลิตขึ้นอีก 40% จุดประสงค์หลักก็คือเพื่อรองรับแผนการขยายตลาดอาเซียนอย่างกัมพูชา เวียดนาม ลาว และเมียนมา

ในปี 2561 ดีโด้สามารถส่งออกสินค้าไปจำหน่ายได้มากกว่า 20 ประเทศทั่วโลก มีสัดส่วนรายได้จากตลาดส่งออกราว 40% ของรายได้รวม โดยยังมีแผนขยายตลาดต่างประเทศและทำการตลาดในประเทศนั้นๆ อย่างจริงจังมากขึ้น

ส่วนในแง่ของรายได้ ฟู้ดสตาร์ทำรายได้ราวปีละ 3,000 ล้านบาท โดยปี 2562 รายได้พุ่งไปกว่า 3,500 ล้านบาท ก่อนจมาได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ที่ฉุดรายได้ลงเล็กน้อยให้กลับมาอยู่ที่ราวๆ 3,000 ล้านบาทอีกครั้ง

แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังถือว่าได้รับผลกระทบน้อยกว่าภาพรวมของกลุ่มสินค้าน้ำผลไม้ ที่กระทบหนักดิ่งในระดับตัวเลข 2 หลัก เมื่อเทียบกับตลาดเครื่องดื่มรวม

ก้าวต่อไปของดีโด้นั้นยังเน้นการทำงานแบบเชิงรุก ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาโปรดักต์รสชาติใหม่ๆ วางแผนสื่อสารการตลาดครอบคลุมทั้งออนไลน์และออฟไลน์ มุ่งรักษาฐานลูกค้าเดิม และขยายกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ เพิ่ม

โดยปี 2565 นี้ตั้งเป้ายอดขายเติบโต 20% จากปีก่อนหน้า ส่วนจะทำได้ตามที่หวังหรือไม่ คงเป็นเรื่องที่เราต้องจับตากันต่อไป แต่ที่แน่ๆ เชื่อว่า ‘ดีโด้’ ยังคงเป็นน้ำส้มที่ครองใจใครหลายคนได้อยู่แน่นอน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...