‘อนุทิน’ โต้สื่อโยงบริษัทใหญ่โครงการโซลาร์ล้านครัวเรือน ชี้ ‘นั่งเทียนเขียนข่าว’ กังขารับงานใครมา เกลียดล็อกสเปก ยันไม่มีใครหลอกตนได้
วันนี้ (28 ตุลาคม) เวลา 13.15 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีสื่อมวลชนบางแห่งเปิดเผยรายชื่อผู้ประกอบการที่ขึ้นทะเบียนกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ซึ่งมีชื่อบริษัทขนาดใหญ่หลายแห่ง รวมถึงบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) และมีการเชื่อมโยงกับโครงการโซลาร์ภาคประชาชน 1 ล้านครัวเรือน
นายกรัฐมนตรีถามกลับว่า ใครเป็นผู้วิพากษ์วิจารณ์ เมื่อผู้สื่อข่าวชี้แจงว่ามีสื่อมวลชนนำข้อมูลมาเปิดเผย นายกรัฐมนตรีจึงถามต่อว่าเป็นสื่อใด ก่อนที่ผู้สื่อข่าวจะตอบว่า มีหลายสื่อที่นำข้อมูลไปเผยแพร่ต่อ
อนุทินกล่าวว่า เป็นลักษณะของการนำข้อมูลจากหลายแห่งมาปะติดปะต่อและคาดเดา ซึ่งตนได้สอบถามข้อมูลจาก กฟภ. และ กฟน. แล้ว โดยยืนยันว่าไม่ได้ตำหนิสื่อมวลชนทั้งหมด แต่หมายถึงสื่อบางแห่งที่ตั้งใจหาเรื่อง ด้วยการนำบัญชีรายชื่อผู้ขายหรือผู้รับจ้างที่ผ่านการคัดเลือก (Vendor List) มาเผยแพร่ โดยมุ่งเน้นเฉพาะรายชื่อบริษัทขนาดใหญ่
ทั้งนี้ บริษัทขนาดใหญ่จะไปรับจ้างติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปตามบ้านเรือนเพียงหลังละ 2 แผ่นได้อย่างไร เนื่องจากบัญชี Vendor List เป็นการขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการที่สามารถเข้าร่วมงานของหน่วยงานได้หลายประเภท เช่น หาก กฟภ. หรือ กฟน. เปิดประมูลโครงการโซลาร์ฟาร์มขนาดหลายร้อยเมกะวัตต์ บริษัทเหล่านี้ก็อยู่ในบัญชีผู้ประกอบการเช่นเดียวกัน เปรียบได้กับกรมทางหลวงที่มีการขึ้นทะเบียนบริษัทตามระดับชั้น ซึ่งไม่ได้หมายความว่าทุกบริษัทที่ขึ้นทะเบียนจะได้รับงาน
นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า เมื่อพบชื่อบริษัทขนาดใหญ่ เช่น กัลฟ์ ซิโน-ไทยฯ และบริษัทอื่นๆ ก็เลือกนำเสนอเฉพาะบริษัทใหญ่ แต่ไม่กล่าวถึงบริษัทขนาดเล็กที่อยู่ในบัญชีเดียวกัน ก่อนตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการนั่งเทียนเขียนข่าว และไม่ทราบว่ารับงานจากใครมาหรือไม่
“เดี๋ยวนี้คุณมีข้อมูล ผมก็มีข้อมูล จะมาหลอกพี่น้องประชาชนแบบนี้ไม่ได้ ขอให้มีความเป็นมืออาชีพ เป็นสื่อมวลชนต้องสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องให้กับประชาชน ไม่ใช่ไปเขียนโดยปราศจากความรู้และความรอบรู้ต่างๆ” นายกรัฐมนตรีกล่าว
เมื่อถามถึงกรณีผู้ประกอบการรายเล็กแสดงความคิดเห็นว่า การกำหนดหลักเกณฑ์เข้าร่วมโครงการอาจเอื้อประโยชน์ให้บริษัทขนาดใหญ่ อนุทินกล่าวว่า รัฐบาลยืนยันมาโดยตลอดว่าการดำเนินงานทุกอย่างต้องมีความเป็นธรรมและเที่ยงธรรม รวมถึงการกำหนดคุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการต้องมีความยุติธรรม
ทั้งนี้ หากผู้ประกอบการรายเล็กเห็นว่าหลักเกณฑ์ดังกล่าวไม่เป็นธรรม ก็ต้องระบุให้ชัดเจนว่าเป็นผู้ประกอบการรายใด และมีข้อจำกัดอย่างไรในการเข้าร่วมโครงการ โดยสามารถยื่นเรื่องร้องเรียนหรืออุทธรณ์ได้ ซึ่งรัฐบาลพร้อมรับฟังทุกฝ่าย
อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าและระบบไฟฟ้าภายในครัวเรือน จึงจำเป็นต้องมั่นใจว่าผู้รับจ้างติดตั้งและอุปกรณ์ที่ใช้มีมาตรฐานด้านความปลอดภัย เพราะหากอุปกรณ์ไม่ได้มาตรฐานอาจทำให้เกิดอัคคีภัยได้ ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงต้องผ่านมาตรฐานทั่วไปที่หน่วยงานราชการกำหนด ไม่ใช่เฉพาะมาตรฐานของ กฟภ. และ กฟน. เท่านั้น
อนุทินกล่าวอีกว่า หากผู้ประกอบการเห็นว่ามีข้อกำหนดใดไม่เป็นธรรมหรือไม่ยุติธรรม ยังสามารถใช้ช่องทางร้องเรียนได้หลายหน่วยงาน ทั้งกรมบัญชีกลาง หน่วยงานต้นสังกัด หรือหากพบพฤติการณ์ส่อไปในทางทุจริต ก็สามารถร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้ โดยยืนยันว่ารัฐบาลพร้อมให้ตรวจสอบ
“ผมให้คำยืนยันและพูดไปแล้วในหน่วยงานกระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่ผมเข้ามาเป็น มท.1 ว่าเรื่องวางสเปก กำหนดสเปกต้องไม่มี เพราะผมเคยเห็นคนที่โดนแบบนี้มา และผมก็ไม่ชอบ ดังนั้น ใครจะมากำหนดสเปกเอื้อใคร ไม่ผ่านผมหรอก ขอให้มีความมั่นใจ ผมเกลียดตรงนี้อยู่แล้ว ผมจึงมาอยู่ตรงนี้เพื่อมาแก้ในสิ่งที่ผมเกลียด ผมเคยโดนมาสมัยอยู่ภาคเอกชน แต่ถ้าถามว่าผมจะมาเอาคืนหรือไม่ ถ้าเป็นเรื่องทุจริต การกลั่นแกล้งผู้ประกอบการและคนที่ทำมาหากินโดยสุจริต ผมเอาคืนแน่ เพราะผมเคยถูกกระทำมาก่อน วันนี้ผมมากำกับดูแลทั้งนโยบาย สั่งการ และดำเนินการ ผมไม่ให้เกิดขึ้นหรอก” นายกรัฐมนตรีกล่าว
เมื่อถามว่า การกำหนดคุณสมบัติผู้รับงานอย่างรัดกุมเป็นไปเพื่อป้องกันปัญหาการทิ้งงานหรือไม่ อนุทินกล่าวว่า ปัญหาบริษัททิ้งงานเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่การกำหนดคุณสมบัติผู้ประกอบการต้องคำนึงถึงข้อเท็จจริงด้วยว่า ไม่มีผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่งที่จะสามารถติดตั้งระบบให้ครบ 1 ล้านครัวเรือนได้เพียงรายเดียว ซึ่งเป็นไปไม่ได้
อย่างไรก็ตาม ตนยังไม่ทราบและยังไม่เห็นรายละเอียดข้อกำหนดของโครงการ แต่เชื่อว่าผู้ว่าการ กฟภ. และผู้ว่าการ กฟน. ทราบแนวทางการทำงานของตนดี เพราะสมัยที่เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยใหม่ๆ ก่อนดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เคยมีปัญหาลักษณะนี้เกิดขึ้นในหน่วยงานที่กำกับดูแล และตนได้ดำเนินการแก้ไขให้เกิดความถูกต้อง รวมถึงเรียกคืนผลประโยชน์ที่รัฐอาจต้องสูญเสียไป โดยบางกรณียังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาของศาล
นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ไม่กังวลหากจะมีการกล่าวหาหรือตั้งข้อสงสัย เพราะพร้อมพิสูจน์ข้อเท็จจริง แต่ขออย่ากล่าวหาเรื่องการกำหนดสเปกเอื้อประโยชน์ เนื่องจากตนมีประสบการณ์และรู้วิธีการดำเนินการในลักษณะดังกล่าวเป็นอย่างดี จึงเป็นเรื่องยากที่จะเกิดขึ้นในหน่วยงานที่ตนกำกับดูแล
ส่วนหน่วยงานที่ไม่ได้กำกับดูแลโดยตรง หากมีผู้พบเห็นการกำหนดเงื่อนไขเอื้อประโยชน์ให้ผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง ก็สามารถแจ้งข้อมูลมาได้ทันที โดยพร้อมให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และยืนยันว่าไม่สนับสนุนการกระทำในลักษณะดังกล่าว