โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ไทยเสนอ Bangkok Dialogue ฝาก ‘5 ข้อคิด’ จากเวที IMF-World Bank สู่โลก

Amarin TV

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ไทยเสนอ Bangkok Dialogue ขอฝาก ‘5 ข้อคิด’ จากเวที IMF-World Bank สู่โลก

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะผู้จัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings) แถลงผลการจัดงานระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 พร้อมนำเสนอ 5 ข้อคิดจากประเทศไทยสู่เวทีโลกผ่านเอกสาร ‘Bangkok Dialogue Notes’ ซึ่งรวบรวมประเด็นสำคัญจากการหารือระหว่างผู้กำหนดนโยบาย องค์การระหว่างประเทศ ภาคธุรกิจ และผู้แทนจากหลากหลายวงการ

ดร.เอกนิติกล่าวว่า การประชุมครั้งนี้มีผู้ลงทะเบียนผ่านระบบของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่ม ธนาคารโลกกว่า 19,000 คน ซึ่งสูงที่สุดในประวัติศาสตร์การจัดประชุม Annual Meetings โดยประเทศไทยได้ รับคำชื่นชมด้านการเป็นเจ้าภาพและการจัดการประชุมระดับโลก ทั้งจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ( IMF) กลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) และผู้แทนระดับสูงจากทั่วโลก ขณะเดียวกันไทยยังมีโอกาสนำเสนอประเด็นที่ต้องการผลักดันร่วมกับ IMF และธนาคารโลก เพื่อให้เป็นส่วนหนึ่งของวาระเศรษฐกิจโลก

ประเด็นสำคัญที่ไทยต้องการนำเสนอต่อประชาคมโลก คือ การสร้างความเข้มแข็งให้ประเทศและประชาชนสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจได้ โดยเฉพาะในช่วงที่โลกเผชิญความเสี่ยงหลายด้านพร้อมกัน ตั้งแต่ความขัดแย้งและการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไปจนถึงต้นทุนพลังงานและความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ

อีกประเด็น คือ การนำเสนอบทบาทของไทยในฐานะ ‘ผู้เชื่อมโยงที่โลกไว้วางใจ’ หรือ ‘Trusted Connector’ ซึ่งหมายถึงการเชื่อมโยงประเทศและภาคส่วนต่าง ๆ ผ่านความสัมพันธ์ที่ตั้งอยู่บนความไว้วางใจ เพื่อให้สามารถร่วมมือกันรับมือกับปัญหาและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจได้

ไทยนำเสนอ Bangkok Dialogue ฝาก 5 ข้อคิดสู่โลก

ดร.เอกนิติชี้ว่า โลกกำลังเปลี่ยนไปพร้อมกันหลายด้าน ทั้งความขัดแย้งระหว่างประเทศ เทคโนโลยีที่ก้าวกระโดด สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง และโครงสร้างประชากรที่ต่างจากเดิม แต่โจทย์ไม่ได้มีเพียง การแบ่งขั้วระหว่างประเทศ ภายในแต่ละประเทศยังมีช่องว่างทางโอกาสระหว่างคนที่ได้ประโยชน์กับคนที่ปรับตัว ไม่ทัน ธุรกิจขนาดใหญ่อาจเข้าถึงเทคโนโลยีและตลาดใหม่ได้เร็วกว่า SMEs ขณะที่บางชุมชนยังขาดเครื่องมือ ที่จะคว้าโอกาสจากความเปลี่ยนแปลง

“ความเข้มแข็งไม่ได้เกิดจากการอยู่ลำพัง แต่เกิดจากความร่วมมือที่ไว้ใจกัน และช่วยให้ผู้คนมีทางเลือกมากขึ้น โจทย์จึงไม่ใช่แค่ว่าจะเปิดประเทศมากขึ้นหรือพึ่งพาตนเองมากขึ้น แต่คือเราจะเชื่อมต่อกับโลกอย่างไร ให้ประเทศและประชาชนเข้มแข็งขึ้นจริง” ดร.เอกนิติกล่าว

ทั้งนี้ Bangkok Dialogue Notes ไม่ใช่ข้อตกลงร่วมระหว่างประเทศหรือข้อเสนอแนะอย่างเป็นทางการ แต่เป็นการรวบรวมข้อคิดจากการแลกเปลี่ยนในหลายเวที โดยมีคำถามสำคัญว่า ประเทศไทยจะสร้างความเข้มแข็งจากภายใน พร้อมกับร่วมมือกับโลก เพื่อรับมือกับปัญหาและสร้างโอกาสให้ประชาชนได้อย่างไ

เนื้อหาใน Bangkok Dialogue Notes สรุปได้ดังนี้

1. โลกยิ่งแบ่งขั้ว ยิ่งต้องคิดใหม่เรื่อง Resilience - ความเข้มแข็ง ยืดหยุ่น ปรับตัวได้

โลกเผชิญความเปลี่ยนแปลงหลายด้าน ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี สภาพภูมิอากาศ และโครงสร้างประชากร ขณะที่ประโยชน์จากการค้า การลงทุน และเทคโนโลยียังกระจายไม่ทั่วถึง การสร้างความเข้มแข็งจึงต้องครอบคลุมทั้งความมั่นคงของประเทศและความสามารถของประชาชนกับธุรกิจในการรับมือ ปรับตัว และเติบโต โดยยังต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อจัดการปัญหาร่วมกัน

2. เข้มแข็งได้ โดยไม่ต้องโดดเดี่ยว

การสร้างความมั่นคงภายในประเทศไม่จำเป็นต้องแลกกับการแยกตัวจากโลก ความร่วมมือควรตั้งอยู่บนความไว้วางใจ รับมือกับวิกฤติได้ และสร้างโอกาสให้ประชาชน ชุมชน และธุรกิจขนาดเล็ก ไม่ใช่เพียงเพิ่มปริมาณการค้า การลงทุน หรือการแลกเปลี่ยนข้อมูล แนวคิดนี้นำไปสู่บทบาทของ “ผู้เชื่อมโยงที่โลกไว้วางใจ” หรือ Trusted Connectors

3. ข้อคิดสำคัญจากกรุงเทพฯ

การหารือหลายเวทีสะท้อนข้อคิดที่สอดคล้องกัน 5 ประการ ได้แก่

  • ประเทศจะเข้มแข็งได้ คนต้องรับมือไหวและไปต่อได้ : การช่วยเหลือประชาชนให้ผ่านปัญหาเฉพาะหน้าเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ต้องส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต โอกาสเข้าสู่การทำงาน และระบบคุ้มครองทางสังคม เพื่อให้ประชาชนและธุรกิจมีความสามารถในการปรับตัว พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมกำหนดแนวทางการพัฒนาของตนเอง
  • จะสร้างความไว้วางใจระหว่างประเทศ ต้องให้คนในประเทศเห็นประโยชน์ : ความร่วมมือกับต่างประเทศจะดำเนินต่อไปได้อย่างยั่งยืน เมื่อประชาชนเห็นว่าการเปิดกว้างและการเชื่อมโยงกับโลกช่วยให้ชีวิตและธุรกิจดีขึ้น และผลประโยชน์กระจายไปอย่างทั่วถึง ความเชื่อมั่นของคนในประเทศจึงเป็นส่วนสำคัญของการสร้างความไว้วางใจระหว่างประเทศ
  • เชื่อมกับโลกแล้ว คนของเราต้องเก่งขึ้น : ความสำเร็จของการค้า การลงทุน เทคโนโลยี และเงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศ ไม่ควรวัดเฉพาะปริมาณหรือมูลค่าที่เพิ่มขึ้น แต่ต้องพิจารณาด้วยว่าประชาชนได้รับทักษะเพิ่มขึ้นหรือไม่ ธุรกิจไทยมีความเข้มแข็งขึ้นเพียงใด มีความรู้และความสามารถในการผลิตเพิ่มขึ้นหรือไม่ และชุมชนรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้ดีขึ้นหรือไม่
  • ความร่วมมือเรื่องเล็กที่ทำได้จริง ช่วยต่อยอดความร่วมมือเรื่องใหญ่ : ประเทศต่าง ๆ สามารถเริ่มจากการร่วมกันแก้ปัญหาในระดับภูมิภาคหรือประเด็นเฉพาะ เรียนรู้จากสิ่งที่ได้ผล แล้วขยายไปสู่กติกาและความร่วมมือที่กว้างขึ้น เพื่อเสริมความเข้มแข็งให้ระบบพหุภาคี
  • ประเทศขนาดกลางเชื่อมโลกได้ โดยมีสถาบันการเงินเพื่อพัฒนาระหว่างประเทศ เช่น ธนาคารโลกช่วยต่อยอด : ประเทศกลุ่ม Middle Powers สามารถประสานความร่วมมือระหว่างประเทศต่างภูมิภาคในประเด็นที่มีประโยชน์ร่วมกัน โดยสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ เช่น ธนาคารโลกและธนาคารพัฒนาเอเชีย มีบทบาทช่วยวางมาตรฐานร่วม เตรียมโครงการให้พร้อม แบ่งรับความเสี่ยง และขยายแนวทางที่ได้ผลไปยังประเทศอื่น

4. จากข้อคิดสู่การลงมือทำ

แนวทางดำเนินงานมี 4 เสาหลัก ได้แก่ ดิจิทัลและ AI ที่ประชาชนเข้าถึงและไว้วางใจได้ การค้าและการลงทุนที่ช่วยกระจายความเสี่ยงและสร้างงานที่มีคุณภาพ เศรษฐกิจสีเขียวที่เชื่อมโยงกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และสังคมอายุยืนที่ต้องปรับระบบการศึกษา การทำงาน สุขภาพ การออม และสวัสดิการให้รองรับช่วงชีวิตที่เปลี่ยนไป โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการเพิ่มศักยภาพและโอกาสให้ประชาชน

5. คุยแล้ว ต้องทำต่อ

การหารือต้องนำไปสู่การลงมือทำ โดยทำให้ประชาชนเห็นประโยชน์จากการค้า การลงทุน เทคโนโลยี และเงินทุนอย่างทั่วถึง ร่วมกันแก้ปัญหาเฉพาะด้านผ่านความร่วมมือระหว่างประเทศขนาดกลาง ธนาคารเพื่อการพัฒนาพหุภาคี ภาคธุรกิจ และชุมชน ตลอดจนขยายแนวทางที่ได้ผลไปสู่ความร่วมมือในวงกว้างและเสริมความเข้มแข็งให้ระบบพหุภาคี

6. สิ่งที่ไทยร่วมเสนอต่อโลก

ไทยออกแบบกิจกรรมในฐานะเจ้าภาพให้เชื่อมโยงกับประเด็นหารือระดับโลก ทั้ง Host Country Dialogues สองเวทีเรื่องความเข้มแข็งในโลกที่แตกแยกและระบบการเงินเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการประชุมระดับผู้นำ พื้นที่จัดแสดงนิทรรศการ Bangkok Blueprint และกิจกรรมสำหรับเยาวชน เพื่อขยายการแลกเปลี่ยนออกไปนอกห้องประชุมและนำเสนอมุมมองของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ต่อประเด็นระดับโลก

4 เสาหลัก เชื่อมความร่วมมือสู่โอกาสทางเศรษฐกิจ

ดร.เอกนิติกล่าวว่า ข้อคิดจาก Bangkok Dialogue เชื่อมโยงกับ 4 เสาหลักของกิจกรรมที่ประเทศไทยจัดขึ้นในฐานะเจ้าภาพ โดยมีเป้าหมายร่วมกันคือการใช้ความร่วมมือระหว่างประเทศช่วยให้ประชาชนและธุรกิจทุกขนาดรับมือกับความเปลี่ยนแปลง และเข้าถึงโอกาสใหม่

เสาที่ 1 : ดิจิทัลและ AI ที่คนใช้ประโยชน์ได้และไว้ใจได้

การสร้างอนาคตดิจิทัลต้องทำมากกว่าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานหรือพัฒนา AI ให้เก่งขึ้น แต่ต้องช่วย ให้ผู้คนใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับชีวิตและการทำงานได้จริง โดย Small AI หรือเครื่องมือ AI ที่ใช้งานได้ ในชีวิตประจำวันและมีราคาที่เข้าถึงได้ สามารถช่วยให้คนเข้าถึงบริการสุขภาพและการศึกษา ช่วยธุรกิจขนาดเล็ก ตัดสินใจได้ดีขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างงานที่มากขึ้นและดีขึ้น

ขณะเดียวกัน โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสาธารณะยังช่วยให้รัฐส่งความช่วยเหลือได้ตรงจุด และช่วยให้ SMEs เข้าถึงตลาด และแหล่งเงินทุน ขณะที่การเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินภายใต้แนวคิด Connect the Dots โดยทีมประเทศไทย ซึ่งเป็นกรอบหลักในการร่วมป้องกันและสกัดกั้นภัยการเงินดิจิทัล ซึ่งได้ต่อยอดไปยัง Bangkok Blueprint จะทำให้ ประชาชนใช้ระบบการเงินดิจิทัลได้อย่างมั่นใจคุณค่าของ AI จึงไม่ได้อยู่แค่ว่า AI เก่งแค่ไหน แต่อยู่ที่ช่วยให้คนเก่ง ขึ้นได้มากและทั่วถึงเพียงใด

เสาที่ 2 : การค้าและการลงทุนที่เพิ่มทางเลือก และสร้างความสามารถให้คนในประเทศ

การรับมือโลกที่มีความไม่แน่นอนและการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจ ประเทศต่าง ๆ จำเป็นต้องกระจายความเสี่ยงด้านแหล่งจัดหา ตลาด เทคโนโลยี และประเทศคู่ค้า เพื่อเพิ่มทางเลือกเมื่อเกิดปัญหา ขณะที่การลงทุนจากต่างประเทศควรช่วยสร้างงานที่มีคุณภาพ พัฒนา SME เพิ่มทักษะแรงงาน และสร้างนวัตกรรมภายในประเทศ

ในระดับภูมิภาค อาเซียนสามารถต่อยอดความร่วมมือผ่านการเชื่อมโยงภาคบริการ ระบบชำระเงินข้ามพรมแดน และโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) เพื่อเพิ่มทางเลือกด้านพลังงานและเสริมความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศสมาชิก

เสาที่ 3 : เศรษฐกิจสีเขียวที่ช่วยลดความเสี่ยง และเงินทุนที่ไปถึงคนที่ต้องปรับตัว

การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวเป็นเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจด้วย พลังงานสะอาด โครงข่ายไฟฟ้า ที่แข็งแรงขึ้น และการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ ช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีราคาผันผวน

ขณะที่กลไกการเงินระดับภูมิภาคสามารถช่วยเสริมความพยายามระดับโลก ทั้งด้านการเปลี่ยนผ่านและการปรับตัวต่อสภาพ ภูมิอากาศจะเดินหน้าต่อได้ จำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจของคนในพื้นที่ เห็นประโยชน์ และมีส่วนร่วมจาก ประชาชนและธุรกิจ ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้อง รวมถึงมีการจัดสรรเงินทุนและทรัพยากรอย่างเหมาะสมกับความเสี่ยงและความต้องการ

เสาที่ 4 : อายุยืนขึ้นต้องมีโอกาสและความมั่นคงมากขึ้นด้วย

การที่ประชากรมีอายุยืนยาวขึ้นควรเป็นโอกาสการจัดการด้านการศึกษา การทำงาน สุขภาพ การออม และการคุ้มครองทางสังคมให้สอดคล้องกับชีวิตในแต่ละช่วงวัย โดยความร่วมมือระหว่างประเทศสามารถช่วยให้เกิดการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนนวัตกรรม เพื่อให้ผู้คนมีโอกาสและความมั่นคงตลอดช่วงชีวิตที่ยืนยาวขึ้น

ไทยชู Trusted Connector เชื่อมโลกด้วยความไว้วางใจ

ดร.เอกนิติกล่าวว่า ประเทศไทยต้องการแสดงให้เห็นถึงบทบาทของการเป็น Trusted Connector ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกมีความไม่แน่นอนและความร่วมมือระหว่างประเทศเผชิญความท้าทาย โดยการสร้างความไว้วางใจต้องเริ่มจากการมีเป้าหมายร่วมกัน การรู้จักกันมากขึ้น การเชื่อถือได้ และการปฏิบัติตามสิ่งที่ตกลงกันไว้

การประชุมครั้งนี้เปิดโอกาสให้ไทยได้พบปะกับรัฐมนตรีคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง และผู้แทนองค์การระหว่างประเทศจากหลายภูมิภาค โดยดร.เอกนิติกล่าวถึงการสร้างความสัมพันธ์กับผู้แทนเหล่านี้เพื่อสานต่อการหารือในอนาคต ทั้งการเชื่อมโยงความร่วมมือกับประเทศที่มีความเชี่ยวชาญด้านการเงินอิสลาม และการหารือกับประเทศในยุโรปเพื่อขยายความร่วมมือในช่วงต่อไป

ดร.เอกนิติระบุว่า การเป็น Trusted Connector ไม่ได้หมายถึงการทำหน้าที่เชื่อมโยงเพียงอย่างเดียว แต่ต้องรักษาความน่าเชื่อถือด้วยการทำตามคำมั่นที่ให้ไว้ หลังการประชุมจึงต้องติดตามประเด็นที่หารือกับประเทศต่าง ๆ เพื่อให้ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นสามารถนำไปสู่ความร่วมมือและโอกาสทางเศรษฐกิจได้

จากเจ้าภาพเวทีระดับโลก สู่โอกาสของเศรษฐกิจไทย

สำหรับโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ดร.เอกนิติกล่าวถึงโอกาสของไทยในการเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งมีการลงทุนในกิจการอย่างเซมิคอนดักเตอร์ อุปกรณ์ด้านพลังงาน และแผงวงจรพิมพ์ (PCB)

สำหรับโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ดร.เอกนิติกล่าวถึงการดึงดูดการลงทุนในกิจการที่เกี่ยวข้องกับ AI โดยไทยได้รับการลงทุนในอุตสาหกรรมอย่างเซมิคอนดักเตอร์ อุปกรณ์ด้านพลังงาน และแผงวงจรพิมพ์ (PCB) ซึ่งเป็นโอกาสที่ไทยจะเข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเหล่านี้

อย่างไรก็ตาม การดึงดูดเงินลงทุนเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ ไทยต้องต่อยอดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ให้เป็นความสามารถในการผลิตและทักษะของคนไทย พร้อมผลักดันให้ธุรกิจในประเทศ โดยเฉพาะ SME และธุรกิจท้องถิ่น เข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานและได้รับประโยชน์จากการลงทุนมากขึ้น

นอกจากนั้น ดร.เอกนิติกล่าวถึงความสำคัญของการสร้างความเข้มแข็งในประเทศควบคู่กับการเชื่อมโยงกับโลก โดยหากธุรกิจรายย่อยและชุมชนไม่สามารถเข้าถึงประโยชน์จากการลงทุนได้ ก็อาจเกิดแรงต่อต้านต่อโครงการลงทุนในประเทศ การเชื่อมโยงเศรษฐกิจโลกจึงต้องดำเนินควบคู่กับการสร้างโอกาสให้ประชาชนในประเทศด้วย

ความสำเร็จไม่ใช่แค่จัดงานดี แต่ได้เปิดให้โลกเห็นศักยภาพไทย

ดร.เอกนิติกล่าวถึงความสำเร็จในการจัดการประชุมว่า สิ่งที่ไทยได้รับจากการเป็นเจ้าภาพไม่ใช่เพียงการยอมรับด้านการจัดงาน แต่ยังรวมถึงโอกาสในการนำเสนอประเด็นที่ต้องการผลักดันในเวทีระหว่างประเทศ และแบ่งปันประสบการณ์ของไทยต่อความท้าทายทางเศรษฐกิจและสังคม

ประเทศไทยออกแบบกิจกรรมให้เชื่อมโยงกัน ทั้งเวที Host Country Dialogues การพบปะของผู้นำ นิทรรศการ (pavillion) การนำเสนอ Bangkok Blueprint และกิจกรรมเยาวชน เพื่อให้การแลกเปลี่ยนครอบคลุมทั้งประเด็นนโยบายและประสบการณ์จากภาคส่วนต่าง ๆ

อีกส่วนหนึ่งที่ไทยให้ความสำคัญ คือ การนำเสนอวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของประเทศ โดยเฉพาะนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ (Royal Pavilion) ที่เปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมประชุมเรียนรู้หลักการทรงงานและหลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9) ตลอดจนความเชื่อมโยงกับประเด็นที่โลกให้ความสำคัญในปัจจุบัน เช่น การสร้างความเข้มแข็ง การพัฒนาที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง และความยั่งยืน

ดร.เอกนิติระบุว่า หนึ่งในสิ่งที่สะท้อนความสำเร็จในการจัดงาน คือการที่คริสตาลินา กิออร์กิเอวา (Kristalina Georgieva) กรรมการผู้จัดการ IMF ได้อัญเชิญพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ว่า เป็นข้อคิดเตือนใจในการปฏิบัติภารกิจของ IMF ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน ซึ่งจำเป็นต้องใช้เวลาในการค่อย ๆ สร้างและสะสมผลลัพธ์ที่ดีให้เข้มแข็งขึ้นตามเวลา

นอกจากนี้ การจัดงานยังเปิดโอกาสให้ชุมชนจากหลายพื้นที่นำผลงานและผลิตภัณฑ์มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงาน โดยพื้นที่จัดประชุมมีการตกแต่งด้วยผลงานจากชุมชน และเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้เรียนรู้ที่มาและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ ซึ่ง ดร.เอกนิติกล่าวว่า การนำผลิตภัณฑ์ของไทยไปสู่สายตาผู้เข้าร่วมประชุมนานาชาติเป็นส่วนหนึ่งของการเชื่อมโยงกิจกรรมระดับโลกกับประชาชนในประเทศ

อีกส่วนสำคัญที่ไทยนำเสนอต่อเวทีระหว่างประเทศ และถือเป็นหนึ่งในความสำเร็จของการจัดงาน คือ Bangkok Blueprint for Resilient Financial Services ซึ่งเป็นแนวทางความร่วมมือในการรับมือภัยหลอกลวงทางการเงิน โดยไทยใช้ประสบการณ์ของตนเองประกอบการหารือ และเน้นว่าปัญหาดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่ในประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นปัญหาข้ามพรมแดนที่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ

ดร.เอกนิติกล่าวว่า ประเทศต่าง ๆ สามารถนำแนวทางจาก Bangkok Blueprint ไปพิจารณาปรับใช้ตามบริบทของตนเอง เนื่องจากแต่ละประเทศมีสังคมและวัฒนธรรมแตกต่างกัน การแลกเปลี่ยนประสบการณ์จึงช่วยให้ประเทศต่าง ๆ มีแนวทางในการรับมือกับปัญหาที่เกิดจากเทคโนโลยีดิจิทัลร่วมกัน

ต่อยอดสู่ความร่วมมือในภูมิภาค

สำหรับการดำเนินงานหลังจบการประชุม ดร.เอกนิติกล่าวว่า จะสานต่อการพบปะและหารือกับประเทศต่าง ๆ รวมถึงเชื่อมโยงภาคธุรกิจไทยกับนักลงทุนและผู้ประกอบการจากต่างประเทศ และไทยยังต้องการต่อยอดความร่วมมือที่เกิดขึ้นในช่วงการประชุมไปสู่การทำงานร่วมกันในระยะยาว โดยเฉพาะการสร้างความเชื่อมโยงด้านการลงทุน พลังงาน และเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศมากกว่าการดำเนินงานแยกกันเป็นรายปี

ในระดับอาเซียน ดร.เอกนิติกล่าวถึงความจำเป็นในการกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดร่วมกัน เพื่อเพิ่มการค้าและการลงทุนภายในภูมิภาค โดยกล่าวถึงข้อมูลที่กรรมการผู้จัดการ IMF ยกขึ้นมากล่าวถึงในการประชุมว่า การค้าระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนมีสัดส่วนประมาณ 22% ซึ่งต่ำกว่าสัดส่วนการค้าภายในสหภาพยุโรปที่ระบุไว้ราว 60%

ดร.เอกนิติเห็นว่า อาเซียนควรใช้ประโยชน์จากตลาดที่มีประชากรราว 700 ล้านคน ไม่เพียงแค่การค้าสินค้า แต่ควรเพิ่มความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีในภูมิภาคเอง รวมถึงการเชื่อมโยงระบบยืนยันตัวตนดิจิทัลของแต่ละประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเชื่อมโยงบริการและกิจกรรมทางเศรษฐกิจข้ามพรมแดน

นอกเหนือจากการค้าและเศรษฐกิจดิจิทัล ดร.เอกนิติกล่าวว่า อาเซียนยังมีโอกาสขยายการลงทุนระหว่างประเทศสมาชิกในอุตสาหกรรมที่แต่ละประเทศมีความต้องการและศักยภาพแตกต่างกัน พร้อมกล่าวว่า ต้องการผลักดันให้การหารือด้านการเงินของอาเซียนมีการกำหนดเป้าหมาย (KPI) ร่วม และมีการดำเนินงานต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติขึ้นจริง

รัฐบาลตั้งเป้าเร่งลงทุนสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจ

ดร.เอกนิติกล่าวว่า การสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจไทยต้องอาศัยการลงทุนทั้งในคนและโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อปรับตัวให้ทันกับสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนไป โดยรัฐบาลต้องการเร่งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงที่มีความผันผวน และลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและพลังงานเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต

ขณะเดียวกัน การลงทุนในทุนมนุษย์เป็นอีกส่วนสำคัญของการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจ โดย ดร.เอกนิติกล่าวถึงหลักคิดการพัฒนาที่ต้องกลับมาพิจารณาความต้องการของประชาชนและชุมชน เข้าใจปัญหาในพื้นที่ และเพิ่มโอกาสให้คนสามารถพัฒนาความสามารถของตนเอง เพื่อให้พร้อมรับความเปลี่ยนแปลงและมีส่วนร่วมกับการเติบโตของประเทศ

ในด้านการกำหนดเป้าหมาย รัฐบาลจะใช้กลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยมีคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) เพื่อร่วมกันกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดการพัฒนาประเทศ ซึ่งเป้าหมายที่ระบุไว้ ได้แก่ การยกระดับอัตราการเติบโตที่มีศักยภาพของเศรษฐกิจไทยให้สูงกว่า 3% และเพิ่มสัดส่วนการลงทุนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) จากระดับประมาณ 22% เป็น 30% โดยให้ความสำคัญกับการลงทุนในฐานะปัจจัยที่ช่วยสร้างรายได้และศักยภาพการเติบโตในอนาคต

นอกจากนี้ รัฐบาลยังตั้งเป้าปรับปรุงความสะดวกในการดำเนินธุรกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยการกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดต้องทำร่วมกับภาคเอกชน เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกับแนวทางดำเนินงานและสามารถขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...