โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภาพยนตร์

Michael J. Fox แนะแนว นักแสดงยุค 80s ดังได้ด้วยความสามารถ ไม่เหมือนคนดังยุคโซเชียลที่ทำตามคนอื่นไปหมด

BT Beartai

อัพเดต 14 เม.ย. 2567 เวลา 19.44 น. • เผยแพร่ 14 เม.ย. 2567 เวลา 19.44 น.
Michael J. Fox แนะแนว นักแสดงยุค 80s ดังได้ด้วยความสามารถ ไม่เหมือนคนดังยุคโซเชียลที่ทำตามคนอื่นไปหมด

ไมเคิล เจ ฟอกซ์ (Michael J. Fox) นักแสดงชาวอเมริกัน-แคนาดา วัย 62 ปีเจ้าของบทหนุ่มน้อย มาร์ตี้ แม็กฟลาย (Marty McFly) จากหนังไซไฟไตรภาคชื่อดัง ‘Back to the Future’ ที่ทุกวันนี้กลายมาเป็นไอคอนในวัฒนธรรมป๊อปยุค 80s ที่กลายมาเป็นแม่แบบให้กับทั้งวงการฮอลลีวูด และบรรดา Pop-Culture และเขาก็ใช้เวลากว่า 10 ปีในวงการพิสูจน์ผลงานที่ได้รับการประจักษ์ในฝีมือ

ก่อนที่ในเวลาต่อมาเขาจะต้องเผชิญกับโรคพาร์กินสัน จนทำให้เขาตัดสินใจค่อย ๆ ถอยห่างจากวงการ และประกาศหยุดรับงานแสดงไปเพราะมีปัญหาด้านการเคลื่อนไหว การพูด และการจดจำ จนล่าสุดเมื่อไม่นานมานี้ เขาเองก็ได้ออกมาเปิดเผยว่า แม้โรคร้ายที่เขาต้องเผชิญมายาวนานกว่า 30 ปีจะเป็นอุปสรรค แต่เขาก็พร้อมที่จะกลับไปทำงานแสดงอีกครั้ง ถ้ามีบทบาทที่สอดคล้องกับตัวเขาในปัจจุบัน

ในวาระที่นิตยสาร People ฉลองครบรอบ 50 ปี บนหน้าปกฉบับล่าสุดจึงเป็นการรวมเอานักแสดงระดับไอคอนจากหลาย ๆ ยุคสมัยมารวมกันตามธรรมเนียม และ 1 ในนั้นก็คือฟอกซ์ ที่ได้มีโอกาสมาถ่ายภาพขึ้นปกและให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการเป็นนักแสดงรุ่นเก๋าที่มีผลงานในระดับไอคอนของโลก และยังคงได้รับการยอมรับจากสิ่งที่เขาทำหลังจากนั้น

นอกจากนี้ ฟอกซ์ยังได้ให้ทัศนะแบบตรงไปตรงมาเกี่ยวกับการเป็นดารายุค 80s ในแบบที่เขาเป็น เปรียบเทียบกับการเป็นคนดังยุคโซเชียลมีเดียในปัจจุบัน เพราะนักแสดงในยุคนั้นไม่ได้มาเป็นกันได้โดยง่ายเหมือนสมัยนี้ แต่ต้องพิสูจน์กันด้วยฝีมือการทำงานให้เห็นจริง ๆ และที่สำคัญคือ ในยุคนั้นไม่ได้มีโซเชียลมีเดียที่เอื้อให้คนธรรมดากลายเป็นคนดังได้เพียงแค่เลียนแบบสิ่งที่คนอื่นทำตาม ๆ กันมา

Michael J. Fox Back to the future

“มีคำพูดประโยคหนึ่งที่ผมเคยพูดไว้ตอนที่ผมรับรางวัลออสการ์กิติมศักดิ์ให้ผมว่า มีคนพูดกัยผมเมื่อวันก่อน พวกเขากำลังพูดถึงชื่อเสียงและการได้รับรางวัลออสการ์ แล้วพวกเขาก็บอกว่าผมคือ ‘ดารายุค 80s’ ซึ่งผมคิดว่า ว้าว มันเจ๋งมากเลยนะที่ผมมีชื่อเสียงในยุค 80s น่ะ เพราะพวกเราแตกต่างจากยุคอื่น”

“ตอนนั้นเราแข็งแกร่งมาก เราไม่มีโซเชียลมีเดีย เราไม่มีเรื่องไร้สาระอะไรพรรค์นั้น เรามีแต่ชื่อเสียงที่มีแต่ความสามารถของเราเองแบบเพียว ๆ และมันก็เป็นช่วงเวลาที่น่าอัศจรรย์มาก ๆ “

ฟอกซ์เริ่มต้นการเป็นนักแสดงตั้งแต่ปลายยุค 70s ด้วยการรับบทสมทบในทีวีซีรีส์และซิตคอม เขาเริ่มจะเป็นที่รู้จักจากซีรีส์ ‘Palmerstown, U.S.A.’ (1980–1981) ของ CBS และเริ่มมีผลงานการแสดงภาพยนตร์ครั้งแรกในหนังเรื่อง ‘Midnight Madness’ (1980) และเริ่มโด่งดังอีกขั้นด้วยการรับบทนำในซิตคอม ‘Family Ties’ (1982 – 1989) ของช่อง NBC ที่ส่งให้เขาได้รับรางวัล Emmy Awards 3 ปีติดต่อกัน

ก่อนจะโด่งดังในระดับฮอลลีวูดด้วยการรับบท มาร์ตี้ แม็กฟลาย ในหนังไซไฟ ‘Back to the Future’ (1985) ที่ประสบความสำเร็จจนได้แสดงในภาคต่ออีก 2 ภาค ทั้ง ‘Part II’ ในปี 1989 และ ‘Part III’ ในปี 1990 และตัวเขา รวมทั้งหนังชุดนี้ก็กลายมาเป็นไอคอนของยุค 80s ในเวลาต่อมา

ฟอกซ์เล่าต่อไปว่า การมีชื่อเสียงและกลายมาเป็นไอคอนแห่งยุคนั้นเป็นอะไรที่ยากกว่าในยุคปัจจุบัน ที่ผู้คนใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือในการสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองได้โดยง่าย แต่ในยุคนั้น การที่นักแสดงสักคนจะมีชื่อเสียงได้ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความสามารถล้วน ๆ

“สิ่งที่ช่วยให้คุณมีชื่อเสียงได้คือ คุณต้องมีความสามารถครับ เราต้องทำงานกันหนักมาก ต้องคอยดูนักแสดงคนอื่น ต้องหมั่นนั่งลงพูดคุยกับนักแสดงคนอื่น ๆ พูดคุยไถ่ถามเกี่ยวกับการแสดง พูดคุยแต่กับเรื่องนี้ แต่พอมาถึงตอนนี้ ทุกคนเอาแต่ถามว่า ใครเป็นต้นแบบของคุณ ? คุณเอาอะไรมาเป็นต้นแบบให้กับคุณ ? ที่คุณเต้นนี่มันท่าอะไรนะ ? แล้วอยู่ดี ๆ คุณก็กลายเป็นคนที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกเสียเฉย ๆ “

หลังจากสร้างชื่อในแฟรนไชส์ ‘Back to the Future’ ในปี 1991 ตอนที่เขามีอายุครบ 29 ปี เขาได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่ามีอาการของโรคพาร์กินสัน เขาเองยังคงรับงานแสดงสมทบเล็ก ๆ น้อย ๆ จนกระทั่งในปี 1995 เขาจึงเริ่มค่อย ๆ ถอยจากวงการ ฟอกซ์ได้มีโอกาสเปิดเผยข่าวช็อกเป็นครั้งแรกกับนิตยสาร People ในปี 1998 ซึ่งเขายังเปิดเผยคำวินิจฉัยของแพทย์ว่า ร่างกายของเขาอาจยังคงใช้งานเป็นปกติได้อีกไม่เกิน 10 ปี เขาได้เปิดเผยความรู้สึกถึงผลคำวินิจฉัย

“มันเป็นเรื่องยากจริง ๆ ผมเองไม่ได้อยากพูดเรื่องนี้ แต่ด้วยธรรมชาติของโรคพาร์กินสัน มันจะต้องปรากฏชัดเจนไม่ช้าก็เร็ว ผมรู้สึกกังวลกับเรื่องนี้ คนสัมภาษณ์เขาเก่งจริง ๆ เขาบอกว่า ผมจะเล่าเรื่องนี้ยังไงให้ได้ประโยชน์จากเรื่องราวของคุณให้มากที่สุดเกี่ยวกับโรคพาร์กินสัน ซึ่งผมยังนึกไม่ถึงหรอกว่ามันจะมีผลกระทบอย่างไร ผมภูมิใจที่ผมมีความกล้าที่จะพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้ออกไปสู่ภายนอก และผู้คนก็ให้ความสำคัญกับโรคนี้อย่างจริงจัง มันไม่ใช่เพราะผม-แต่โรคนี้ มันทำให้เปลี่ยนแปลงโลกได้นิดหน่อย”

Michael J. Fox Back to the future

ปี 2000 เขาได้ก่อตั้งมูลนิธิไมเคิล เจ ฟอกซ์ (Michael J. Fox Foundation) ขึ้นเพื่อระดมทุนสำหรับสนับสนุนการวิจัยเกี่ยวกับโรคพาร์กินสัน ที่ได้ช่วยเหลือให้มีการพัฒนาการรักษาโรคนี้ให้ดีขึ้นมาโดยตลอดในปี 2006 มูลนิธินี้กลายเป็นผู้ให้ทุนวิจัยของเอกชนเกี่ยวกับโรคพาร์กินสันรายใหญ่ที่สุด และในปี 2023 มูลนิธินี้ยังระดมทุนเพื่อช่วยเหลืองานวิจัยไปรวมทั้งหมดแล้วกว่า 2,000 ล้านเหรียญ และกลายเป็นผู้ให้ทุนสนับสนุนด้านการวิจัยโรคพาร์กินสันแบบไม่แสวงหากำไรรายใหญ่ที่สุดในโลก

แม้เขาเองจะต้องอยู่กับโรคพาร์กินสันมาอย่างยาวนานกว่า 30 ปี แต่การเคลื่อนไหวเพื่อช่วยเหลือโรคพาร์กินสันของเขาก็นับว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงาม จนทำให้สถาบันศิลปะและวิชาการทางภาพยนตร์ (Academy of Motion Picture Arts and Sciences: AMPAS) ผู้จัดงานรางวัลออสการ์ (Academy Awards) ได้มอบรางวัลออสการ์กิติมศักดิ์ รางวัล จีน เฮอร์โชลต์ ด้านมนุษยธรรม (Jean Hersholt Humanitarian Award) ทำให้เขาเป็น 1 ใน 39 บุคคลที่ได้รับการยกย่องในงานด้านมนุษยธรรม และเขายังได้กล่าวในคำกล่าวรับรางวัลว่า โรคพาร์กินสันเป็นดั่งของขวัญที่มอบให้แก่เขาได้รู้จักการมองโลกในแง่ดี

แม้ในปี 1998 แพทย์จะวินิจฉัยให้ฟอกซ์สามารถใช้ร่างกายได้อีกไม่เกิน 10 ปี แต่ทุกวันนี้เขาเองก็ยังคงสามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้ตามอัตภาพมาอย่างยาวนานกว่าที่คิด สิ่งที่เขาแนะนำได้คงไม่ใช่แค่การมีชีวิตอยู่อย่างไร แต่จะมีชีวิตอย่างไรในแบบที่ตัวเราสามารถเลือกได้ด้วยตัวเอง

“สิ่งที่ผมเคยเชื่อในตอนนั้น กับสิ่งที่ผมเชื่อในตอนนี้มันอาจจะไม่เหมือนกันหรอก แต่คุณอยากทำอะไรก็ได้ที่คุณอยากจะทำ คุณไม่จำเป็นต้องเชื่อคำทำนายของคนอื่นว่าชีวิตของคุณจะเป็นอย่างไร ชีวิตมันจะเป็นไปในแบบที่คุณสร้างขึ้นมาต่างหาก”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...