โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

ศาลอุทธรณ์ลดโทษ "ทนายตั้ม"คุก1ปี ไม่รอลงอาญา คดีหมิ่นฯ"ศุภชัย โพธิ์สุ"

Amarin TV

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
“ทนายตั้ม"กับพวก ไม่รอด ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับจำคุก 1 ปี ไม่รอลงอาญา คดีหมิ่นประมาทครอบครัว “ศุภชัย โพธิ์สุ”

"ทนายตั้ม"กับพวก ไม่รอด ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับจำคุก 1 ปี ไม่รอลงอาญา คดีหมิ่นประมาทครอบครัว "ศุภชัย โพธิ์สุ"

เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน ทนายตั้ม นาย ษิทรา เบี้ยบังเกิดได้ เดินทางมาศาลจังหวัดนครพนมเพื่อฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ในคดีหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา สืบเนื่องจากการแถลงข่าวปมข้อพิพาทเงิน 25 ล้านบาท เมื่อปี 2565 ซึ่งพาดพิงอดีตข้าราชการการเมืองและครอบครัวอดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร(สหายแสง) โดยศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษาแก้ เป็นจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1 ปี ไม่รอการลงโทษ พร้อมให้ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนรวม 300,000 บาท โดยนายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ “ทนายตั้ม” ทนายความชื่อดังกับ นางสาวช่อฉัตร หรือช่อ โตชูวงศ์ นักธุรกิจ ถูกนายธนบวร สิริคุณากรกุล อดีตผู้ช่วยเลขานุการรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง นายศุภชัย โพธิ์สุ อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง และนางสาวศุภพานี โพธิ์สุ บุตรสาวนายศุภชัย เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง คดีดังกล่าวมีนางสาวช่อฉัตร หรือช่อ โตชูวงศ์ นักธุรกิจ เป็นจำเลยที่ 1 และนายษิทรา เบี้ยบังเกิด เป็นจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ประกอบมาตรา 83

พร้อมเรียกค่าสินไหมทดแทนทางแพ่งรายละ 10 ล้านบาท รวม 30 ล้านบาท ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า แม้การแถลงข่าวไม่ได้ระบุชื่อบุคคลที่ถูกกล่าวถึงโดยตรง แต่การอ้างตำแหน่งและความสัมพันธ์สามารถทำให้บุคคลทั่วไปทราบได้ว่าหมายถึงผู้ใด โดยข้อความบางส่วนมีลักษณะเป็นการเปิดเผยเรื่องส่วนตัวในทางเสื่อมเสีย ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของนายธนบวรและนางสาวศุภพานี

ศาลเห็นว่าการกระทำดังกล่าวไม่ใช่การแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริตเพื่อประโยชน์สาธารณะตามข้อยกเว้นความผิดฐานหมิ่นประมาท จึงรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้องในส่วนของโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 3 ส่วนกรณีของนายศุภชัย ศาลอุทธรณ์ภาค 4 เห็นว่า การกล่าวพาดพิงถึงตำแหน่งและความสัมพันธ์เป็นเพียงการระบุให้ทราบถึงตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาท ไม่ได้มีข้อความกล่าวหาว่านายศุภชัยร่วมกระทำการหลอกลวง จึงยังไม่เข้าข่ายเป็นการหมิ่นประมาท ศาลจึงพิพากษายกฟ้องและยกคำขอค่าสินไหมทดแทนในส่วนดังกล่าว

สำหรับการกำหนดโทษ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 เห็นว่า แม้จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธมาโดยตลอด และไม่มีเหตุบรรเทาโทษให้ลดโทษตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย แต่โทษจำคุก 2 ปีที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ยังหนักเกินไปเมื่อพิจารณาจากพฤติการณ์แห่งคดี จึงกำหนดโทษใหม่เป็นจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1 ปี โดยไม่ลดโทษและไม่รอการลงโทษ

ทั้งนี้ศาลให้เหตุผลเกี่ยวกับการไม่รอการลงโทษว่า พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองเป็นการแถลงข่าวที่มีลักษณะมุ่งหวังผลต่อข้อพิพาททางคดี โดยไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบต่อชื่อเสียงและหน้าที่การงานของผู้เสียหาย อีกทั้งยังไม่ปรากฏเหตุเพียงพอที่จะให้รอการลงโทษ ในส่วนค่าสินไหมทดแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้แก่นายธนบวร จำนวน 100,000 บาท ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ขณะที่นางสาวศุภพานี ศาลเห็นว่าจำนวน 500,000 บาทที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้สูงเกินสมควร จึงลดเหลือ 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามคำพิพากษา รวมเงินต้นที่จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดจำนวน 300,000 บาท ส่วนคำขอค่าสินไหมทดแทนของนายศุภชัย จำนวน 500,000 บาท

ศาลพิพากษายกคำขอ เนื่องจากการกระทำของจำเลยทั้งสองในส่วนดังกล่าวไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทสำหรับมูลเหตุแห่งคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อเดือนธันวาคม 2565 จำเลยทั้งสองร่วมกันแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนและเผยแพร่ผ่านสื่อออนไลน์ เกี่ยวกับข้อพิพาทกรณีเงินจำนวน 25 ล้านบาท โดยกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 ถูกอดีตข้าราชการการเมืองหลอกลวงเงินเพื่อนำไปใช้ในการวิ่งเต้นคดีความ

นอกจากนี้ ยังมีการกล่าวพาดพิงถึงประวัติส่วนตัว การศึกษา และความสัมพันธ์กับบุคคลในครอบครัวอดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งฝ่ายโจทก์เห็นว่าเป็นข้อความที่ทำให้ได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียง เกียรติยศ และสถานะทางสังคม จึงนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

ต่อมาศาลจังหวัดนครพนมมีคำพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ให้จำคุกคนละ 2 ปี แต่ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 1 ปี 4 เดือน โดยไม่รอการลงโทษ พร้อมให้ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่นายธนบวร จำนวน 100,000 บาท นายศุภชัย จำนวน 500,000 บาท และนางสาวศุภพานี จำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย

โดยผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ เสร็จ ทนายตั๊ม ก็เดินลงจากศาลมานั่งรอในรถโดยกล่าวกับผู้สื่อข่าวเพียงว่าวันนี้ตนไม่ได้ใส่หนวดมา ก็ยังอุตส่าห์จำตนได้ โดยไม่ได้ถูกควบคุมตัวแต่อย่างใดส่วนนางสาวช่อฉัตร ถูกควบคุมตัวลงใต้ถุนศาลเพื่อรอทำเรื่องขอประกันตัวเพื่อยื่นศาลฏีกาต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...