โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เพิ่มมูลค่า โฉนดที่ดิน ส.ป.ก. สู่มือเกษตรกร 2.1 แสนครัวเรือน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 13 มี.ค. 2567 เวลา 08.07 น. • เผยแพร่ 13 มี.ค. 2567 เวลา 08.07 น.

ในระหว่างที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดำเนินการตามเอ็มโอยู เพื่อแก้ปัญหาที่ดิน ส.ป.ก.ทับซ้อนพื้นที่อุทยานฯ เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของสองหน่วยงานในเรื่องการจัดสรรที่ดินช่วยเหลือเกษตรกรให้ไปในทางที่ถูกต้อง ชอบธรรม และการทำการเกษตรเชิงอนุรักษ์ เพื่อรักษาและดูแลสภาพสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติให้คงอยู่

กระทรวงเกษตรฯได้ออกมาฉายภาพถึงนโยบายการเปลี่ยนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) เป็นโฉนดเพื่อเกษตรกร หรือที่เรียกว่าโฉนดที่ดิน ส.ป.ก. ซึ่งนับเป็นหนึ่งในนโยบายที่สำคัญของรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน ที่ได้ประกาศไว้เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2566 โดยการขับเคลื่อนของ “ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า” ซึ่งเห็นถึงปัญหา “ที่ดิน ส.ป.ก.” มาตลอดเมื่อครั้งที่เคยรับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทั่งกลับมารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงหลักการสำคัญในการออกเอกสารที่ดิน ส.ป.ก. ว่า เป็นการออกเพื่อให้เกษตรกรทำเกษตรกรรมเท่านั้น เอกสารนี้ไม่สามารถไปซื้อขาย โอน หรือจำนอง หรือใช้ทำประโยชน์อื่นที่ไม่ใช่การทำเกษตรกรรม แต่อย่างไรก็ตาม เอกสารนี้สามารถโอนเป็น “มรดก” ให้ทายาททำเกษตรกรรมต่อได้ รัฐบาลอยากให้ประชาชนมีสิทธิในการใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ จึงได้มอบให้สำนักงาน ส.ป.ก.ไปดำเนินการ

เกษตรกรตายไปพร้อมที่ดิน ส.ป.ก.

นายเกียรติยศ ทรงสง่า ผู้อำนวยการสำนักจัดการปฏิรูปที่ดิน ส.ป.ก.ถ่ายทอดแนวทางการทำงานของ ส.ป.ก. ว่าสาเหตุของการขับเคลื่อนนโยบายโฉนด ส.ป.ก.เกิดจากเกษตรกรที่ได้รับสิทธิเข้าสู่ภาวะสูงวัย ไทยไม่มีการเปลี่ยนมือเกษตรกรที่ได้รับสิทธิในการทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน ส.ป.ก.เลย นับตั้งแต่ ส.ป.ก.ตั้งมาเมื่อปี 2518 ซึ่งจากข้อมูลตรวจสอบพบว่าเกษตรกรที่สูงวัยจนกระทั่งเสียชีวิตไปพร้อมกับการถือครองสิทธิที่ดิน ส.ป.ก.ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมามีถึง 270,000 ราย ทำให้ต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการไปติดตามเรื่องนี้

ธรรมนัสลุยแก้ปี’64

ส.ป.ก.ติดกับดักตั้งแต่ปี 2518 กำหนดให้โอนสิทธิถ่ายทอดให้กับ “ทายาท” เท่านั้น ซึ่งทายาทในที่นี้นับ 5 รุ่นคือ พี่น้อง พ่อแม่ สามีภรรยา ลูก และหลาน ทำให้ไม่สามารถถ่ายโอนสิทธิในการใช้ประโยชน์ได้ เพราะลูกหลานผู้รับมรดกอาจจะไม่ได้ทำเกษตรกรรม และที่ผ่านมา ส.ป.ก.ไม่มีกฎระเบียบเกี่ยวกับการจ่ายชดเชยให้เกษตรกรที่นำที่ดินมาคืน เมื่อเลิกใช้ประโยชน์จากที่ดิน ส.ป.ก.แล้ว จึงเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้เกษตรกรตัดสินใจขายให้เกษตรกรรายอื่น ซึ่งผิดระเบียบ ส.ป.ก. แต่เป็นช่องทางที่ยากในทางกฎหมาย

นั่นจึงเป็นเหตุให้ร้อยเอกธรรมนัสในฐานะประธานคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (คปก.) หรือ บอร์ด ส.ป.ก. ได้นำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุม เพื่อให้มีการปรับแก้ไขระเบียบ ส.ป.ก.เมื่อปี 2564 เป็นการแก้มา “ครึ่งทาง” คือขยายจากทายาทมาเป็น “เครือญาติ” ได้ หมายถึงขยายวงฝ่ายสามีหรือภรรยา ทำให้มีผู้ได้รับสิทธิถ่ายทอดทายาทเพิ่มจาก 5 ชั้น เป็น 11 ชั้น คือ ฝ่ายปู่ย่า ฝ่ายสามีหรือภรรยา หลาน เหลน หลิน แต่ก็ยังไม่สามารถคลี่คลายปัญหาได้

“หลักการพิจารณาเรื่องการเปลี่ยนมือ ต้องการเปลี่ยนมือจากเกษตรกรไปสู่เกษตรกร และพื้นที่ต้องเป็นเกษตรกรรม และเกษตรกรรมต้องไม่เกิน 50 ไร่ และ ส.ป.ก.ยังต้องเป็นนายทะเบียน ฉะนั้น การพูดถึงโฉนดที่ดินเพื่อการเกษตรจะไม่ได้หมายถึงโฉนดที่ดินของกรมที่ดิน แต่เป็นโฉนดที่ ส.ป.ก.เป็นนายทะเบียน ที่ดินรัฐก็ยังคงเป็นที่ดินรัฐ ไม่ได้ตกเป็นของเอกชน ส.ป.ก.ยังทำที่ดินรัฐ เอาสิ่งที่เกษตรกรทำลับหลังเรามาทำเสียใหม่”

สั่ง “สิ้นสิทธิ” โทษสูงสุด

เรื่องนี้มีความเชื่อมโยงกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 3-4 ฉบับ ที่ใช้ระเบียบการคัดเลือกเกษตรกรมาตั้งแต่ปี 2535 ซึ่งทางร้อยเอกธรรมนัสได้ปรับเปลี่ยน ปี 2564 ปัจจุบันได้พัฒนาเป็นโฉนดเพื่อการเกษตร เรียกว่า “ระเบียบการคัดเลือกปี 2566” ให้เกิดความทันสมัย

ทั้งยังแก้ระเบียบการใช้ประโยชน์ที่ดินด้วย โดยกำหนดว่าเกษตรกรหรือสถาบันเกษตรกรมีสิทธิหน้าที่อะไรที่ต้องทำ ซึ่งจะมีผลสำคัญต่อเกษตรกร เพราะถ้าไม่ปฏิบัติตามระเบียบนี้ ส.ป.ก.ก็สามารถสั่งให้ “สิ้นสิทธิ” ได้ เช่น การเอาที่ไปใช้ไม่ตรงวัตถุประสงค์ ไปขายให้คนอื่น หรือไปทำกิจกรรมอย่างอื่นที่ไม่ใช่เกษตรกรรม หรือทำให้สภาพแวดล้อมเสื่อมโทรมไป เป็นต้น ซึ่งจะทำให้คนที่สิ้นสิทธิ “เสียโอกาส” ในการใช้ประโยชน์จากที่ดิน

หลักเกณฑ์การเป็นโฉนดที่ดิน ส.ป.ก.

เกษตรกรที่ต้องการเปลี่ยนจากกรรมสิทธิ์ที่ถือครองมา 5 ปีเป็นโฉนดที่ดิน ส.ป.ก. สามารถไปยื่นคำร้องได้ 3 ช่องทางคือ 1.สำนักงาน ส.ป.ก. 2.เว็บไซต์ 3.โมบายยูนิต

ทั้งนี้ ส.ป.ก.กำหนดเงื่อนไขว่าหลังจากเปลี่ยนเป็นโฉนดแล้วจะต้องถือครองโฉนดที่ดิน ส.ป.ก. 2 ปี จึงจะเปลี่ยนมือได้ โดยคุณสมบัติผู้ที่จะมารับสิทธิเปลี่ยนมือในที่ดิน ส.ป.ก. จะต้องรับทั้ง “ภาระหนี้และทรัพย์สิน” บนที่ดินนั้นได้ ส่วนคุณสมบัติผู้รับสิทธิรายใหม่ ส.ป.ก.จะมีการจัดคิวสำหรับผู้ยื่นขอที่ดินแปลงว่าง

ส่วนการปรับเกณฑ์ “ค่าชดเชย” สำหรับคนที่มาคืนสิทธิที่ดิน ส.ป.ก. เพราะไม่ได้ใช้ประโยชน์แล้วนั้น ในปัจจุบันกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจว่าคนมาคืนจะได้ค่าชดเชย แต่กระทรวงตระหนักว่ากฎหมายนี้เป็นสิ่งหนึ่งที่ต้องทำในอนาคตเช่นกัน โดยขณะนี้ได้ตั้งคณะกรรมการเพิ่มมูลค่าที่ดินเพื่อการเกษตรแล้ว ประชุมไปแล้ว 2-3 รอบ

รีเช็กการใช้ที่ดิน ส.ป.ก.ทุกปี

ปัจจุบัน ส.ป.ก.ถือที่ดินรัฐคิดเป็นพื้นที่ 40 ล้านไร่ จัดสรรแล้ว 36 ล้านไร่ โดยกำหนดให้กับบุคคลที่ถือครองที่ดินมาแล้ว 5 ปี จึงจะสามารถเปลี่ยนโฉนดได้ ซึ่งมีจำนวน 210,000 ครอบครัว เป็นไปตามกฎหมาย ส.ป.ก. มาตรา 4 ที่กำหนดให้ ส.ป.ก.มีอำนาจในการปรับปรุงสิทธิในการถือครองได้

และที่สำคัญกฎหมายยังกำหนดให้ ส.ป.ก.สามารถตรวจสอบการใช้ประโยชน์จากที่ดินหลังจากได้รับสิทธิไปแล้วด้วย ว่าใช้ตามวัตถุประสงค์หรือไม่ โดยหลักเกณฑ์สำคัญคือ ดูจากพื้นที่เป็นหลักว่าประกอบอาชีพเกษตรกรรมหรือไม่ ส่วนการตรวจสอบตัวเกษตรกรผู้ได้รับสิทธิต้องดูอาชีพว่าใช้เวลาส่วนใหญ่ในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมหรือไม่

โดยขั้นตอนปกติของการตรวจสอบ ส.ป.ก.จะให้นิติกรตรวจคุณสมบัติการเป็นเกษตรกร และการถือครองที่ คือต้องมีที่ดินไม่เกิน 50 ไร่ ปัจจุบันมีข้อมูลหน่วยงานรัฐที่ช่วยจัดสรรที่ดินมี 9 หน่วยงาน ซึ่ง “ลิงก์กันหมด” หากมีที่ดินอื่นเกิน 50 ไร่ก็ไม่จัดสรรให้

“ปีหนึ่งมีแผนงานงบประมาณในการตรวจประมาณ 2 ล้านไร่ แผนนี้จะตรวจสอบ 2 ลักษณะ มีคณะกรรมการในพื้นที่ นายอำเภอหรือปลัดที่ได้รับมอบหมายเป็นประธาน มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นกรรมการ เกษตรกรเข้าร่วม หากแปลงไหนต้องสงสัยว่าเกษตรกรเสียชีวิต หรือไม่ทำประโยชน์ทางด้านเกษตรกรรมแล้ว จะลิสต์มาว่าไม่ทำเกษตรแล้ว และส่วนที่ 2 ตรวจจากแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศทุกปี ถ้าพบผิดปกติของพื้นที่ เราจะชี้เป้าแจ้งจังหวัดลงไปตรวจในพื้นที่จริง เช่น มักจะพบการลักลอบขุดหน้าดินไปขาย ก็ให้จังหวัดไปตรวจสอบ”

ยกระดับมูลค่าที่ดิน

เรื่องที่ 3 คือการยกระดับเพิ่มมูลค่าให้กับที่ดิน ส.ป.ก. โดยสิทธิประโยชน์ “โฉนดที่ดิน ส.ป.ก.” ครุฑสีเขียว จะได้รับคือ

1.ใช้เป็นหลักทรัพย์ในการขอกู้ โดยสิทธิประโยชน์เดิมของผู้ถือเอกสาร ส.ป.ก.4-01 สามารถนำเอกสาร ส.ป.ก.ไปเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันในการขอกู้ที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้อยู่แล้ว

“เมื่อเปลี่ยนจากเอกสาร ส.ป.ก.เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร ทางเราพยายามจะยกระดับวงเงินกู้ขึ้นไปได้ 60% ของมูลค่าที่ดิน ซึ่งเมื่อปล่อยสินเชื่อจริง ๆ โดยปกติจะได้ประมาณ 50% ของมูลค่าที่ดิน หรือประมาณ 30,030 บาท ซึ่งคิดว่าเป็นอัตราที่น้อยไป ซึ่งเบื้องต้นจากการหารือกันจะปล่อยสินเชื่อจาก 60% เป็น 80% ของราคาประเมินเลย ถ้าประเมิน 100 บาทได้ 80 บาท ตอนนี้ร่างกำลังตรวจอยู่ 2 ฝ่าย คาดว่าจะลงนามเร็ว ๆ นี้”

อีกด้านมี “กองทุนปฏิรูปที่ดิน” ซึ่งเกษตรกรสามารถติดต่อที่ทางจังหวัด หากราคาประเมินปล่อยสินเชื่อได้ 100 ส.ป.ก.ให้ 100 บาทเลย นอกจากนี้ ยังมีหน่วยงานอื่นที่จัดหาให้เพิ่ม คือสหกรณ์ นอกจากสถาบันการเงินอย่าง ธ.ก.ส.แล้ว

2.ส่วนที่อยู่ระหว่างดำเนินการใช้เป็นหลักทรัพย์ประกันตัวมี 2 ชั้นคือ การประกันตัวผู้ต้องหาชั้นสอบสวนและชั้นศาล ตอนนี้ชั้นสอบสวนได้หารือกับทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติไปแล้ว 3 รอบ ซึ่งมีทิศทางที่ดี น่าจะประกาศเป็นของขวัญได้ใน 1-2 เดือนนับจากนี้

และ 3.โฉนดต้นไม้ ตามนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งการดำเนินการมีความคืบหน้าไปมาก คาดว่าจะประกาศได้เร็ว ๆ นี้ ซึ่งเรื่องนี้จะนับว่าเป็นการเพิ่มมูลค่าที่ดิน เป็นไม้ยืนต้น 1 ไร่ไม่ต่ำกว่า 10 ต้น การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในเรื่องคาร์บอนเครดิต

ความแตกต่างระหว่างที่ดินของกรมที่ดิน กับที่ดินโฉนด ส.ป.ก.คือ เรื่องการพัฒนาที่ดิน ในส่วนของที่ดิน ส.ป.ก. ถึงแม้ว่าจะนำไปขอสินเชื่อไปแล้ว แต่ ส.ป.ก.ยังทุ่มเทช่วยพัฒนาที่ดิน ทั้งถนน แหล่งน้ำ และอาชีพ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในการใช้ประโยชน์จากที่ดิน นอกจากนี้ ได้มี MOU กับหน่วยงานกระทรวงมหาดไทย (มท.) กระทรวงทรัพยากรฯ เพื่อพัฒนาที่ดินให้ดีขึ้น เพื่อให้คุณภาพชีวิตเกษตรกรดีขึ้นโดยเร็ววัน แม้ว่าไม่ได้กรรมสิทธิ์ แต่เราก็ช่วยในการยกระดับที่ดินสร้างมูลค่าเพิ่ม

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เพิ่มมูลค่า โฉนดที่ดิน ส.ป.ก. สู่มือเกษตรกร 2.1 แสนครัวเรือน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...