โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ฟิทช์เตือน NPL ไทยค้าง 4% สูงกว่าภูมิภาค แบงก์ลดพอร์ตสินเชื่อเสี่ยงสูง

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 21 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จัดงานสัมมนาใหญ่ประจำปีในหัวข้อ “Global Risks and Regional Economics & Bank Outlook” วานนี้ (30 ก.ย.) ฉายภาพความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก วิเคราะห์ข้อจำกัดประเทศไทยเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค

พาสันติ์ สิงหะ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายสถาบันการเงินของ ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) กล่าวในหัวข้อ “Regional and Thai Bank Outlook” ว่า ระบบธนาคารพาณิชย์ของไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากอัตราส่วนหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Ratio) ที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูงประมาณ 3-4% ไปอีกระยะ 1-2 ปีข้างหน้า โดยยังไม่มีปัจจัยที่จะทำให้อัตราส่วนดังกล่าวลดลง

อีกทั้งยังมีปริมาณ NPL ใหม่ ไหลเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่องเกินกว่า 2% ต่อปี ส่งผลให้ต้นทุนความเสี่ยงจากการให้สินเชื่อ (Credit Cost) ของไทยยังคงอยู่ในระดับสูงที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค

ศก.ฟื้นช้าซ้ำเติมหนี้เสีย

พาสันติ์ กล่าวว่า การฟื้นตัวเศรษฐกิจไทยหลังโควิด-19 ล่าช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านทำให้สถานะ NPL สถาบันการเงินไทยลดลงได้ยาก โดยธนาคารยังเผชิญข้อจำกัดการปรับโครงสร้างหนี้หลังเร่งทำไปมากแล้วในช่วงก่อนหน้านี้ ขณะที่ บริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ปรับลดปริมาณการเข้าซื้อหนี้เสียจากระบบธนาคาร เนื่องจากความยุ่งยากในการบริหารจัดการ ประกอบกับการขายหนี้เสียออกในตลาดรองทำได้ยากขึ้น

ทั้งนี้ ความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์ที่ยังไม่มีท่าทีจะลดลงนี้ ส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ปรับลดระดับการยอมรับความเสี่ยง (Risk Appetite) เพิ่มความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อหันไปเน้นกลุ่มลูกค้ารายใหญ่หรือกลุ่มที่มีคุณภาพสูง และลดการขยายพอร์ตสินเชื่อกลุ่มความเสี่ยงสูง เช่น สินเชื่อธุรกิจ SME และสินเชื่อรายย่อย

โดยการเติบโตสินเชื่อภาคธนาคารไทยปีนี้ คาดว่าจะขยายตัวระดับต่ำเพียง 2-3% ใกล้เคียงกับระดับการขยายตัวเศรษฐกิจ แต่ขยายตัวช้ากว่าสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs)

สถานะแบงก์ยังแกร่ง

“ระบบธนาคารไทยไม่ได้เผชิญวิกฤติเชิงระบบเหมือนปี 2540 เนื่องจากธนาคารไทยยังมีผลกำไรที่มั่นคง มีฐานเงินกองทุนที่เข้มแข็ง ตั้งสำรองรองรับหนี้เสียอย่างเพียงพอ เป็นกันชนช่วยให้ระบบธนาคารรองรับความเสี่ยงและความผันผวนทางเศรษฐกิจได้อย่างปลอดภัย” พาสันติ์ กล่าว

พาสันติ์ ประเมินว่า อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) ของธนาคารไทยฟื้นตัวมาอยู่ที่ระดับประมาณ 2% ซึ่งถือเป็นระดับที่มั่นคงท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว แม้ว่าจะยังไม่สูงเท่ากับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น อินโดนีเซีย ที่มี ROA สูงกว่า 4% โดยระยะถัดไปรายได้ดอกเบี้ยสุทธิและส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) อาจได้รับแรงกดดันจากแนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

อย่างไรก็ตาม ธนาคารพาณิชย์ไทยยังมีระดับเงินกองทุนขั้นที่ 1 (CET1) ที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยธนาคารหันมาเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เงินกองทุน และการสร้างผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE)

แบงก์ส่วนใหญ่มีเสถียรภาพ

ทั้งนี้ ภาพรวมอันดับความน่าเชื่อถือของภาคธนาคารในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) ส่วนใหญ่ได้ฟื้นตัวกลับสู่ระดับก่อนโควิด-19 โดยแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ในระดับมีเสถียรภาพ โดยมุมมองต่อผลดำเนินงานธนาคารในปี 2026 ส่วนใหญ่อยู่ในระดับเป็นกลางมีเพียงบางประเทศ เช่น อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ที่มีแนวโน้มเชิงลบตามอันดับความน่าเชื่อถือของรัฐบาล

ทั้งนี้ มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐเป็นปัจจัยสำคัญช่วยรักษาเสถียรภาพอันดับเครดิตของระบบธนาคาร อีกทั้งระดับเงินสำรองของธนาคารในภูมิภาคมีความแข็งแกร่งเพียงพอในการรองรับแรงกดดันจากวิกฤติเศรษฐกิจหรือช็อกราคาพลังงานโลก โดยไม่เกิดปัญหาต้นทุนความเสี่ยงจากการให้สินเชื่อพุ่งสูงรุนแรงเหมือนช่วงโควิด

AI พยุงการค้าโลก

โทมัส รุคมาร์เกอร์ ผู้อำนวยการอาวุโสและหัวหน้าฝ่ายอันดับเครดิตประเทศประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ของฟิทช์ เรทติ้งส์ กล่าวในหัวข้อ “Global Risks and Outlook for Regional Economies” ว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังคงขยายตัวได้ประมาณ 2.6% แม้จะเผชิญกับผลกระทบจากความผันผวนราคาพลังงาน โดยฟิทช์ประเมินราคาน้ำมันดิบเบรนท์เฉลี่ยปี 2026 ไว้ที่ 87 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ขณะเดียวกันธนาคารกลางทั่วโลกกำลังเผชิญความท้าทายดำเนินนโยบายการเงินเพื่อตอบสนองต่อช็อกด้านอุปทาน ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (บอนด์ยีลด์) ทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจและการค้าสินค้าโลกยังได้รับแรงหนุนสำคัญจาก กระแสลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI Boom) ซึ่งกระตุ้นความต้องการ เซมิคอนดักเตอร์ และสินค้าไอทีก้าวกระโดด ช่วยพยุงยอดส่งออกและกิจกรรมการค้าทั่วโลกให้ขยายตัว

โทมัส ระบุว่า "เศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยืดหยุ่นต่อความผันผวนของราคาพลังงานโลกดีกว่าที่เคยคาดการณ์ เนื่องจากได้รับผลประโยชน์ตรงจากรอบลงทุน AI และการขยายตัวการลงทุนในดาต้าเซนเตอร์หลายประเทศ เช่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ มาเลเซีย และไทย"

ปัจจัยเสี่ยงกดดันแผนลดขาดดุล

อย่างไรก็ตาม ภูมิภาคยังมีประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามใกล้ชิด มาตรการช่วยเหลือของภาครัฐและต้นทุนกู้ยืม (Yields) ที่สูงขึ้น ส่งผลให้หลายประเทศต้องขยายใช้จ่ายงบประมาณ ทำให้การปรับลดขาดดุลการคลังทำได้ล่าช้าลง

แม้ว่าสกุลเงินในภูมิภาคจะเผชิญการอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ แต่ประเทศส่วนใหญ่ยังมีทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับแข็งแกร่งพอที่จะใช้เป็นกันชนรองรับความผันผวน

ทั้งนี้ ประเทศส่วนใหญ่ใน APAC ยังคงมีมุมมองแนวโน้มอันดับเครดิตในระดับ “เสถียรภาพ” (Stable Outlook) มีเพียงบางประเทศ เช่น อินโดนีเซีย (BBB) และฟิลิปปินส์ (BBB) ที่มีแนวโน้มเชิงลบ (Negative Outlook) เนื่องจากความท้าทายทางการคลังและนโยบาย

ในส่วนประเทศไทย นายโทมัส กล่าวว่า ฟิทช์ ได้ปรับมุมมองแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือตราสารหนี้ระยะยาวภาษาต่างประเทศของไทยที่ ‘BBB+’ จากมุมมองเชิง “ลบ” กลับมาเป็น “มีเสถียรภาพ” โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลัก ได้แก่ สัดส่วนหนี้ภาครัฐเริ่มทรงตัว อานิสงส์การลงทุน AI และการบริโภคช่วยชดเชยการท่องเที่ยว เสถียรภาพทางการเมืองและการดำเนินนโยบายใต้กรอบการคลังที่ชัดเจนในระยะปานกลาง ทำให้ประเทศมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...