โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อัยการไทย ‘ยักษ์ไร้กระบอง’ เล็งตั้งหน่วยสืบสวนเอง หลังบุกจับผู้ต้องหาถือตะหลิว

ไทยโพสต์

อัพเดต 29 ตุลาคม 2569 เวลา 3.38 น. • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา

อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวนรับลูกนโยบายอัยการสูงสุด ผลักดันตั้งหน่วยสืบสวนในสังกัด เปิดเบื้องหลังคดีเกล็ดลิ่นกว่า 500 กิโลกรัม อัยการต้องออกจับผู้ต้องหาด้วยตัวเอง ทั้งที่ไม่มีเจ้าหน้าที่ภาคสนามรองรับ เตรียมเสนอจัดกำลังชุดแรก 20 อัตรา

28 ตุลาคม 2569 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังนายโกวิท ศรีไพโรจน์ อัยการสูงสุด มอบนโยบายแก่พนักงานอัยการทั่วประเทศ โดยเน้นการปรับบทบาทองค์กรอัยการให้ทำงานเชิงรุกในการปราบปรามองค์กรอาชญากรรม โดยเฉพาะอาชญากรรมข้ามชาติ พร้อมเปรียบเทียบสถานการณ์ของอัยการไทยว่าเป็นเสมือน “ยักษ์ที่ไม่มีกระบอง” เนื่องจากมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย แต่ขาดหน่วยปฏิบัติการที่จะสนับสนุนการสืบสวนและจับกุมผู้กระทำผิด

ล่าสุด สำนักงานการสอบสวน สำนักงานอัยการสูงสุด ซึ่งมีนายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน ได้เตรียมผลักดันการจัดตั้งหน่วยสืบสวนในสังกัดสำนักงานอัยการสูงสุด โดยเมื่อวันที่ 19 ตุลาคมที่ผ่านมา ได้เรียกประชุมข้าราชการในสังกัดเพื่อหารือแนวทางนำนโยบายอัยการสูงสุดไปปฏิบัติ

นายวัชรินทร์กล่าวในที่ประชุมว่า คำเปรียบเทียบของอัยการสูงสุดที่ว่าอัยการไทยเป็น “ยักษ์ไร้กระบอง” ตรงกับสภาพปัญหาที่สำนักงานการสอบสวนเผชิญมาตลอด แม้พนักงานอัยการจะมีอำนาจสอบสวนคดีบางประเภทตามกฎหมาย แต่กลับไม่มีเจ้าหน้าที่สืบสวนและชุดปฏิบัติการภาคสนามของตนเอง ทำให้การทำงานต้องพึ่งพาหน่วยงานอื่น โดยเฉพาะขั้นตอนตรวจค้นและจับกุมผู้ต้องหา

จากประสบการณ์ที่เคยเข้าศึกษาที่ FBI Academy เมืองควอนติโก รัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา พบว่าหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของต่างประเทศมีระบบสนับสนุนการสืบสวนอย่างเป็นรูปธรรม โดยยกตัวอย่างสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ หรือ FBI รวมถึงรูปแบบการทำงานของอัยการในญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่สืบสวนช่วยปฏิบัติงาน

นายวัชรินทร์ระบุว่า แม้โครงสร้างกฎหมายของสหรัฐฯ จะแตกต่างจากประเทศไทย แต่รูปแบบของญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เป็นแนวทางที่น่าสนใจ โดยเฉพาะสำนักงานอัยการเกาหลีใต้ที่มีบุคลากรด้านการสืบสวนและบังคับใช้กฎหมาย สามารถสนับสนุนการตรวจค้นและจับกุมตามอำนาจหน้าที่ได้

สำหรับประเทศไทย สำนักงานการสอบสวนมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายหลายส่วน อาทิ การสอบสวนคดีความผิดนอกราชอาณาจักรตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 20 และภารกิจตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย แต่ยังมีข้อจำกัดด้านกำลังพลและเจ้าหน้าที่ภาคสนาม

อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวนยกตัวอย่างคดีลักลอบนำเข้าเกล็ดลิ่น หรือตัวนิ่ม น้ำหนักกว่า 500 กิโลกรัม ซึ่งเป็นคดีความผิดนอกราชอาณาจักรตามมาตรา 20 เดิมอยู่ในความรับผิดชอบของกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ปทส.) แต่หลังผ่านไปประมาณ 2 ปี คดีไม่มีความคืบหน้า ผู้กล่าวหาจึงเข้าร้องเรียนต่อสำนักงานการสอบสวน

สำนักงานการสอบสวนได้เสนอเรื่องต่ออัยการสูงสุดเพื่อขอเปลี่ยนแปลงผู้มีอำนาจสอบสวน ก่อนที่อัยการสูงสุดจะเห็นชอบและมอบหมายให้พนักงานอัยการสำนักงานการสอบสวนเข้ารับผิดชอบคดีแทน

หลังรับมอบหมาย คณะทำงานอัยการได้ดำเนินการสอบสวน ออกหมายเรียก และรวบรวมพยานหลักฐาน จนพบผู้เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด ทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐและบริษัทชิปปิ้ง แต่เมื่อถึงขั้นตอนติดตามจับกุมผู้ต้องหา กลับประสบปัญหาเนื่องจากสำนักงานอัยการไม่มีเจ้าหน้าที่สืบสวนหรือชุดจับกุมในสังกัด

แม้คณะทำงานจะดำเนินการขอหมายจับจากศาลได้แล้ว แต่ต้องส่งหมายจับให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการติดตามตัวผู้ต้องหา ซึ่งอาจเกิดความล่าช้าเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจมีภารกิจอื่นจำนวนมาก

คณะทำงานจึงกลับมาศึกษาข้อกฎหมาย โดยอาศัยพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. 2553 ประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 20 ซึ่งกำหนดอำนาจหน้าที่ของพนักงานอัยการที่ได้รับมอบหมายให้เป็นพนักงานสอบสวนแต่เพียงฝ่ายเดียว และมีฐานะเป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ตามที่กฎหมายกำหนด

จากการพิจารณาข้อกฎหมายดังกล่าว คณะทำงานเห็นว่าสามารถดำเนินการจับกุมผู้ต้องหาได้ด้วยตนเอง จึงนำไปสู่การปฏิบัติการจับกุมโดยพนักงานอัยการ ซึ่งนายวัชรินทร์ระบุว่าเป็นครั้งแรกของสำนักงานการสอบสวน

สำหรับผู้ต้องหาที่ต้องเข้าจับกุมในครั้งนั้น เป็นชายอายุ 59 ปี ซึ่งขณะเจ้าหน้าที่เข้าปฏิบัติการกำลังยืนผัดก๋วยเตี๋ยวขายอยู่ แม้ผู้ต้องหาจะไม่มีอาวุธและมีเพียงตะหลิวทำอาหาร แต่คณะทำงานยอมรับว่ามีความกังวล เนื่องจากไม่เคยปฏิบัติภารกิจจับกุมด้วยตนเองมาก่อน และต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมาก

นายวัชรินทร์กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนปัญหาขององค์กรอัยการได้ชัดเจน เพราะหากในอนาคตต้องรับผิดชอบคดีอาชญากรรมข้ามชาติ หรือดำเนินคดีกับเครือข่ายผู้มีอิทธิพลที่มีอาวุธ การให้พนักงานอัยการลงพื้นที่จับกุมเองโดยไม่มีเจ้าหน้าที่สืบสวนที่ผ่านการฝึกฝนด้านยุทธวิธีสนับสนุน ย่อมมีความเสี่ยงสูง

ทั้งนี้ แนวคิดจัดตั้งหน่วยสืบสวนในสังกัดสำนักงานอัยการสูงสุดเคยได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการอัยการให้มีตำแหน่งเจ้าหน้าที่สืบสวนจำนวน 53 อัตรา และมีผู้สนใจสมัครขอโอนย้ายจากหน่วยงานอื่นหลายร้อยคน แต่ในขณะนั้นยังไม่ได้รับอนุมัติให้ดำเนินการจากฝ่ายบริหารองค์กร

ภายหลังนายโกวิทเข้ารับตำแหน่งอัยการสูงสุดและประกาศนโยบายเชิงรุก นายวัชรินทร์จึงเตรียมนำเรื่องดังกล่าวกลับมาผลักดันอีกครั้ง โดยสำนักงานการสอบสวนมีแผนเสนอจัดตั้งกำลังพลเฉพาะกิจในตำแหน่งเจ้าหน้าที่สืบสวนสังกัดอัยการ จำนวน 20 อัตราเป็นชุดแรก

แนวทางเบื้องต้นจะเปิดรับบุคลากรที่มีความรู้และประสบการณ์จากหน่วยงานด้านความมั่นคงและการบังคับใช้กฎหมาย อาทิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กองทัพ และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐที่มีทักษะด้านการสืบสวนและปฏิบัติการภาคสนาม

ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกจะต้องได้รับการฝึกอบรมเพิ่มเติม ทั้งด้านการสืบสวน การตรวจค้น การจับกุม การใช้อาวุธ และยุทธวิธีในการปฏิบัติงาน โดยมีแนวทางประสานหน่วยงานตำรวจหรือทหารที่มีความเชี่ยวชาญเข้ามาช่วยฝึกอบรม

นายวัชรินทร์กล่าวถึงความจำเป็นในการจัดตั้งหน่วยสืบสวนของอัยการว่า “ถ้าผู้ร้ายอายุ 59 ถือตะหลิว เราอาจจะพอจับได้ แต่ถ้าอนาคตเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติที่มีอาวุธพร้อมสรรพ อัยการคงไม่สามารถลงไปจับเองได้ นี่คือเหตุผลที่เราจำเป็นต้องมีเจ้าหน้าที่สืบสวนในอนาคต”

สำนักงานการสอบสวนเตรียมเสนอแผนจัดตั้งหน่วยสืบสวนและกรอบกำลังพลต่อผู้บริหารสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอน โดยคาดหวังว่าจะสามารถจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการสนับสนุนการทำงานของพนักงานอัยการได้อย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้นโยบายของอัยการสูงสุดคนปัจจุบัน.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...