โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ตำแหน่งฮองเฮานี้ข้าครอง(อ่านฟรีทยอยติดเหรียญ)

นิยาย Dek-D

อัพเดต 16 มี.ค. 2567 เวลา 14.17 น. • เผยแพร่ 16 มี.ค. 2567 เวลา 14.17 น. • เด็กน้อยคว้าฝัน
เมื่อแฝดผู้พี่ต้องปลอมตัวเป็นน้องสาวเพื่อมาจัดการกับคนที่รังแกน้องสาวฝาแฝดและต่อกรกับฮ่องเต้ที่ไม่สนใจใยดีฮองเฮาของตนเอง แถมยังต้องตามสืบหาความจริง นางจะสามารถจัดการทุกอย่างได้สำเร็จหรือไม่?

ข้อมูลเบื้องต้น

"ฮองเฮาเพคะ อาหารเหล่านี้ล้วนเป็นอาหารรสเลิศที่ห้องเครื่องทรงตั้งใจทำเพื่อพระองค์ เชิญพระองค์ทรงเสวยเพคะ" นางกำนัลอาวุโสจากห้องเครื่องเอ่ยขึ้นเมื่อจัดวางอาหารบนโต๊ะเสร็จ

หลี่เยว่เล่อยกยิ้มขึ้นเมื่อมองดูอาหารบนโต๊ะที่ตกแต่งอย่างประณีตแลดูสวยงามน่าลิ้มลอง หากม่านม่านไม่ได้เล่าเรื่องที่นางกำนัลพวกนี้กลั่นแกล้งน้องสาวของนางมาก่อนนางคงเผลอกินเข้าไปอย่างไม่ระวังเป็นแน่ เพราะน้องสาวของนางร่างกายอ่อนแอตั้งแต่เด็ก นางจึงกินยาหลายขนานทำให้ลิ้นของนางไม่รับรส บางครั้งอาหารก็เปรี้ยวจัด บางครั้งอาหารก็ไม่สดใหม่ ทำให้น้องสาวของนางปวดท้องบ่อยครั้ง

หลี่เยว่เล่อใช้ตะเกียบคีบอาหารเพียงเล็กน้อยเข้าปาก เพียงอาหารแตะที่ลิ้นนางก็รับรู้ถึงความเปรี้ยวของอาหาร นางพยายามฝืนกลืนและทำสีหน้าให้ปกติราวกับว่าไม่รับรู้รสชาติใดๆ

‘ในเมื่อน้องสาวของข้าให้อภัยพวกเจ้าครั้งแล้วครั้งเล่า แต่พวกเจ้ากลับไม่สำนึก เช่นนั้นวันนี้ข้าจะให้พวกเจ้าได้รับโทษที่ทำกับน้องสาวของข้า’ หลี่เยว่เล่อคิดในใจก่อนจะส่งยิ้มมายังเหล่านางกำนัลที่ยืนอยู่

“วันนี้ข้าไม่ค่อยอยากอาหาร แต่จะทิ้งอาหารเหล่านี้ข้าคงรู้สึกผิดต่อชาวบ้านที่อดอยาก อีกทั้งอาหารทุกจานก็ล้วนมาจากภาษีของราษฎร เช่นนั้นจะทิ้งๆ ขว้างๆ ไม่ได้พวกเจ้าช่วยเรากินหน่อยแล้วกัน” หลี่เยว่เล่อเอ่ยพร้อมมองหน้าเหล่านางกำนัลที่ยืนหน้าซีดเผือด ต่างมองกันไปกันมาอย่างเลิ่กลั่ก

“เช่นนั้นพวกหม่อมฉันจะเอากลับไปแจกจ่ายให้นางกำนัลในห้องเครื่องได้ทานนะเพคะ” นางกำนัลอาวุโสรีบเอ่ยปาก

“คงทำเช่นนั้นไม่ได้ เพราะหากเจ้าเอาอาหารเหล่านี้กลับไป นางกำนัลห้องเครื่องของไทฮองไทเฮาเห็นเข้าก็คงไปรายงานไทฮองไทเฮาเป็นแน่ ไม่เพียงแค่ข้าจะลำบากใจที่ทำให้ไทฮองไทเฮาเป็นห่วง หากไทฮองไทเฮาทรงคิดมากจนประชวรข้าคงรับโทษนี้ไว้ไม่ไหว พวกเจ้าคิดเหมือนเราหรือไม่ แต่หากพวกเจ้ารับโทษนี้ไหวก็เอากลับไปเถิด”

เมื่อหลี่เยว่เล่อไม่ได้ยินเสียงตอบกลับอันใดก็ลุกจากโต๊ะไปนั่งที่เก้าอี้ที่มีพนักพิงก่อนจะนั่งแอ่นตัวอย่างสบายใจ นางผายมือเป็นนัยให้เหล่านางกำนัลเหล่านั้นนั่งกินอาหารบนโต๊ะ นางนั่งดูหน้าเหยเกของนางกำนัลยามเอาอาหารเหล่านั้นเข้าปากและยกยิ้มอย่างพอใจ

ตอนที่1 ความหวาดระแวง

“ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ ไทฮองไทเฮาให้ชิงกงกงมาเชิญเสด็จไปทอดพระเนตรฮองเฮาพ่ะย่ะค่ะ” เกากงกงขันทีรับใช้ของหนิงเฉิงฮ่องเต้พูดด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก เพราะรู้ดีว่านายเหนือหัวของตนไม่อยากเสด็จไปเจอสวี่ฮองเฮา

“นางเป็นอันใดอีก” เขาเงียบไปครู่หนึ่ง เมื่อไม่ได้ยินคำตอบจากเกากงกงจึงได้เอ่ยต่อ

“เจ้าไปบอกชิงกงกงให้ไปทูลเสด็จย่าว่าหากฮองเฮาไม่ป่วยหนักใกล้ตายจริง ๆไม่ต้องให้คนมาเชิญเราอีก” หนิงเฉิงฮ่องเต้กล่าวด้วยน้ำเสียงฉุนเฉียว

“พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะไปบอกชิงกงกงเดี๋ยวนี้”

เมื่อเกากงกงพูดจบก็ถอยหลังออกไปจากห้องทรงอักษรทันที เพราะเขารู้ดีว่าหนิงเฉิงฮ่องเต้อารมณ์ไม่สู้ดีนัก ทุกคนในวังหลังล้วนรู้ดีว่าหนิงเฉิงฮ่องเต้ไม่ได้ชอบพอสวี่ฮองเฮา บางทีอาจจะถึงขั้นเกลียดเลยก็ว่าได้ แต่หากอยู่ต่อหน้าเหล่าขุนนางในงานเลี้ยงก็ยังรักษาหน้าของสวี่ฮองเฮาอยู่บ้าง แต่ถ้าเป็นเขตวังหลังที่ไม่มีผู้คนภายนอกเข้ามาวุ่นวายก็จะรู้กันดีว่าสวี่ฮองเฮาไม่ได้มีอำนาจอันใดเลย แม้แต่นางกำนัลอาวุโสก็ยังกล้ารังแกสวี่ฮองเฮาอยู่บ่อยครั้ง

เมื่อผ่านไปไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม ไทฮองไทเฮาก็เสด็จมายังห้องทรงอักษรของหนิงเฉิงฮ่องเต้ด้วยตนเอง เกากงกงรีบเอ่ยบอกถึงการมาของไทฮองไทเฮาให้หนิงเฉิงฮ่องเต้ได้รับรู้ หนิงเฉิงฮ่องเต้รีบลุกจากเก้าอี้ทรงอักษรไปรับเสด็จโดยทันที ถึงจะรู้ว่าเสด็จย่าของเขามาด้วยเรื่องอันใดก็ตาม

“เหตุใดเจ้าจึงได้ใจดำเช่นนี้ ย่ารู้ดีว่าเจ้าไม่ชอบนาง แต่ถึงอย่างไรนางก็เป็นฮองเฮาของเจ้า” ไทฮองไทเฮาต่อว่าหนิงเฉิงฮ่องเต้ทันทีที่เห็นหน้าเขา

“เสด็จย่าก็รู้ว่าหลานแต่งตั้งนางให้เป็นฮองเฮาตามเงื่อนไขที่รับปากเหลียนอ๋องเอาไว้ ในเมื่อนางได้เป็นฮองเฮาแล้วยังจะเอาอันใดอีก”

“เฉิงเอ๋อร์ ถึงอย่างไรนางก็เป็นเพียงสตรีที่อ่อนแอเท่านั้น นางเดินทางไกลมาแต่งเป็นฮองเฮาของเจ้า เจ้าจะเอาใจใส่นางเสียหน่อยเป็นไรไป ย่ารู้ว่าเจ้าถูกเหลียนอ๋องบังคับแต่ดีกับนางหน่อยเถอะ สุขภาพนางไม่สู้ดีนักอย่างไรเสียเจ้าก็ควรจะไปดูนางเสียหน่อย”

“เสด็จย่าใจจริงหลานก็อยากทำดีกับนาง ถึงจะแต่งกับนางเพื่อทำตามข้อตกลง แต่นางไม่ใช่สตรีที่แสนดีและอ่อนโยนอย่างที่ท่านเห็น”

ไทฮองไทเฮาเงยหน้ามองหลานชายด้วยความสงสัย และคิดไตร่ตรองถึงนิสัยที่ผ่านมาของสวี่ฮองเฮา สำหรับหญิงชราผู้นี้สวี่ฮองเฮาไม่ใช่สตรีที่มีพิษสงอันใดหนำซ้ำนางยังค่อนข้างขี้โรค นางอ่อนโยนพูดจาอ่อนหวาน นางไม่ชอบยุ่งวุ่นวายกับใครและมักให้อภัยกับคนง่ายๆเสมอ เพียงแค่พวกเขาขอโทษนางก็จะไม่ถือสา และไม่ติดใจคิดเล็กคิดน้อย แต่เหตุใดหลานชายตนจึงได้เอ่ยเช่นนี้

“เหตุใดเจ้าจึงคิดเช่นนี้ เจ้าช่วยบอกยายแก่คนนี้ให้เข้าใจหน่อยได้หรือไม่”

เมื่อหนิงเฉิงฮ่องเต้ได้ยินเสด็จย่ากล่าวเช่นนี้จึงคิดได้ว่า เสด็จย่าอาจจะเข้าใจเขาผิด คิดว่าเขาว่าเสด็จย่าเป็นยายแก่เลอะเลือนที่ดูคนไม่ออก จนถูกสตรีอ่อนแอผู้หนึ่งหลอกได้

“เสด็จย่าหลานรู้ว่าท่านอยู่วังหลังพบเจอกลอุบายมากมายของสตรีมาไม่ถ้วน ตอนแรกหลานเองก็คิดจะครองคู่กับนาง ดูแลนางในฐานะฮองเฮาให้ดี แต่หลานเพิ่งปราบกบฏและขึ้นครองบัลลังก์ได้ไม่นานมัวแต่ยุ่งกับราชกิจและจัดการความวุ่นวายในท้องพระโรง อีกทั้งนางยังร่างกายไม่แข็งแรงหลานจึงได้แต่ให้หมอหลวงและนางกำนัลขันทีคอยดูแลนาง แต่กลับมีคนมารายงานว่านางแอบให้นางกำนัลคนสนิทที่ติดตามมาจ้างวานพ่อค้าให้ส่งจดหมายไปถึงเหลียนอ๋องก็ทำให้หลานแปลกใจ หลังจากนั้นหลานจึงให้คนคอยสอดส่องนาง นางส่งจดหมายให้เหลียนอ๋องอีกหลายครั้ง หลานจึงรู้ว่านางมีแผนการร้ายซ่อนอยู่”

หนิงเฉิงฮ่องเต้เงียบไม่พูดต่อ ไทฮองไทเฮาได้แต่มองหน้าหลานชายอยู่พักหนึ่งจึงระบายลมหายใจออกมายาวๆ นางรู้ดีว่าเหตุการณ์ต่างๆมากมายที่เกิดขึ้นกับเขาในเวลาไม่ถึงแปดเดือนที่ผ่านมานี้ อาจทำให้หลานชายของเขาเปลี่ยนไป กลายเป็นคนที่มองโลกในแง่ร้ายและขี้ระแวงมากขึ้น แต่เรื่องนี้จะโทษเขาก็ไม่ได้

ขณะพี่ชายที่เขาคิดว่าแสนดี อ่อนโยน ฉลาด เป็นบุรุษหนึ่งเดียวในใจที่เขาอย่างเดินตามรอยเอาเป็นแบบอย่าง อีกทั้งยังเติบโตมาด้วยกันจึงสนิทกันมาก ถึงจะคนละมารดาแต่ก็รักใคร่กันราวกับมีมารดาคนเดียวกัน แต่ในที่สุดก็เป็นเขาเองที่ต้องลงมือสังหารพี่ชายที่เขารักและนับถือด้วยมือตนเอง นับประสาอะไรกับฮองเฮาที่แต่งเข้ามาเพราะข้อตกลง เขาย่อมสงสัยและระแวงไม่กล้าเปิดใจพูดคุยถามไถ่กับนางโดนตรงอยู่แล้ว

ในฐานะที่นางเป็นไทฮองไทเฮานางเองก็เข้าใจว่าการเป็นฮ่องเต้นั้นไม่ง่าย ถึงจะมีอำนาจอยู่ในมือแต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะนอบน้อมอย่างเคารพด้วยใจจริง ยังมีผู้คนอีกไม่น้อยที่อยากนั่งตำแหน่งนี้ ผู้คนรอบกายแม้แต่สตรีที่นอนเคียงข้างก็ใช่ว่าจะเชื่อใจได้ แต่ในฐานะย่านางเองก็ไม่อยากเห็นหลานชายไร้คนที่เคียงข้างคอยดูแลและไว้ใจได้ ในสายตาของนางที่พบเจอสตรีในวังหลังมามากกลับคิดว่าสวี่ฮองเฮา จะเป็นสตรีที่ดีที่อยู่เคียงข้างหลานชายของนางได้

“เช่นนั้นเจ้าบอกย่าได้หรือไม่ ว่านางเขียนจดหมายว่าอย่างไร จึงทำให้เจ้าหมางเมินนางเช่นนี้” หญิงชรามองหน้าหลานชายบ่งบอกถึงความใคร่อยากรู้

ตั้งแต่หนิงเฉิงฮ่องเต้ขึ้นครองราชย์ก็ไม่ค่อยไว้ใจใคร แต่เขารู้ดีว่าเขาสามารถเชื่อใจไทฮองไทเฮาได้อย่างแน่นอน เขาจึงเล่าเนื้อหาในจดหมายนั้นให้เสด็จย่าของเขาฟัง

“นางบอกกับเหลียนอ๋องว่านางคงทำให้พ่อบุญธรรมของนางต้องผิดหวังแล้ว เพราะนางคงไม่มีโอกาสได้ตั้งครรภ์กับหลาน เหลียนอ๋องคงไม่มีโอกาสได้เป็นท่านตาอย่างที่นางได้รับปากเหลียนอ๋องเอาไว้”

ไทฮองไทเฮาเมื่อได้ยินเช่นนี้จึงเข้าใจในสิ่งที่หลานของตนคิด เขาคงกลัวประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยอีกเป็นแน่ จึงได้ใจดำกับนางถึงจะให้หมอหลวงคอยดูแลแต่ไม่แม้แต่จะไปเยี่ยมเยียนนาง

หนิงเฉิงฮ่องเต้เมื่อเห็นสีหน้าของผู้เป็นย่าราวกับเข้าใจความรู้สึกและความคิดของเขา เขาจึงได้เอ่ยต่อ

“เสด็จย่าอย่าได้หวงเลยถึงอย่างไรนางก็เป็นฮองเฮาของหลาน หากนางไม่ลงมือทำอันใดที่จะทำให้บัลลังก์นี้สั่นคลอน หลานย่อมไม่ทำร้ายนางและอำนาจในวังหลังก็ยังเป็นของนางเพียงแต่หากนางยังแสร้งแกล้งทำเป็นผู้ถูกรังแก หลานก็คงทำได้เพียงนั่งดูละครเรื่องนี้ต่อไป”

ตอนที่2 การมาของอ๋องน้อยเหลียน

หลังจากไทฮองไทเฮาเสด็จมาหาหนิงเฉิงฮ่องเต้วันนั้น วันนี้ก็ผ่านมาสองวันแล้ว ถึงเขาจะไม่ไปเยี่ยมนางแต่เมื่อหมอหลวงกลับมาจากตำหนักคุนหนิง เขาก็ให้เหล่าหมอหลวงมารายงานอาการป่วยของสวี่ฮองเฮาในทันที

หมอหลวงทุกคนที่มารายงานก็จะบอกคล้ายๆกันว่านางมีร่างกายที่อ่อนแอเป็นทุนเดิมบวกกับสภาพอากาศในเมืองหลวงมีอากาศเย็น ไม่เหมือนแคว้นเหลียนที่ตลอดทั้งปีมีเพียงหน้าร้อนและหน้าฝนเท่านั้น สวี่ฮองเฮาจึงอาจปรับตัวไม่ค่อยได้ ยิ่งช่วงนี้หน้าหนาวใกล้มาเยือนอากาศเริ่มเย็นลงยิ่งทำให้ร่างกายสวี่ฮองเฮาแย่ลงไปกว่าเดิม

เมื่อหนิงเฉิงฮ่องเต้ได้ยินหมอหลวงรายงาน เขาก็กำชับให้เหล่าหมอหลวงคอยดูแลนางให้ดี หากอาการของนางแย่ลงหรือมีสิ่งใดผิดปกติก็ให้มารายงานเขาได้ทันที ความจริงไม่ใช่ว่าเขาไม่เป็นห่วงสวี่ฮองเฮาเพียงแต่เมื่อเห็นว่านางมีพฤติกรรมน่าสงสัยก็ทำให้เขาเริ่มระแคะระคายไม่อาจทำดีกับนางได้ เพราะเขากลัวว่าหากทำดีกับนางแล้วตัวเขาเองเผลอมีใจให้สวี่ฮองเฮาแต่กลับมารู้ภายหลังว่านางมีแผนการร้าย เขาเองจะต้องเป็นผู้ลงโทษคนที่เขารักอีก เขาจึงได้สร้างกำแพงในใจมากั้นระหว่างเขาและสวี่ฮองเฮาไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ

“ฝ่าบาท องครักษ์เฟิ่งมาขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ” เกากงกงเข้ามารายงานหนิงเฉิงฮ่องเต้

“ให้เขาเข้ามาเถอะ” หนิงเฉิงฮ่องเต้ที่กำลังอ่านฎีกาอยู่อย่างใจจดใจจ่อ ถึงจะได้ยินเกากงกงรายงานก็ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้น ได้แต่เอ่ยปากตอบ

“ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ ทหารที่ประตูเมืองรายงานว่าอ๋องน้อยเหลียนเดินทางมายังเมืองหลวง เพิ่งผ่านด้านประตูเมืองเข้ามาเมื่อเช้าพ่ะย่ะค่ะ” เฟิ่งจางหยงองครักษ์คนสนิทของหนิงเฉิงฮ่องเต้เข้ามาถึงก็รีบรายงาน

หนิงเฉิงฮ่องเต้เมื่อได้ยินก็ตบโต๊ะเสียงดังก่อนจะตวาดลั่นเมื่อได้ยินเฟิ่งจางหยงเอ่ยถึงการมาเยือนของอ๋องน้อยเหลียนที่ไม่ได้บอกกล่าวมาก่อนล่วงหน้า

“พวกเจ้ายังอยากมีชีวิตกันอยู่หรือไม่ เขามาถึงเมืองหลวงแล้วเพิ่งรู้ตัวกันอย่างนั้นหรือ หน่วยทหารสอดแนมตายกันหมดแล้วหรือไร” หนิงเฉิงฮ่องเต้กล่าวเสียงดังน้ำเสียงเต็มไปด้วยโทสะ

เฟิ่งจางหยงรู้ดีว่าตอนนี้หนิงเฉิงฮ่องเต้ทรงระแวงเหลียนอ๋องอยู่ไม่น้อย และในยามนี้อ๋องน้อยเหลียนยังเดินทางมาถึงเมืองหลวงโดนไม่บอกกล่าวล่วงหน้ายิ่งเพิ่มความระแวงให้กับหนิงเฉิงฮ่องเต้เป็นอันมาก

“ฝ่าบาทอย่างทรงกริ้วไปเลยพ่ะย่ะค่ะ อ๋องน้อยเหลียนมากับองครักษ์เพียงแค่สองสามนายเท่านั้น และแต่งตัวมาราวกับชาวบ้านธรรมดา ทหารสอดแนมเหล่านั้นจะไม่รู้ก็ไม่แปลก และยังมีสตรีนางหนึ่งมาด้วย กระหม่อมให้คนตรวจดูแล้วไม่มีผู้ติดตามมาเพิ่ม และยังสั่งให้คนคอยจับตามองอ๋องน้อยเหลียนและพวกพ้องของเขาไว้หากว่ามีความเคลื่อนไหวอันใด องครักษ์ลับจะเร่งมารายงานโดยทันที”

หนิงเฉิงฮ่องเต้หันมามองหน้าเฟิ่งจางหยงสหายคนสนิท ตอนแรกเขายังมีโทสะไม่หายแต่เมื่อเห็นสีหน้าของเฟิ่งจางหยงจึงผ่อนคลายลง ถึงอย่างไรเฟิ่งจางหยงก็เป็นคนรอบคอบและเชื่อถือได้ เพราะความระแวงในตัวเหลียนอ๋องทำให้เขาใส่อารมณ์กับเฟิ่งจางหยงอย่างลืมตัว ถึงตอนนี้เขากับเฟิ่งจางหยงจะมีฐานะเป็นเจ้าแผ่นดินกับข้าราชบริพาร แต่ในสายตาของหนิงเฉิงฮ่องเต้เฟิ่งจางหยงไม่ได้เป็นเพียงขุนนางคนหนึ่งของเขา แต่ยังเป็นสหายคนสนิทที่อยู่เคียงข้างและผ่านความเป็นความตายมากับเขาอีกด้วย

‘ถึงอย่างไรข้าเองก็ไม่ควรลืมรักษาจิตใจของผู้เป็นสหายไม่เช่นนั้นแล้วจางหยงก็คงจะปฏิบัติต่อข้าดังเช่นขุนนางคนหนึ่งกับเจ้าแผ่นดินที่มีอำนาจเท่านั้น’ เขาคิดในใจก่อนจะระบายลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่

“ในเมื่อเจ้าจัดการแล้วเราก็วางใจ” หนิงเฉิงฮ่องเต้เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ใจเย็นลง

“ฝ่าบาท ท่านอย่าได้กังวลเรื่องอ๋องน้อยเหลียนเลยพ่ะย่ะค่ะ เรื่องที่พระองค์ทรงกังวลมีมากพอแล้ว หากพระองค์เชื่อใจกระหม่อม กระหม่อมจะดูอ๋องน้อยเหลียนไว้ไม่ให้คาดสายตา ไม่ให้เขาก่อเรื่องได้เป็นแน่”

“จางหยงไม่ว่าเราและเจ้าจะอยู่ในฐานะใด เจ้าคือสหายที่เราไว้ใจที่สุดเสมอ”หนิงเฉิงฮ่องเต้ยิ้มอย่างอ่อนแรงให้สหายของเขา

เฟิ่งจางหยงเห็นสีหน้าและรอยยิ้มของหนิงเฉิงฮ่องเต้ก็รับรู้ได้ทันทีว่าหนิงเฉิงฮ่องเต้คงเหนื่อยล้ากับราชกิจเป็นอย่างมาก เขาพึ่งจะครองราชย์ได้ไม่นานมีเรื่องมากมายที่ต้องจัดการ ทั้งเรื่องภายในท้องพระโรงที่ตัวหนิงเฉิงฮ่องเต้ไม่ได้มีฐานอำนาจมากนัก และยังจะแคว้นข้างๆที่มีความเคลื่อนไหวตั้งแต่ข่าวเรื่องการก่อกบฏแพร่กระจายออกไป ไม่เพียงแคว้นรอบด้านแม้กระทั่งแคว้นที่อยู่ในอำนาจการปกครองที่ถูกเหล่าท่านอ๋องทั้งหลายดูแลอยู่ก็มีความกระด้างกระเดื่องอยู่ไม่น้อย แต่ยังโชคดีที่ข่าวการปราบกบฏด้วยตนเองของหนิงเฉิงฮ่องเต้ก็ได้แพร่ออกไปเช่นกัน จึงทำให้เหล่าท่านอ๋องกลัวเกรงอยู่บ้างหากคิดจะกบฏขึ้นมาจริง ๆ

เพราะอ๋องที่ครองแคว้นในแต่ละแคว้นล้วนรู้กันดีถึงความสัมพันธ์ของเฉิงหนิงเฉิงกับเฉิงหนิงอันพี่น้องทั้งสองที่รักใคร่กัน ในราชวงศ์ที่ผ่านมามีแต่พี่น้องแย่งชิงบัลลังก์ มีเพียงสองคนพี่น้องนี้เท่านั้นที่ต้องการให้อีกฝ่ายได้ขึ้นเป็นฮ่องเต้

เมื่อเฉิงหนิงเฉิงได้รับรายงานจากแม่ทัพเฟิ่งพ่อของเฟิ่งจางหยง ว่าองค์รัชทายาทเฉิงหนิงอันก่อกบฏจับตัวฮ่องเต้ไว้เป็นตัวประกัน และไม่มีใครรู้ว่าฮ่องเต้ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ เมื่อได้รับรายงานถึงในใจเฉิงหนิงเฉิงจะไม่อยากเชื่อ แต่เฉิงหนิงเฉิงรู้ดีว่าแม่ทัพเฟิ่งไม่มีทางส่งรายงานนี้มาหากไม่ตรวจสอบแล้วเป็นอย่างดี เพราะแม่ทัพเฟิ่งย่อมรู้ดีถึงความสัมพันธ์ของเฉิงหนิงเฉิงกับเฉิงหนิงอันอยู่แล้ว

การปราบกบฏในครั้งนี้มีแต่คนคาดว่าองค์รัชทายาทเฉิงหนิงอันหากถูกจับได้ ก็คงจะเพียงแค่ถูกเนรเทศ เพราะพวกเขาล้วนคิดว่าเฉิงหนิงเฉิงคงไม่อาจตัดใจสังประหารผู้เป็นพี่ชายได้ แต่ทุกคนกลับต้องตกตะลึงเมื่อได้ยินว่าเฉิงหนิงเฉิงสังหารผู้เป็นพี่ชายด้วยมือตนเองต่อหน้าเหล่าทหาร แม้แต่พี่ชายที่เขาเทิดทูนเขายังกล้าสังหารอย่างไม่ปรานีนับประสาอะไรกับเหล่าท่านอ๋องทั้งหลายที่ไร้ความผูกพัน

นับตั้งแต่เหตุการณ์นั้นทำให้ทุกคนมองหนิงเฉิงฮ่องเต้ใหม่ ภาพที่จดจำในสายตาเหล่าขุนนางและผู้ที่เคยพบเจอว่าเขาเป็นเพียงองค์ชายแสนสำราญจิตใจอ่อนโยน และมักให้ความสำคัญกับคนที่อยู่ใกล้ตัวจนบางครั้งทำให้เขาขาดความเด็ดขาด บัดนี้ได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงไม่ว่าจะเป็นเพราะสถานการณ์บังคับหรือเพราะนี้อาจเป็นตัวตนที่ซ่อนอยู่ของเขา แต่มันทำให้ผู้ที่คิดจะช่วงชิงบัลลังก์หรือคิดจะตั้งแคว้นของตนให้เป็นแคว้นอิสระไม่ขึ้นต่อเขาก็ต้องคิดไตร่ตรองใหม่อีกครั้ง

หลังจากเฟิ่งจางหยงกลับไปไม่ถึงครึ่งวัน เฟิ่งจางหยงก็กลับมารายงานหนิงเฉิงฮ่องเต้ว่าอ๋องน้อยเหลียนส่งเทียบมาขอเข้าเฝ้าหนิงเฉิงฮ่องเต้และสวี่ฮองเฮาในวันพรุ่งนี้ หนิงเฉิงฮ่องเต้จึงได้อนุญาตให้เขาเข้าวังมาได้ เขาเองก็อยากรู้ว่าสาเหตุใดที่ทำให้อ๋องน้อยเหลียนเดินทางมาในครั้งนี้

ฝากกดถูกใจ กดติดตาม เพื่อเป็นกำลังให้ไรท์ด้วยนะคะ

ตอนที่3 สาเหตุที่มาเยือน

วันต่อมา ณ ตำหนักคุนหนิง

“ถวายบังคมฝ่าบาท” สวี่ฮองเฮาลุกขึ้นย่อตัวทำความเคารพทันทีที่เห็นหนิงเฉิงฮ่องเต้ก้าวเท้าเข้ามาถึงห้องโถงรับแขก

“ไม่ต้องมาพิธี” หนิงเฉิงฮ่องเต้เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

หนิงเฉิงฮ่องเต้รู้ว่าสวี่ฮองเฮายังไม่หายดี จึงได้ให้อ๋องน้อยเหลียนมาเข้าเฝ้าที่ตำหนักคุนหนิงแทนที่จะให้ไปเข้าเฝ้าที่ตำหนักเฉียนชิง แต่เขากลับคาดการณ์ผิดไป เขาคิดว่าอ๋องน้อยเหลียนจะเดินทางมาถึงก่อนเขา แต่จะให้เขายืนรออยู่หน้าตำหนักก็จะเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในวังหลัง เขาจึงต้องเข้ามารอในตำหนัก

สวี่ฮองเฮาให้นางกำนัลยกชาเข้ามาให้หนิงเฉิงฮ่องเต้ทั้งคู่นั่งเงียบไม่เอ่ยอันใดต่อกัน จนกระทั่งสวี่ฮองเฮาไอเสียงดังขึ้น

“เจ้าอาการเป็นเช่นไรบ้าง ต้องให้เชิญหมอหลวงมาหรือไม่” หนิงเฉิงฮ่องเต้หันมาเอ่ยกับสวี่ฮองเฮาหลังจากได้ยินเสียงไอ

“หม่อมฉันไม่เป็นอันใดมากเพคะ ไม่ต้องเชิญหมอหลวงมาหรอกเพคะ” สวี่ฮองเฮายิ้มให้หนิงเฉิงฮ่องเต้ เมื่อเห็นท่าทางเป็นห่วงของเขา

เขาไม่แม้แต่จะส่งยิ้มคืนให้นาง รอยยิ้มของสวี่ฮองเฮาหายไปทันทีที่หนิงเฉิงฮ่องเต้เมินหน้าใส่นาง ทั้งสองกลับไปนั่งนิ่งเงียบอีกครั้ง ทำเอาคนที่อยู่ภายในห้องโถงรับแขกรู้สึกอึดอัดไปด้วย

เพียงไม่นานทุกคนก็รู้สึกหายใจทั่วท้องทันทีเมื่อเกากงกงเข้ามารายงานว่าอ๋องน้อยเหลียนมาถึงตำหนักคุนหนิงแล้ว แต่เขาไม่ได้มาเพียงคนเดียวยังนำสตรีมาอีกนางหนึ่งด้วย

เมื่อเขาทั้งสองเข้ามายังห้องโถงได้พบเจอกับหนิงเฉิงฮ่องเต้และสวี่ฮองเฮา พวกเขาก็ทำความเคารพอย่างนอบน้อม

“ตามสบาย ไม่ต้องมากพิธี” หนิงเฉิงฮ่องเต้เอ่ย

“ขอบพระทัยฝ่าบาท” อ๋องน้อยเหลียนกับหลี่เยว่เล่อเอ่ยขึ้นพร้อมกัน

“กระหม่อมขอแนะนำฝ่าบาทให้รู้จัก สตรีผู้นี้คือหลี่เยว่เล่อนางเป็นสหายของฮองเฮาพ่ะย่ะค่ะ เพราะนางต้องไว้ทุกข์ให้บิดามารดาที่เสียไปจึงทำให้ไม่ได้เจอกับฮองเฮาเสียนาน ก่อนจะมาแต่งงานกับฝ่าบาท ฮองเฮาทรงบ่นอยากเจอนางมาตลอด วันนี้กระหม่อมจึงพานางมาหาฮองเฮาพ่ะย่ะค่ะ” อ๋องน้อยเหลียนแนะนำสตรีที่อยู่ด้านข้างให้หนิงเฉิงฮ่องเต้ได้รู้จัก และเพื่อจะบอกแก่สวี่ฮองเฮาเป็นนัยว่าสตรีผู้นี้เป็นใคร

สวี่ฮองเฮาเมื่อได้ยินชื่อของสตรีผู้นั้นก็ถึงกับยิ้มออกมาอย่างดีใจจนมีน้ำใสๆซึมออกมาจากหางตา เมื่อนางตั้งสติได้ก็ยกผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตาทันทีแต่ไม่ทันหนิงเฉิงฮ่องเต้ก็หันมาเห็นเสียแล้ว

“เจ้าเป็นอันใดอย่างนั้นหรือ”

“หม่อมฉันไม่เป็นไรเพคะ เพียงแต่หม่อมฉันดีใจที่ได้เจอนางเท่านั้น”

ท่าทีของสวี่ฮองเฮาทำให้หนิงเฉิงฮ่องเต้แปลกใจอยู่ไม่น้อย เพราะหากเป็นสหายที่สวี่ฮองเฮาอยากพบเจอจริง ๆก็ต้องแสดงท่าทีดีใจตั้งแต่เห็นหน้าของนาง แต่สวี่ฮองเฮากลับแสดงความดีใจหลังจากอ๋องน้อยเหลียนแนะนำนาง หรือความจริงแล้วสวี่ฮองเฮาไม่ได้รู้จักนางมาตั้งแต่แรก แต่กำลังแสร้งเป็นดีใจที่เจอนางให้เขาได้เห็น

หนิงเฉิงฮ่องเต้สังเกตว่าหลี่เยว่เล่อผู้นี้ตั้งแต่เข้ามานางก็เอาแต่มองสวี่ฮองเฮาและเผลอยิ้มออกมาบ่อยครั้ง เขามั่นใจว่าหลี่เยว่เล่อผู้นี้จะต้องรู้จักสวี่ฮองเฮาจริง ๆ และการมาของอ๋องน้อยเหลียนกับหลี่เยว่เล่อในครั้งนี้ต้องมีแผนการซ่อนอยู่เป็นแน่ ไม่เช่นนั้นแล้วคงไม่โกหกเขาเรื่องที่ทั้งสองเป็นสหายกัน

ยังไม่ทันที่พวกเขาจะได้พูดคุยกันต่อ สวี่ฮองเฮาก็ไอขึ้นมาอีก แต่ครั้งนี้นางไอไม่หยุดและดูเหมือนจะรุนแรงขึ้น หนิงเฉิงฮ่องเต้จึงได้สั่งให้คนไปเชิญหมอหลวงมาตรวจร่างกายของสวี่ฮองเฮา และให้เหล่านางกำนัลพาสวี่ฮองเฮาไปพักผ่อน

หนิงเฉิงฮ่องเต้หันมาเห็นสีหน้าของอ๋องน้อยเหลียนกับหลี่เยว่เล่อมีท่าทางเป็นห่วงสวี่ฮองเฮาจนเห็นได้ชัด จึงได้ทีเชื้อเชิญให้ทั้งคู่พักอยู่ในวังหลวงก่อน เพื่อจะได้จับตาดูทั้งคู่ได้โดยง่าย

“ฮองเฮาร่างกายไม่แข็งแรงนัก บวกกับอากาศช่วงนี้เริ่มเย็นแล้ว นางยังปรับร่างกายไม่ได้ พวกเจ้าก็อยู่ค้างในวังเถิดเราจะให้คนไปจัดเตรียมที่พักให้ พวกเจ้าเดินทางมาเหนื่อยก็พักผ่อนเอาแรงก่อน พรุ่งนี้ค่อยมาเข้าเฝ้าฮองเฮาอีกครั้ง”

“กระหม่อมเป็นบุรุษค้างในวังคงไม่เหมาะสมนัก กระหม่อมขอกลับไปพักที่นอกวังดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ การมายังเมืองหลวงของกระหม่อมครั้งนี้มีเพียงพาหลี่เยว่เล่อมาพบกับฮองเฮาเท่านั้น จึงไม่อยากรบกวนฝ่าบาท” อ๋องน้อยเหลียนรู้ว่าหนิงเฉิงฮ่องเต้ให้คนคอยจับตาดูเขาตั้งแต่เข้าเมืองมา เขาจึงได้บอกสาเหตุที่แท้จริงให้หนิงเฉิงฮ่องเต้ได้รับรู้ เพื่อให้เขาคลายความระแวงลง

“รบกวนอันใดกันถึงอย่างไรเจ้าก็เป็นแขกเราก็ควรดูแลเจ้าให้ดี หากเจ้าไม่อยากค้างในวัง เราก็จะให้คนเตรียมเรือนรับรองให้ที่นอกวัง ส่วนหลี่เยว่เล่อในเมื่อนางเป็นสหายที่ไม่ได้พบเจอกันมานานของฮองเฮา เช่นนั้นเจ้าก็ค้างที่ตำหนักคุนหนิงแล้วกัน” หนิงเฉิงฮ่องเต้เอ่ยพร้อมหันไปมองหน้าหลี่เยว่เล่อ

“ขอบพระทัยเพคะฝ่าบาท” หลี่เยว่เล่อเห็นท่าทางอ๋องน้อยเหลียนจะคัดค้านหนิงเฉิงฮ่องเต้ จึงรีบเอ่ยขึ้นทันที

“เช่นนั้นก็ดี เกากงกงท่านไปส่งท่านอ๋องน้อยเหลียนออกจากวัง และจัดเตรียมเรือนรับรองให้อ๋องน้อยเหลียนด้วย” หนิงเฉิงฮ่องเต้พูดกับหลี่เยว่เล่อเสร็จ ก็หันมาสั่งขันทีข้างกาย ก่อนจะเสด็จออกจากตำหนักคุนหนิงไป

“หากเจ้าต้องการอันใด ก็บอกกับนางกำนัลหลู่ได้นะ” อ๋องน้อยเหลียนหันมาเอ่ยกับหลี่เยว่เล่อด้วยสีหน้าและน้ำเสียงเป็นห่วง แต่จะพูดมากกว่านี้ก็ไม่ได้เพราะเกากงกงยืนอยู่ไม่ไกลนัก

“เพคะ ท่านอ๋องน้อยอย่างได้เป็นห่วงหม่อมฉันเลย หม่อมฉันปรับตัวเก่ง ถึงจะแปลกที่หม่อมฉันก็อยู่ได้เพคะ” นางตอบกลับพร้อมรอยยิ้ม

“ท่านอ๋องน้อย อย่าได้ทรงเป็นห่วงคุณหนูหลี่เลยเพคะ ฮองเฮาทรงให้หม่อมฉันมาคอยดูแลคุณหนูหลี่ เช่นนั้นหม่อมฉันต้องดูแลคุณหนูหลี่เป็นอย่างดีแน่เพคะ” หลู่ม่านม่านเดินมาได้ยินที่อ๋องน้อยเหลียนเอ่ยกับหลี่เยว่เล่อพอดีจึงได้รีบเข้ามาบอกอ๋องน้อยเหลียนเพื่อให้เขาสบายใจ

หลังจากหนิงเฉิงฮ่องเต้กับอ๋องน้อยเหลียนออกจากตำหนักคุนหนิงไป หลู่ม่านม่านนางกำนัลคนสนิทที่รับใช้สวี่ฮองเฮาตั้งแต่อยู่แคว้นเหลียนก็มาพาหลี่เยว่เล่อไปยังห้องรับรอง

“เจ้าเตรียมน้ำให้เราอาบหน่อยได้หรือไม่” หลี่เยว่เล่อเมื่อเข้ามาภายในห้องรับรอง ก็เอ่ยขึ้นเสียงดัง

เมื่อหลู่ม่านม่านได้ยินเช่นนั้นก็สั่งให้นางกำนัลคนอื่นไปเตรียมน้ำอุ่นและเสื้อผ้ามาให้หลี่เยว่เล่อทันที หลู่ม่านม่านไล่นางกำนัลคนอื่นออกไป

“พวกเจ้ามีอะไรก็ไปทำเถอะ ฮองเฮาสั่งให้ข้าดูแลคุณหนูหลี่ เช่นนั้นข้าก็จะเป็นคนปรนนิบัติคุณหนูหลี่เอง”

เมื่อทุกคนออกไปหมดแล้ว หลี่เยว่เล่อก็ถอดอาภรณ์ออกก่อนจะลงไปในอ่างน้ำเพื่อแช่น้ำอุ่น นางรู้ดีว่ายามอาบน้ำจะเป็นยามที่องครักษ์ลับจะต้องถอยออกไปไม่กล้ามาจับตาดูนาง และยังเป็นข้ออ้างในการไล่เหล่านางกำนัลขันทีที่เป็นหูเป็นตาให้หนิงเฉิงฮ่องเต้ได้อีกด้วย

“เจ้ารู้ใช่หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร” หลี่เยว่เล่อถามหลู่ม่านม่าน

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...