โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

16 บจ.แห่ขาย บ.ย่อย-เงินลงทุน มูลค่ารวมกว่า 1.76 แสนลบ. เติมสภาพคล่อง-ลดค่าใช้จ่าย

efinanceThai

เผยแพร่ 13 มิ.ย. 2568 เวลา 06.26 น.

SCC รายล่าสุดจ่อขายเงินลงทุนโครงการในประเทศอินโดนีเซีย คาดรับเงินกว่า 1.68 แสนลบ. ขณะที่ การสำรวจ บจ.ขายบริษัทร่วม - เงินลงทุนปีนี้ มี 16 บริษัท รวมมูลค่า 1.76 แสนล้านบาท โดยมีอีก 3 บริษัท ดีลมีมูลค่า 1.7 - 2.7 พันล้านบาท ส่วนใหญ่กำเงินเติมสภาพคล่องช่วงเศรษฐกิจไทยซบเซา !

*** ล่าสุด "SCC" ประกาศปรับนโยบายลงทุนโครงการในอินโดฯ

ล่าสุด บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า บมจ.เอสซีจี เคมิคอลส์ (SCGC) ที่ SCC ถือหุ้นทั้งหมด จะปรับสถานะการลงทุนใน PT Chandra Asri Pacific Tbk (CAP) ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในประเทศอินโดนีเซีย ประกอบธุรกิจผลิต Olefins และ Polyolefins คุณภาพสูง ที่ SCGC ถือหุ้นในสัดส่วน 30.57%

โดย SCGC อยู่ระหว่างเตรียมการลดสัดส่วนการถือหุ้นใน CAP ลงจำนวน 10.57% และลดการมีส่วนร่วมในการบริหาร CAP ซึ่งสอดคล้องกับกลยุทธ์ปัจจุบันของ SCGC ในการลดภาระทางการเงิน และ จัดสรรเงินทุนใหม่เพื่อโอกาสทางธุรกิจในอนาคต

ทั้งนี้ SCC ยังไม่มีการเปิดเผยมูลค่าของการลดสัดส่วนดังกล่าว เนื่องจากกำลังอยู่ในกระบวนการจึงไม่สามารถคำนวณมูลค่าได้อย่างแม่นยำ แต่บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ดีบีเอสวิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ประเมินว่า SCC จะได้เงินเข้ามาราว 1.68 แสนล้านบาท จากการขายหุ้น CAP ที่ 10.57% (อ้างอิงจากราคาตลาด)

*** เกือบ 6 เดือน พบ 16 บจ.แห่ขาย บ.ย่อย-เงินลงทุน รวมกว่า 1.76 แสนลบ.

ขณะที่ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" สำรวจข้อมูลบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ผ่านโปรแกรม SETSMART ตั้งแต่ต้นปี พบว่า มี 16 บริษัท ที่ได้มีการประกาศขายบริษัทย่อย และเงินลงทุนในโครงการต่าง ๆ ของบริษัท มีมูลค่ารวมกันราว 1.76 แสนล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่ต้องการนำเงินใช้เติมสภาพคล่องให้กับบริษัท ดังนี้

16 บจ.แห่ขาย บ.ย่อย-เงินลงทุน มูลค่ารวมกว่า 1.76 แสนลบ. เติมสภาพคล่อง-ลดค่าใช้จ่าย

ชื่อย่อหุ้น

ทรัพย์ที่ขาย

ประเภทธุรกิจ

ผู้ซื้อ

เหตุผลที่ขาย

มูลค่า (ลบ.)

SCC*

PT Chandra Asri Pacific Tbk

ผลิต โพลีโอลีฟิน

n/a

ลดภาระทางการเงิน

168,000

CK

บริษัท หลวงพระบาง พาวเวอร์

โรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ

ทีทีดับบลิว

n/a

2,765

AMATA

บริษัท พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอุตสาหกรรมระยอง ไทย-จีน 2

พัฒนาโครงการนิคมอุตสาหกรรม

พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอุตสาหกรรมระยอง ไทย-จีน

ลดค่าใช้จ่ายและบริหาร

1,871

TSE

บริษัท ไทย โซล่าร์ รีนิวเอเบิล

โรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์

เลวันตา รีนิวเอเบิลส์

นำเงินลงทุนโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน

1,791

SUPER

บริษัท ทานตะวัน โซล่าร์

โรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์

LEVANTA

เพิ่มสภาพคล่อง

536

PRIME

He Wu Company

โรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์

Jiayu Energy

เพิ่มสภาพคล่อง

476

BTS

บริษัท เดอะ คอมมูนิตี้ ทู

พัฒนาอสังหาริมทรัพย์

อู่ตะเภา อินเตอร์เนชันแนล เอวิเอชั่น

เพิ่มสภาพคล่อง

418

AQUA

บริษัท เฉลิมภัทร คอร์ปอเรชั่น

บริการเช่ารถโดยสาร

ไทยพาร์เซิล

เพิ่มสภาพคล่อง

300

WSOL

บริษัท สบาย มันนี่

ระบบชำระเงิน

n/a

เพิ่มสภาพคล่อง

240

BTS

บริษัท เดอะ คอมมูนิตี้ วัน

พัฒนาอสังหาริมทรัพย์

อู่ตะเภา อินเตอร์เนชันแนล เอวิเอชั่น

เพิ่มสภาพคล่อง

207

A5

บริษัท ต้นสน ดีเวลลอปเม้นท์

พัฒนาอสังหาริมทรัพย์

ฐิติวัฒน์ คูวิจิตรสุวรรณ

เพิ่มสภาพคล่อง

56

AKS

บริษัท โซลูชั่น มอเตอร์

ให้เช่ารถยนต์

เอ็ม จี เอส เอ็ม 2

เพิ่มสภาพคล่อง

55

BC

บริษัท บูทิค พระโขนง ทรี

ให้เช่า/บริการอาคารพาณิชย์

เดอะ อิชชูเออร์

เพิ่มสภาพคล่อง

45

KOOL

บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ซีแอล

บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน

ไวส์เวนเจอร์

เพิ่มสภาพคล่อง

28

ZAA

บริษัท ทรานส์ฟอร์เมชั่น ฟิล์ม

ผลิตภาพยนตร์โฆษณา

วินัย บุญสะเดา

เพิ่มสภาพคล่อง

26

S&J

Atika Beauty Manufacturing

ผลิตเครื่องสำอาง

T.H.Alliance Holdings

ผลประกอบการไม่ตามเป้า

10

NYT

บริษัท นามเปค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ ทรานสปอร์ตเทชั่น

ขนส่งสินค้า

ทศไชย อัศวินวิจิตร

เพิ่มสภาพคล่อง

2

ที่มา : SETSMART ณ 12 มิ.ย.2568
*มูลค่าดีล SCC ยังไม่เปิดเผย เป็นเพียงการคำนวณจากโบรกเกอร์

16 บริษัทดังกล่าว ส่วนใหญ่เป็นหุ้นนอกดัชนี SET100 จำนวน 12 บริษัท โดยมีบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ เอ็มเอไอ (mai) รวมอยู่ด้วย 2 บริษัท ขณะที่บริษัทในดัชนี SET100 ติดโผ 4 บริษัท กลุ่มธุรกิจพลังงานและสาธารณูปโภค และพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ติดโผมากสุด 3 บริษัท เท่ากัน

*** พบ 3 บจ.ขาย บ.ย่อย-เงินลงทุน มูลค่ามากกว่า 1 พันลบ.

ดีลที่มีมูลค่ารองจาก SCC คือ บมจ.ช.การช่าง (CK) ที่ขายหุ้นสามัญจำนวน 418.67 ล้านหุ้น ของบริษัท หลวงพระบาง พาวเวอร์ (LPCL) ให้กับ บมจ.ทีทีดับบลิว (TTW) คิดเป็นมูลค่า 2,765 ล้านบาท ซึ่งภายหลังการจำหน่ายหุ้นจำหน่วยดังกล่าวออกไป CK จะยังเหลือการถือหุ้น LPCL จำนวน 418.67 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วนการถือหุ้นทั้งหมดของ LPCL ที่ 10% (เดิม 20%)

ด้าน บมจ.อมตะ คอร์ปอเรชัน (AMATA) ขายหุ้นสามัญทั้งหมดของบริษัท พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอุตสาหกรรมระยอง ไทย-จีน 2 (TCR2) ให้กับ บริษัท พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอุตสาหกรรมระยอง ไทย-จีน (TCR) คิดเป็นมูลค่า 1,871 ล้านบาท ส่งผลให้ TCR2 สิ้นสภาพการเป็นบริษัทย่อยของ AMATA

โดยการขายหุ้น TCR2 ครั้งนี้ ของ AMATA เนื่องจากธุรกิจการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของ TCR2 อยู่ในพื้นที่ที่ต่อเนื่องกันกับธุรกิจการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของ TCR และการขายหุ้นใน TCR2 ให้แก่ TCR เป็นประโยชน์กับ AMATA มากกว่า เนื่องจากเป็นการลดค่าใช้จ่ายในการกำกับดูแลและบริหารจัดการ

ขณะที่ บมจ.ไทย โซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่ (TSE) ขายหุ้น บมจ.ไทย โซล่าร์ รีนิวเอเบิล (TSR) จำนวน 35 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 60% ของหุ้นที่จำหน่ายทั้งหมดให้กับ บริษัท เลวันตา รีนิวเอเบิลส์ (ประเทศไทย) หรือ Levanta คิดเป็นมูลค่า 1,791 ล้านบาท มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเงินไปลงทุนโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนโครงการใหม่

*** มีอีก 5 บจ.ขายบ.ย่อย-เงินลงทุน มูลค่ามากกว่า 100 ลบ.

ขณะเดียวกัน ยังมีอีก 5 บริษัท ที่ขายบริษัทบ่อย และโครงการลงทุนออกไปมูลค่ามากกว่า 100 ล้านบาท นำโดย บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) ที่ขายบริษัทย่อยออกไป 2 แห่ง ประกอบด้วย บริษัท เดอะ คอมมูนิตี้ วัน มูลค่า 207 ล้านบาท และ บริษัท เดอะ คอมมูนิตี้ ทู มูลค่า 418 ล้านบาท รวม 2 ดีลมูลค่า 625 ล้านบาท ซึ่งผู้ซื้อ คือ บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชันแนล เอวิเอชั่น ทั้ง รายการ โดย BTS สาเหตุที่ BTS ขายบริษัทย่อยทั้ง 2 ออกไป เพราะต้องการนำเงินมาเพิ่มสภาพคล่อง

ฟาก บมจ.ซุปเปอร์ เอนเนอร์ยี คอร์เปอเรชั่น (SUPER) ขายหุ้นสามาญทั้งหมดของ บริษัท ทานตะวัน โซล่าร์ (SUNFLOWER) ให้กับ บริษัท เลวันตา รีนิวเอเบิลส์ (ประเทศไทย) หรือ LEVANTA มีมูลค่า 536 ล้านบาท มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเงินเพิ่มสภาพคล่องในบริษัท

บมจ.ไพร์ม โรด เพาเวอร์ (PRIME) จำหน่ายโครงการโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ที่ไต้หวัน 7 โครงการผ่าน บริษัทที่ถือหุ้นอยู่อย่าง He Wu Company, JF Energy Company, JK Energy Company, Jingtai Company Company, Jingyi Company, Sheng Jiu Company และ Shin Shi Company ให้กับ Jiayu Energy รวมมูลค่าทั้งหมด 476 ล้านบาท เพื่อนำเงินเติมสภาพคล่องให้กับบริษัท

ด้าน บมจ.อควา คอร์เปอเรชั่น (AQUA) ขายหุ้นสามัญบริษัท เฉลิมภัทร คอร์ปอเรชั่น (CPC) จำนวน 4.86 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 73.32% ให้กับ บมจ.ไทยพาร์เซิล (TPL) คิดเป้นมูลค่า 300 ล้านบาท ส่งผลให้ CPC สิ้นสุดการเป็นบริษัทย่อยของ AQUA ทันที

ส่วน บมจ.ดับบลิว เอส โอ แอล (WSOL) แจ้งผ่านตลาดหลักทรัพย์ว่า ได้จำหน่ายเงินลทุนของบริษัท สบาย มันนี่ จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจให้บริการระบบตัวกลางชำระเงินแบบครบวงจร โดยจำหน่ายหุ้น 80% หรือคิดเป็น 24 ล้านหุ้น คิดเป็นมูลค่าราว 240 ล้านบาท มีวัตถุประสงค์นำเงินใช้เพิ่มสภาพคล่องให้กับบริษัท

*** อีก 7 บจ.ขายบ.ย่อย-เงินลงทุน มูลค่า 2 - 56 ลบ.

อย่างไรก็ตาม มี 7 บริษัท ที่ขายบริษัทย่อย และเงินลงทุนโครงการต่าง ๆ ได้เงินเพียง 2 - 56 ล้านบาท เท่านั้น ประกอบด้วย บมจ.แอสเซท ไฟว์ กรุ๊ป (A5) ที่จำหน่ายหุ้นสามัญของบริษัท ต้นสน ดีเวลลอปเม้นท์ จํากัด ทั้งหมด 3.68 แสนหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 47.50% ของหุ้นทั้งหมด ให้กับ "ฐิติวัฒน์ คูวิจิตรสุวรรณ" ที่ราคา 153.01 บาท/หุ้น คิดเป็นมูลค่า 56 ล้านบาท โดยจะนำเงินที่ได้ใช้เพิ่มสภาพคล่องให่้บริษัท

บมจ.เอเคเอส คอร์ปอเรชั่น (AKS) ขายหุ้นสามัญทั้งหมดของ บริษัท โซลูชั่น มอเตอร์ จำกัด ให้กับ บริษัท เอ็ม จี เอส เอ็ม 2 จำกัด คิดเป็นมูลค่า 54.60 ล้านบาท เนื่องจากต้องการช่วยเสริมสภาพคล่องของบริษัทฯ จึงนำเงินที่จำหน่ายบริษัทเป็นทุนหมุนเวียน และนำเงินไปลงทุนในหน่วยธุรกิจอื่น ที่ได้ผลตอบแทนสูง

ด้าน บมจ.บูทิค คอร์ปอเรชั่น (BC) ขายหุ้นสามัญ บริษัท บูทิค พระโนง ทรี จำกัด (BPKN3) สัดส่วน 38.23% ให้กับ บริษัท เดอะ อิซซูเออร์ จำกัด มูลค่า 45 ล้านบาท ส่งผลให้ BPKN3 สิ้นสภาพการเป็นบริษัทย่อยของ BC ทันที

บมจ.ซีแอล เวนเจอร์ (KOOL) จำหน่ายเงินลงทุนของ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ซีแอล จำกัด (CLF) สัดส่วน 54.52% (จากทั้งหมดถือหุ้นสัดส่วน 80%) ให้แก่บริษัท ไวส์เวนเจอร์ส จำกัด ในราคา 7 บาท/หุ้น คิดเป็นมูลค่า 28.39 ล้านบาท แต่ KOOL ยังเหลือสัดส่วนการถือหุ้น CLF อยู่ที่ 25.48% ของหุ้นทั้งหมด โดยจะนำเงินที่ได้ใช้เพิ่มสภาพคล่องให้บริษัท

ขณะที่ บมจ.ซาเล็คต้า (ZAA) ขายหุ้นสามัญทั้งหมดของ บริษัท ทรานส์ฟอร์เมชั่น ฟิล์ม จำกัด (TFF) ให้กับ "วินัย บุญสะเดา" คิดเป็นมูลค่า 26.08 ล้านบาท นำเงินเพิ่มสภาพคล่อง, บมจ.เอส แอนด์ เจ อินเตอร์เนชั่นแนล เอนเตอร์ไพรส์ (S&J) จำหน่ายเงินลงทุนบริษัทร่วม Atika Beauty Manufacturing ให้กับ T.H.Alliance Holdings คิดเป็นมูลค่า 10 ล้านบาท เนื่องด้วยผลการดำเนินงานธุรกิจเครื่องสำอางของ Atika Beauty Manufacturing ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย

ปิดท้ายด้วย บมจ.นามยง เทอร์มินัล (NYT) ที่จำหน่ายเงินลงทุนจำนวน 2 หมื่นหุ้น ของ บริษัท นามเปค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ ทรานสปอร์ตเทชั่น จำกัด ให้กับ "ทศไชย อัศวินวิจิตร" คิดเป็นมูลค่า 2 ล้านบาท ซึ่งการจำหน่ายเงินลงทุนในบริษัทย่อยนี้ สอดคล้องกับการปรับทิศทางการดำเนินงานของ NYT ที่ต้องการเพิ่มสภาพคล่องให้บริษัท


ดูข่าวต้นฉบับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...