โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

Business Today Thai Politics 12 มิถุนายน 2568

Businesstoday

อัพเดต 12 มิ.ย. 2568 เวลา 18.42 น. • เผยแพร่ 12 มิ.ย. 2568 เวลา 11.42 น. • Businesstoday

‘สมศักดิ์’ ปัดข่มขู่แพทยสภา แย้มอาจมีคนฟ้องศาลตามหลัง

เมื่อวันที่ 12 มิ.ย. ที่อาคารมหิตลาธิเบศร์ กรรมการแพทยสภา มีการประชุมสำคัญคือการพิจารณาประเด็นที่นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข ในฐานะสภานายกพิเศษแห่งแพทยสภา ยับยั้งหรือวีโต้มติแพทยสภาเมื่อวันที่ 8 พ.ค.ที่ผ่านมา ให้ลงโทษแพทย์จำนวน 3 คนที่เกี่ยวข้องกับการส่งตัวนายทักษิณชินวัตรอดีตนายกรัฐมนตรีจากรพ.ราชทัณฑ์มารักษาตัวต่อที่ชั้น 14 รพ.ตำรวจ

โดยนายสมศักดิ์ได้ขอเข้าร่วมชี้แจงในวันนี้ด้วย แต่แพทยสภา ให้เข้าได้คนเดียว และให้เวลาในการชี้แจง 15 นาที ตั้งแต่เวลา 12.00-12.15 น.

จากนั้นเวลา 11.47 น. นายสมศักดิ์ พร้อมทีมผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและทนายความ เดินทางมาถึงยังที่ประชุมแพทยสภาโดยมีมวลชนยืนรอโห่ไล่ บางส่วนถึงขนาดนำภาพมาเหยียบลงกับพื้น จนทีมงานรัฐมนตรีต้องคอยกันเพื่อป้องกันการประชิดตัว ก่อนจะให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนสั้นๆ ว่า

การได้เวลาชี้แจง 15 นาที ถือว่าน้อยเกินไป แต่จะพยายามชี้แจง พร้อมส่งเอกสารชี้แจงเพิ่มด้วย ให้กรรมการได้อ่านและทำความเข้าใจ ส่วนผลตัดสินจะเป็นอย่างไรก็เป็นอำนาจหน้าที่ของแพทยสภาในการพิจารณา ยืนยันว่า ตนจะทำเพื่อแพทย์คนหนุ่มคนสาว ทำให้คนที่อยู่ในวิชาชีพนี้ไม่ได้เกิดจากความเกลียดชัง หรือเป็นอย่างอื่นเรื่องนี้ผมตัดสินใจด้วยตัวเอง ส่วนที่มีมวลชนมากดดันนั้นตนเป็นห่วงการลงมติของแพทยสภามากกว่า ไม่ได้ห่วงตัวเอง

จากนั้นเวลา 12.20 น. นายสมศักดิ์ ให้สัมภาษณ์หลังการเข้าชี้แจงต่อแพทยสภา ว่า ตนได้ใช้เวลาประมาณ 15 นาที ในการเอาเอกสารที่มีมา 10 หน้า และเอกสารจากฝ่ายกฎหมาย 2 หน้าเกี่ยวกับคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดกรณีผู้มีสิทธิในการเข้าประชุม ส่งให้กับคณะกรรมการแพทยสภา ทั้งนี้ ตนได้อธิบายต่อที่ประชุมในเรื่องที่ตนเคยได้พูดไป เรื่องของการลงโทษแพทย์ และเพิ่มเติมในส่วนของจริยธรรม ซึ่งหากการลงโทษครั้งนี้เกิดเป็นบรรทัดฐานใหม่ แล้วลูกหลานของคนไทยที่เป็นแพทย์ จะขาดความมั่นใจในการรักษาผู้คนหรือไม่อย่างไร แล้วจะเป็นอันตรายที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วย

“ผมได้ยกตัวอย่างกรณีโรงเรียนแพทย์ เมื่อมีการส่งคนไข้จากระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เมื่อส่งไป 1 โรค แต่เขาดู 3 โรค ค่ารักษาก็เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ยอมรับ นั่นเป็นเรื่องของการเอาใจใส่ดูแลซึ่งก็ไม่ได้ผิดอะไรมาก เราก็ต้องจ่ายเงินไปตามที่เขารักษาด้วย ซึ่งในข้อเท็จจริงเป็นเช่นนี้ ผมก็ได้เน้นย้ำในคณะกรรมการสอบสวนจริยธรรม ที่มี ศ.เกียรติคุณ นพ.อมร ลีลารัศมี กรรมการแพทยสภา เป็นประธานฯ ใช้เวลา 5 เดือนกว่ากับการส่งคำพิจารณาโทษ แต่อยู่ๆ คณะกรรมการกลั่นกรองฯ ก่อนประชุมบอร์ด 7 วัน มีการประชุมกันเพียงไม่ถึง 1 วัน มีคนบอกว่าใช้เวลาไม่ถึง 3 ชั่วโมง และมีการปรับแก้โทษหมด ไม่ได้อ่านรายละเอียดก็ลงโทษไปตามแนวทางนี้ ย้ำว่า หากเกิดขึ้นกับลูกหลานเขาเอง หรือถ้าเขามีความรู้สึกมันผิดอยู่ในใจบ้างเล็กน้อย ก็ทบทวนเถอะ ผมก็ใช้เวลาเต็มที่เท่าที่ได้” นายสมศักดิ์ กล่าว

เมื่อถามว่าเพราะอะไรถึงแนบเอกสารคำสั่งศาลปกครองเข้าด้วย นายสมศักดิ์กล่าวว่า เพื่อให้ผู้มีสิทธิลงคะแนน หรือโหวตตรงนี้ จะเป็นปัญหาวันข้างหลัง เพราะอาจมีบุคคลที่สาม หรือผู้คนฟ้องร้องได้

ถามย้ำว่า ถูกมองว่านี่อาจเป็นการขู่ก่อนลงมติหรือไม่ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องของกฎหมาย หากไม่บอก ไปบอกทีหลังจะไม่มีประโยชน์ การขึ้นศาลจะทำให้รัฐเสียเงินเสียทองไปเปล่าๆ

ถามย้ำอีกว่า ไม่ได้ขู่ใช่หรือไม่ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ไม่ได้ขู่ ผู้สื่อข่าวถามว่าคณะกรรมการแพทยสภาได้สอบถามอะไรบ้างหรือไม่ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ไม่ได้สอบถามอะไร เป็นหน้าที่ตนไปชี้แจงในเวลา 15 นาที เมื่อหมดเวลาก็ต้องออกตามมารยาท นอกจากนี้ ตนก็ขอการเปิดผลสำรวจความเชื่อมั่นของแพทยสภาว่าตกลง มีคนไม่เชื่อมั่นถึง 54% อันนี้คือของนิด้าโพล ซึ่งถ้าเราเดินไม่ดี องค์กรที่น่าเชื่อถืออย่างสูง อาจลดความน่าเชื่อถือลงไป

เมื่อถามถึงกรณีเห็นว่าเอกสารที่แนบให้แพทยสภามีคำว่า “ตีวัวกระทบคราด” นายสมศักดิ์ กล่าวว่า หมายความเช่นนั้น ก็เหมือนโกรธอีกคนหนึ่ง แต่ไปตีอีกคนหนึ่ง แล้วคนที่ถูกตีก็เจ็บ และสะเทือนไปทั้งระบบ กับหมอที่เกิดมาใหม่ และเดี๋ยวจะไม่มีใครมาทำหน้าที่ตรงนี้ พวกเราก็เดือดร้อน ขณะนี้ยังขาด 3 หมื่นคนหมอทั่วประเทศ

เมื่อถามว่าหากมติแพทยสภาสรุปไม่เป็นไปตามที่ท่านวีโต้ จะทำอย่างไร นายสมศักดิ์ กล่าวว่า เป็นหน้าที่ของผู้อื่นแล้ว ตนทำหน้าที่ครบแล้ว และก็จะมีหมอที่ถูกสอบตามมาอีก ก็ต้องไปดูที่คนใหม่

เมื่อถามถึงกรณีที่มีการตั้งคำถามว่าสภานายกพิเศษฯ มีไว้ทำไม นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ตนมองว่าตำแหน่งนี้ ตนมาทำตามหน้าที่ เพราะถ้าตนไม่มาก็จะถูกร้องเรียนได้ เพราะสมัยนี้คนที่ร้องเรียน เขาก็จ้องที่จะร้องเรียน การทำหน้าที่ก็ไม่ได้สบายนัก ต้องทำการบ้าน เราก็ทำให้ดีที่สุดมีงานมากก็เหนื่อยมาก หากจะมีการปรับเปลี่ยนยกเลิกตำแหน่ง ก็ต้องไปแก้กฎหมายใหม่ ซึ่งต้องใช้เวลา

“อนุทิน” อ้ำอึ้ง ไม่ตอบภาพ เนวินร่วมทานข้าวกับ “สันติ”

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึง กรณีปรากฏภาพ นายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในฐานะครูใหญ่พรรคภูมิใจไทย รับประทานอาหารร่วมกับ นายสันติ พร้อมพัฒน์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และมีนาย นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี และอดีตรมช.มหาดไทย ร่วมอยู่ด้วยนั้น เป็นการส่งสัญญาณว่า จะมาร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ว่า ไม่รู้จะตอบอย่างไร

ส่วนที่มีการแต่งตั้ง นางจิตรา หมีทอง เป็นคณะที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (นายอนุทิน ชาญวีรกูล) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นั้น นายอนุทิน ชี้แจงว่า ส่วนตัวรู้จักกันมาเป็น 10 ปีแล้ว ถือเป็นบุคลากรทางการเมืองที่มีฝีมือและมีศักยภาพ และได้สมัครเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยแล้ว และวันนี้ถือว่าร่วมงานวันแรก ซึ่งนางจิตรา ก็ได้ยืนข้างๆนายอนุทินในระหว่างให้สัมภาษณ์ด้วย

ทั้งนี้ ได้มีการพูดคุยกับนายสันติจะมาร่วมงานทางการเมืองหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวสั้นๆว่า “เดี่ยวซิ” พร้อมกับอมยิ้ม และกล่าวว่า ไม่รู้จะตอบอย่างไร และขอให้ถามเรื่องที่เป็นประโยชน์กับประชาชนบ้าง

เมื่อถามย้ำว่า การที่อาจดึงกลุ่มนายสันติมาร่วมงานพรรค เหมือนเป็นการต่อรอง สร้างเกาะป้องกันที่จะโดนปรับครม. หรือ ไม่ใช่เป็นการโชว์พลังในการดูดสส.เพิ่มหรือไม่ นายอนุทิน ไม่ได้ตอบคำถามก่อนเดินขึ้นตึกบัญชาการ

ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้องอุทธรณ์ของกลุ่ม สว.สำรอง

วันนี้ (12 มิ.ย.) ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์สั่งไม่รับคำร้องไว้วินิจฉัย ในคดีที่พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว และคณะ กล่าวอ้างว่าเป็นคณะบุคคลตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 41 มีสิทธิยื่นคำร้องตามมาตรา 7 (5) ของกฎหมายเดียวกัน และขอคัดค้านคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญที่ 51/2568 ที่ไม่รับคำร้องขอให้พิจารณาวินิจฉัยสมาชิกภาพสมาชิกวุฒิสภา ของพล.ต.ต. ฉัตรวรรษ แสงเพชร และคณะ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 111 (7) ประกอบมาตรา 185 (1) และขอให้มีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญ จะมีคำวินิจฉัย

โดยศาลรัฐธรรมนูญ เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องต่อเนื่อง และเอกสารประกอบคำร้อง ปรากฏว่าการที่ผู้ร้องขอให้สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 111(7) และขอให้มีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย มีลักษณะเป็นการยื่นคำร้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 ที่กำหนดให้เฉพาะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภาหรือคณะกรรมการการเลือกตั้ง เป็นผู้มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้น

นอกจากนั้น คำร้องของผู้ร้องมีลักษณะ เป็นการอุทธรณ์คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของ ศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 ไม่มีบทบัญญัติให้บุคคลมีสิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยหรือคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ร้องไม่อาจอุทธรณ์คำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวได้ ประกอบกับไม่ปรากฏสาระสำคัญเพิ่มเติมจากคำร้องเดิมที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำสั่งไม่รับไว้พิจารณาวินิจฉัย

ส่วนกรณีที่ผู้ร้องโต้แย้งว่าตนและคณะไม่ประสงค์ยื่นคำร้อง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 แต่เป็นการยื่นคำร้องโดยอ้างสถานะความเป็นคณะบุคคลตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 41 อันมีสิทธิยื่นคำร้องตามมาตรา 7 ( 5 )ของกฎหมายเดียวกัน เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยให้สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา111 (7) ประกอบมาตรา 185 (2) นั้น เห็นว่า พ.ร.ป.ว่าด้วย วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 7 (5) และมาตรา 41 มิได้เป็นบทบัญญัติให้สิทธิผู้ร้อง ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องด้วย พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 41 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ผู้ที่จะขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยคดีตามมาตรา 7 จะต้องเป็น บุคคล คณะบุคคล หรือองค์กรตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายอื่น เมื่อไม่ปรากฏว่ามีบทบัญญัติใดในรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายอื่น ให้สิทธิผู้ร้อง ยื่นคำร้องได้ ดังนั้นผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องโดยอาศัยช่องทางดังกล่าว

“สุชาติ” นัดก๊วน 18 คนกินข้าว เดินหน้าขอพรรคขับออก

กทม. วันนี้ (12 มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงาน ภายหลังจาก น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์กรณีความขัดแย้งภายในพรรครวมไทยสร้างชาติ ว่าเป็นเรื่องของพรรคเขาให้จัดการกันเอง และให้เป็นไปตามมติกรรมการบริหารพรรค

ล่าสุดความเคลื่อนไหวของกลุ่มนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยกะทรวงพาณิชย์ ในฐานะรองหัวหน้าพรรค จะมีการนัดกินข้าวกันของ สส.18 คน ในช่วงเย็นวันนี้ เพื่อขอมติกลุ่ม ว่าจะเดินหน้าการเมืองอย่างไร ยืนยัน สส.ทั้ง 18 คน มองว่าเมื่ออุดมการณ์ไม่ตรงกันก็ขอให้จากกันด้วยดี โดยจะขอให้พรรคมีมติขับออก

ทั้งนี้กรรมการบริหารพรรคมีทั้งหมด 9 คน เป็นคนของนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ 7 คน ส่วนอีก 2 คนเป็นกลุ่มของนายสุชาติ โดย สส.มองว่ามติกรรมการบริหารพรรค หากออกมาจะไม่เป็นธรรม เพราะมี สส.เท่ากันคนละ 18 เสียง จึงมองว่าไม่ใช่ทางออกของพรรค

ภาคประชาชนหยุดพนันเรียกร้องทำประชามติ “กาสิโน” แนะฟังประชาชน

วันนี้ (12 มิ.ย.) มูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน พร้อมภาคีเครืองข่าย นำโดยนายธนากร คมกฤส เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน พร้อมขบวนไรเดอร์นำรายชื่อประชาชน 53,900 รายชื่อ ยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อให้เสนอต่อ ครม. เห็นชอบให้มีการจัดทำประชามติ เอา – ไม่เอา กาสีโน ตาม พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติ

นายธนากร กล่าวว่า การออกเสียงของประชาชนมีการลงทุนลงแรง และความยากลำบากเสมอ กว่าเราจะได้ 53,900 รายชื่อใช้เวลานาน 120 วัน เราจึงอยากให้รัฐบาลช่วยฟังเสียงของประชาชนด้วย เพราะนี่คือเสียงของเจ้าของประเทศ และอยากจะวิงวอนต่อรัฐบาลว่าสังคมมีทางออก เราไม่ได้ต้องการให้เกิดความขัดแย้งหรือแตกแยก ในเมื่อสังคมและกฎหมายมีทางออก ดังนั้นการทำประชามติจะเป็นผลดีต่อทุกฝ่าย ดังนี้ 1. เรื่องนี้ รัฐบาลไม่ได้เสนอในนโยบายหาเสียงเลือกตั้ง

ถ้ารัฐบาลยังดันทุรังทำเรื่องนี้ไป อาจจะถูกร้องเรียน ว่าผิดต่อกฎหมายเลือกตั้งได้ ดังนั้นถ้ารัฐบาลยอมทำประชามติ แล้วถ้าทำออกมาแล้วเสียงเห็นชอบกับการมีกาสิโน นั่นเท่ากับว่ารัฐบาลมีฉันทามติจากเสียงประชาชน 2. ถ้ามีการทำประชามติจะเป็นผลดีทำให้ผู้ลงทุน เพราะถ้ารัฐบาลยังดึงดันทำเรื่องนี้ ออกกฏหมายไป ในสภาผู้แทนราษฎรกฎหมายฉบับนี้จะไม่เป็นที่ยอมรับสังคม และเมื่อใดก็ตาม ที่มีการขยับขับเคลื่อนไปทำกาสิโนที่ไหน ประชาชนในพื้นที่นั้นมีโอกาสสูงมากที่จะลุกขึ้นมาต่อต้าน

นั้นการทำประชามติจะเป็นผลดีของการยอมรับของประชาชน และกลุ่มผู้ลงทุนจะได้มั่นใจ และ 3. ทำประชามติจะเป็นผลดีแน่นอนต่อการลดความขัดแย้ง ประชาชนเพราะเมื่อประชาชนทั้งประเทศฉันถามมติร่วมกัน ที่เห็นต่างอย่างไรก็ต้องยอมรับ นั้นจึงอยากส่งเสียงวิงวอนไปถึงรัฐบาล ถ้าการทำประชามติจะมีผลดีกับทุกฝ่าย และจะไม่ทำให้เกิดความขัดแย้งแตกแยก และไม่ทำให้เกิดความร้องของอุณหภูมิทางการเมืองในประเทศ

นายธนากร กล่าวอีกว่า ตามขั้นตอนต่อจากนี้ตามกฏหมาย กกต. จะมีเวลาตรวจสอบความถูกต้องไม่เกิน 30 วัน ทั้งเอกสารและขั้นตอนการเข้าชื่อว่สตรงตามเงื่อนไขหรือไม่ จากนั้น กกต. จะทำหน้าที่เป็นบุรุษไปรษณีย์ ส่งเรื่องและรายชื่อทั้งหมดนี้ไปยัง สำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทางสำนักงานเลขาธิการจะเป็นผู้นำเรื่องต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)เพื่อบรรจุเข้าสู่วาระการประชุม ซึ่งตามกฏหมายกำหนดว่า ครม.ต้องลงมติเห็นชอบในการทำประชามติ เพราะตราบใดที่เห็นชอบเรื่องนี้ก็จะเดินหน้าไม่ได้ อะไรก็ตามแม้กฎหมายไม่ได้เขียนระบุชัดถึงการเข้าชื่อ แต่เชื่อว่าทางสำนักเลขาธิการฯจะมีการตรวจสอบรายชื่ออีกครั้ง และเชื่อว่ารัฐบาลได้ยินเสียงของประชาชนแล้ว

ด้านนางสาวณัฐฐารินทร์ เกษมสารพิพัฒน์ หรือ เจ๊เอ๋ เจ้าหนี้ในวงการนอกระบบ ที่มาร่วมยื่นคำร้อง กล่าวว่าไม่เห็นด้วยแต่แรกที่รัฐบาลจะมางุ๊บงิ๊บ ทำกาสิโนขึ้นมา พวกคุณเป็นตัวแทนของประชาชนก็จริง แต่ไม่ใช่ทุกเรื่อง และประเทศนี้ไม่ใช่ประเทศที่รัฐบาลจะต้องมาครอบงำพวกเรา เราไม่ต้องการกาสิโน ถ้าจะมีต้องมาฟังเสียงประชาชน ว่าประชาชนต้องการอะไร ผลได้ ผลเสีย ผลดี ผลเลว ต้องเอามาแจงให้ชัดเจน เพราะรัฐบาลควรจะชัดเจนกับประชาชน และฟังเสียงประชาชนให้มากกว่านี้

“ใดๆ ก็ตามเลย จิ้งจกทั้งมันยังต้องหยุด นี่ประชาชนเขาเรียกร้องกันทั้งประเทศ ไม่คิดจะหยุดบ้างหรือไง ดิฉันไม่อยากพูดอะไรเยอะ จริงๆ อยากจะคุยกับท่านเลย ว่ามันเป็นอย่างไร ท่านทำแล้วท่านได้อะไร ประชาชนได้อะไร ดิฉันไม่เห็น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...