โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘สรรเพชญ’ ชู AI-รถหัวลากไร้คนขับ ขับเคลื่อนท่าเรืออัจฉริยะ

เดลินิวส์

อัพเดต 13 ตุลาคม 2569 เวลา 1.28 น. • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
‘สรรเพชญ’ นำคมนาคม ศึกษาดูงานท่าเทียบเรือ ชุด D แหลมฉบัง ชู AI-รถหัวลากไร้คนขับ ขับเคลื่อนท่าเรืออัจฉริยะ

เมื่อวันที่ 12 ต.ค. นายสรรเพชญ บุญญามณี รมช.คมนาคม นำคณะลงพื้นที่เยี่ยมชมและศึกษาดูงานเทคโนโลยีการปฏิบัติงานท่าเทียบเรืออัจฉริยะ ณ ท่าเทียบเรือชุด D บริษัท ฮัทชิสัน แหลมฉบัง เทอร์มินัล จำกัด ท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี เพื่อรับฟังข้อมูลและแลกเปลี่ยนแนวทางการนำเทคโนโลยีระบบอัตโนมัติ (Port Automation) และนวัตกรรมดิจิทัลมาเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการท่าเทียบเรือ โดยมี Mr. Stephen Ashworth นายอาณัติ มัชฌิมา และคณะผู้บริหารฮัทชิสัน พอร์ท ประเทศไทย (HPT) ให้การต้อนรับและนำเสนอข้อมูล

คณะผู้บริหาร HPT ได้นำเสนอการพัฒนาท่าเทียบเรือชุด D ซึ่งเป็นท่าเทียบเรือตู้สินค้าขนาดใหญ่ ด้วยเงินลงทุนประมาณ 20,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการเติบโตของการค้าและการขนส่งสินค้า รวมถึงสนับสนุนเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยระบุว่าท่าเทียบเรือมีขีดความสามารถรองรับเรือบรรทุกตู้สินค้าขนาดใหญ่พิเศษ (Mega Vessel) ได้พร้อมกัน 3 ลำ และรองรับตู้สินค้าได้สูงถึง 3.5 ล้านทีอียูต่อปี ควบคู่กับการพัฒนาการปฏิบัติงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายใน พ.ศ. 2593

สำหรับเทคโนโลยีสำคัญที่นำมาใช้ ได้แก่ ปั้นจั่นยกตู้สินค้าหน้าท่าควบคุมจากระยะไกล (RCQC) และปั้นจั่นยกตู้สินค้าในลานแบบล้อยางพลังงานไฟฟ้าควบคุมจากระยะไกล (RCeRTGC) รวมถึงรถหัวลากไร้คนขับ (Autonomous Truck) ที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ร่วมกับระบบตรวจจับสภาพแวดล้อมและระบบระบุตำแหน่ง เพื่อวางแผนเส้นทางและขนย้ายตู้สินค้าภายในท่าเทียบเรือ นอกจากนี้ ยังมีรถหัวลากพลังงานไฟฟ้า (Electric Truck) และสถานีเปลี่ยนแบตเตอรี่ (Battery Swapping Station) ซึ่งใช้เวลาเปลี่ยนแบตเตอรี่ประมาณ 5 นาที ช่วยให้การปฏิบัติงานดำเนินได้อย่างต่อเนื่อง ลดการใช้เชื้อเพลิงและมลพิษในพื้นที่ท่าเรือ

ด้านการบริหารจัดการดิจิทัล HPT ได้นำเสนอระบบบริหารปฏิบัติการท่าเทียบเรือ nGen ซึ่งสนับสนุนการวางแผนและควบคุมการปฏิบัติงาน ควบคู่กับ HPT Digital Platform และแอปพลิเคชัน UBI ที่ช่วยให้ผู้ใช้บริการติดตามสถานะตู้สินค้า ตรวจสอบตารางเวลาเรือเข้าเทียบท่า และเข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้ตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงบริการธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ e-DO, e-Billing และ e-Tax ตลอดจนระบบควบคุมการผ่านเข้า-ออกด้วยเทคโนโลยี RFID เพื่อเพิ่มความรวดเร็วและแม่นยำ อำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการในการวางแผนขนส่งและบริหารห่วงโซ่อุปทาน

นายสรรเพชญ เปิดเผยภายหลังรับฟังข้อมูลว่า กระทรวงคมนาคมให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบริการโลจิสติกส์ทางน้ำ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการขนส่งและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การศึกษาดูงานครั้งนี้ทำให้เห็นแนวทางการนำระบบอัตโนมัติ ระบบควบคุมจากระยะไกล และเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ร่วมกัน ซึ่งสามารถเป็นต้นแบบในการพัฒนาท่าเทียบเรือของไทยให้มีความทันสมัย เพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ และยกระดับความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน

“กระทรวงคมนาคม พร้อมสนับสนุนการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการท่าเรือ ตั้งแต่การขนย้ายตู้สินค้าไปจนถึงการเชื่อมโยงข้อมูลและบริการดิจิทัล เพื่อให้การขนส่งสินค้ามีความรวดเร็ว ลดระยะเวลารอคอยและต้นทุนโลจิสติกส์ ควบคู่กับการยกระดับความปลอดภัยและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยจะนำข้อมูลและแนวทางที่ได้รับไปประกอบการผลักดันการพัฒนาท่าเรืออัจฉริยะของไทย ให้รองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจและการค้าได้อย่างยั่งยืน” นายสรรเพชญ กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...