โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

IMF เตือน “สึนามิ AI” จ่อกระทบงาน 40% ทั่วโลก เด็กจบใหม่หางานยาก

Amarin TV

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา
IMF เตือน “สึนามิ AI” กำลังมา เสี่ยงกระทบงาน 40% ทั่วโลก เด็กจบใหม่หางานยาก รัฐต้องปรับการศึกษา

คลื่นลูกแรกจาก AI มาถึงแล้วในรูปของเม็ดเงินลงทุน ทั้งการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลและการพัฒนาแบบจำลอง AI ซึ่งกำลังช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของบางประเทศ ขณะที่ไทยและอีกหลายประเทศในเอเชียเริ่มมีบทบาทในห่วงโซ่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องมากขึ้น

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะคลื่นความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญกว่าจะตามมาเมื่อภาคธุรกิจและภาคส่วนต่าง ๆ นำ AI ไปใช้งานอย่างแพร่หลาย ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อทั้งระบบเศรษฐกิจและตลาดแรงงานทั่วโลก

คริสตาลินา กิออร์กิเอวา (Kristalina Georgieva) กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวบนเวทีเสวนา “Small AI, More and Better Jobs” ภายในการประชุมประจำปี IMF และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ครั้งที่ 81 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ว่า AI ไม่ใช่เรื่องของอนาคตอีกต่อไป เพราะเทคโนโลยีนี้ได้เริ่มสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว

“ไม่ว่าเราจะรัก เกลียด หรือหวาดกลัว AI เทคโนโลยีนี้ก็อยู่ตรงนี้แล้ว” กิออร์กิเอวากล่าว พร้อมอธิบายว่า ผลกระทบจาก AI จะทยอยเกิดขึ้นเป็นระลอก

ระลอกแรกคือการลงทุนสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) และพัฒนาแบบจำลอง AI ซึ่งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในบางประเทศ ส่วนระลอกถัดไปที่สำคัญกว่าคือการนำ AI ไปใช้ในวงกว้าง เปิดโอกาสให้ประเทศต่าง ๆ มีส่วนร่วมในเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย AI มากขึ้น แม้ไม่ได้พัฒนาเทคโนโลยีเอง

กิออร์กิเอวาระบุว่า ประเทศกำลังพัฒนาจะคว้าโอกาสนี้ได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับความพร้อมทั้งด้านไฟฟ้าที่เพียงพอ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล บุคลากรที่มีทักษะใช้เทคโนโลยี และภาครัฐที่สามารถวางมาตรการดูแลความปลอดภัยได้อย่างเหมาะสม

ขณะเดียวกันตลาดแรงงานต้องเร่งเตรียมรับผลกระทบจาก AI ซึ่งกิออร์กิเอวาเปรียบว่าเป็น “สึนามิที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาอย่างช้า ๆ” เพราะแม้ความเปลี่ยนแปลงอาจไม่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่ผลกระทบจะค่อย ๆ ก่อตัวและรุนแรงขึ้น

หากไม่เตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้ ตลาดแรงงานอาจปรับตัวไม่ทันเมื่อคลื่นมาถึงเต็มกำลัง แรงงานอาจตกงานและสูญเสียรายได้ ซึ่งอาจทำให้รายได้ภาครัฐลดลง และปัญหาลุกลามไปสู่เศรษฐกิจในวงกว้าง

เงินลงทุน AI หนุนเศรษฐกิจโลก ไทยร่วมวงห่วงโซ่โครงสร้างพื้นฐาน

กิออร์กิเอวาระบุว่า ผลกระทบระลอกแรกจาก AI เริ่มส่งผ่านมายังเศรษฐกิจโลกแล้ว ทั้งในรูปของอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นและเม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลและการพัฒนาแบบจำลอง AI ซึ่งกำลังช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของบางประเทศ

ปัจจุบัน สหรัฐอเมริกา จีน และอินเดีย เป็น 3 เศรษฐกิจหลักที่มีบทบาทด้านการผลิตเทคโนโลยี AI ขณะที่อีกหลายประเทศเข้ามามีส่วนร่วมผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับ โดยส่วนใหญ่อยู่ในเอเชีย รวมถึงไทย

การลงทุนที่เร่งตัวขึ้นกลายเป็นแรงหนุนส่วนหนึ่งที่ช่วยให้เศรษฐกิจโลกยังขยายตัวได้ราว 3% แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากข้อจำกัดด้านอุปทานพลังงาน

อย่างไรก็ตาม กิออร์กิเอวามองว่า การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จะเกิดขึ้นเมื่อภาคธุรกิจและภาคส่วนต่าง ๆ นำ AI ไปใช้อย่างแพร่หลาย จนส่งผลต่อรูปแบบการทำงานและตลาดแรงงานทั่วโลก

AI เปิดโอกาสให้ทุกประเทศ แต่โครงสร้างพื้นฐานต้องพร้อม

เมื่อเข้าสู่ระลอกของการใช้งาน AI ประเทศต่าง ๆ จะมีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมในเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีนี้มากขึ้น แม้จะไม่ได้เป็นผู้พัฒนา AI เองก็ตาม กิออร์กิเอวามองว่า AI อาจเข้าถึงผู้คนในวงกว้างได้เช่นเดียวกับโทรศัพท์มือถือ หากประเทศเหล่านั้นมีปัจจัยพื้นฐานรองรับอย่างเพียงพอ

สำหรับประเทศกำลังพัฒนา ปัจจัยพื้นฐานสำคัญประกอบด้วยระบบไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เข้าถึงได้ ประชาชนที่มีทักษะในการใช้เทคโนโลยี รวมถึงภาครัฐที่สามารถวางมาตรการรักษาความปลอดภัยและป้องกันการนำ AI ไปใช้โดยผู้ไม่หวังดี

IMF ประมาณการว่า AI อาจช่วยเพิ่มอัตราการเติบโตของกลุ่มเศรษฐกิจพัฒนาแล้วในเอเชียได้ราว 0.5-1 จุดเปอร์เซ็นต์ ส่วนกลุ่มเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่ในเอเชียอาจเพิ่มขึ้นราว 0.2-0.8 จุดเปอร์เซ็นต์

กิออร์กิเอวา ระบุว่าการเติบโตที่เพิ่มขึ้น 1 จุดเปอร์เซ็นต์ถือว่ามีนัยสำคัญ โดยเฉพาะต่อกลุ่มเศรษฐกิจพัฒนาแล้วในเอเชียซึ่งกำลังเผชิญสังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว เพราะแรงหนุนจาก AI อาจมากพอที่จะชดเชย หรือกระทั่งสูงกว่าผลกระทบด้านลบจากการเข้าสู่สังคมสูงวัย สะท้อนศักยภาพของเทคโนโลยีนี้ในการเปลี่ยนแปลงทั้งวิธีทำงานและวิถีชีวิตของผู้คน

“สึนามิ AI” จ่อเขย่าตลาดแรงงาน กระทบงาน 40% ทั่วโลก

ในอีกด้านหนึ่ง กิออร์กิเอวาเปรียบผลกระทบของ AI ต่อตลาดแรงงานว่าเป็น “สึนามิที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาอย่างช้า ๆ” เพราะแม้ความเปลี่ยนแปลงจะไม่เกิดขึ้นทันที แต่จะค่อย ๆ ก่อตัวและทวีความรุนแรงขึ้น

IMF ประเมินว่า งานทั่วโลกราว 40% อาจได้รับผลกระทบจาก AI ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง บางอาชีพอาจใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ขณะที่บางอาชีพอาจลดการพึ่งพาแรงงาน หรือถูก AI ทดแทนจนตำแหน่งงานหายไป

สัดส่วนงานที่อาจได้รับผลกระทบเพิ่มขึ้นเป็น 60% ในประเทศพัฒนาแล้ว เทียบกับ 23% ในประเทศรายได้ต่ำ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขที่ต่ำกว่าไม่ได้หมายความว่าประเทศรายได้ต่ำอยู่ในสถานะที่ดีกว่า แต่สะท้อนว่า AI ยังเข้าไม่ถึงประเทศเหล่านี้อย่างเต็มที่

ผลการศึกษาของ IMF ในสหรัฐอเมริกาพบว่า งานราว 10% ต้องการทักษะด้าน AI มากขึ้น และมักให้ค่าตอบแทนสูงกว่า ขณะที่งานประจำซึ่งมีลักษณะทำซ้ำกำลังหดตัว ส่วนงานค่าจ้างต่ำกลับเพิ่มขึ้นใน 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ งานก่อสร้างศูนย์ข้อมูลและงานบริการ

แม้จำนวนการจ้างงานสุทธิในพื้นที่ศึกษายังเพิ่มขึ้น แต่กิออร์กิเอวามองว่า ผลลัพธ์ดังกล่าวยังไม่น่ายินดีนัก เพราะงานที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่ให้ค่าตอบแทนต่ำกว่า โดยกลุ่มที่น่ากังวลที่สุดคือคนรุ่นใหม่ที่กำลังก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงาน

โดยทั่วไป คนรุ่นใหม่มักเริ่มต้นอาชีพจากตำแหน่งระดับเริ่มต้น (Entry-Level) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานที่มีลักษณะเป็นกิจวัตรและทำซ้ำ ก่อนสะสมทักษะเพื่อก้าวไปสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้น หากงานเหล่านี้หายไป เด็กจบใหม่เหล่านี้อาจสูญเสียจุดเริ่มต้นสำคัญของเส้นทางอาชีพ และต้องหันไปทำงานบริการค่าจ้างต่ำที่ไม่สอดคล้องกับเส้นทางอาชีพที่ตั้งใจไว้

รับมือ AI ต้องจับตาตลาดแรงงาน ปรับการศึกษา และทบทวนฐานภาษี

ท่ามกลางความท้าทายเหล่านี้ กิออร์กิเอวาเสนอแนวทางรับมือผลกระทบจาก AI ไว้ 3 ด้าน

ประการแรก รัฐบาลต้องติดตามตลาดแรงงานอย่างใกล้ชิด พร้อมรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เข้าใจว่า AI กำลังเปลี่ยนแปลงความต้องการแรงงานอย่างไร ปัจจุบัน AI ยังไม่ได้ทำให้ความต้องการแรงงานโดยรวมหดตัว แต่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างการจ้างงานไปสู่งานและทักษะรูปแบบใหม่

ประการที่สอง รัฐบาลต้องปรับระบบการศึกษาให้ทันกับโลกยุค AI เพราะแนวคิดที่ว่าคนคนหนึ่งสามารถเรียนรู้ทักษะเพียงชุดเดียวและใช้ทำงานไปตลอดชีวิตไม่ตอบโจทย์วิถีชีวิตในปัจจุบันอีกต่อไป การเรียนรู้และพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตจึงกลายเป็นสิ่งจำเป็น

ประการที่สาม ภาครัฐต้องทบทวนโครงสร้างการคลังและฐานภาษี ปัจจุบันรายได้ภาษีส่วนใหญ่ของรัฐบาลมาจากบุคคล แต่หาก AI ทำให้บทบาทของแรงงานลดลง ขณะที่ทุนมีบทบาทมากขึ้น รัฐบาลต้องพิจารณาว่าจะจัดเก็บรายได้จากส่วนใดเพื่อรักษาเสถียรภาพทางการคลัง

ประเด็นนี้ยิ่งมีความสำคัญ เพราะรัฐบาลยังต้องใช้งบประมาณเพื่อช่วยให้ประชาชนและสังคมปรับตัวเข้าสู่โลกยุค AI หากรายได้ภาครัฐลดลง การดำเนินภารกิจดังกล่าวก็จะยากขึ้นตามไปด้วย

กิออร์กิเอวายอมรับว่า ยังไม่มีใครมองเห็นได้ชัดเจนว่าโลกการทำงานในอีก 5 ปีข้างหน้าจะเปลี่ยนไปอย่างไร สิ่งที่รัฐบาลทำได้ในขณะนี้คือเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างเป็นระบบ ประเมินผลกระทบอย่างรอบคอบ ถอดบทเรียน และนำผลที่ได้ไปปรับใช้จริง

อย่างไรก็ตาม กิออร์กิเอวามองว่า เป้าหมายสูงสุดของการพัฒนา AI ควรเป็นการนำเทคโนโลยีมารับภาระงานที่มนุษย์ไม่ต้องการทำ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้คนได้ทำในสิ่งที่รัก พร้อมยกระดับผลิตภาพและมาตรฐานการครองชีพ โดยการนำ AI มาใช้ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้คน และไม่ลดทอนบทบาท คุณค่า หรือศักดิ์ศรีของมนุษย์ในสังคม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...