โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เศรษฐกิจไทยไตรมาส 1/2568 โต 3.1% ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคงคาดการณ์ GDP ปี 2568 ที่ 1.4% ขึ้นอยู่กับผลเจรจาการค้า

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

อัพเดต 20 พ.ค. 2568 เวลา 10.28 น. • เผยแพร่ 20 พ.ค. 2568 เวลา 10.28 น.

เศรษฐกิจไทยไตรมาส 1/2568 โต 3.1% YoY โดยเร่งตัวจากการส่งออกก่อนภาษีนำเข้าสหรัฐฯ จะมีผล ในขณะที่ภาคการผลิต การบริโภค และท่องเที่ยวชะลอลง

  • GDP ไตรมาส 1/2568 ขยายตัวที่ 3.1% YoY และ 0.7% QoQ เนื่องจากดุลการค้าที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากจากการเร่งส่งออกก่อนการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ประกอบกับการลงทุนภาครัฐที่เร่งขึ้นอย่างมากจากฐานที่ต่ำในช่วงไตรมาส 1/2567
  • อย่างไรก็ดี สินค้าคงคลังและการลงทุนภาคเอกชนยังเป็นแรงฉุดเศรษฐกิจ โดยการส่งออกที่ขยายตัวในระดับสูงไม่ได้ส่งผ่านมายังภาคการผลิตไทย เนื่องจากการส่งออกสินค้าส่วนหนึ่งมาจากการนำเข้ามาเพื่อสวมสิทธิ์แหล่งกำเนิดไทยเพื่อประโยชน์ทางการค้า ประกอบกับผู้ประกอบการมีการลดปริมาณสินค้าคงคลังแทนการผลิตเพิ่มและชะลอการตัดสินใจลงทุนท่ามกลางความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอุปสงค์ในระยะข้างหน้า ส่งผลให้การลงทุนภาคเอกชนยังคงหดตัวต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 4 ติดต่อกัน
  • ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนและรายได้ภาคการท่องเที่ยวชะลอลง โดยแม้ในไตรมาส 1/2568 ภาครัฐมีการออกมาตรการกระตุ้นทั้งมาตรการแจกเงินสดแก่กลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป (ดิจิทัลวอลเล็ตเฟส 2) รวมถึงมาตรการลดหย่อนภาษี (Easy E-Receipt 2.0) แต่ประสิทธิผลต่อการใช้จ่ายของผู้บริโภคนั้นไม่สูงอย่างที่ภาครัฐคาดไว้ ท่ามกลางกำลังซื้อที่อยู่ในระดับต่ำและหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ในด้านการท่องเที่ยว จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาเที่ยวไทยในไตรมาส 1/2568 ขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงอย่างมากที่ 1.91% YoY โดยจำนวนนักท่องเที่ยวเริ่มหดตัวเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าตั้งแต่เดือนก.พ. 2568

ทิศทางเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปี 2568 ยังมีความไม่แน่นอนสูง แม้สหรัฐฯ จะเริ่มมีข้อตกลงทางการค้าออกมา โดยเฉพาะกับจีน แต่การบรรลุข้อตกลงกับไทยยังไม่มีกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจน ในขณะที่แรงส่งจากท่องเที่ยวในปีนี้คาดว่าจะติดลบ ดังนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จึงยังคงประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568 ไว้ที่ 1.4%

  • เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มผ่านจุดสูงสุดไปแล้วและมีแนวโน้มขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงในไตรมาส 2/2568 แม้สหรัฐฯ จะระงับการปรับขึ้นภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ไป 90 วัน ไปจนถึงวันที่ 9 ก.ค. เนื่องจากมีการเร่งส่งออกก่อนการปรับขึ้นภาษีไปค่อนข้างมากแล้วในไตรมาส 1/2568 ส่งผลให้ระดับสินค้าคงคลังในสหรัฐฯ อยู่ในระดับค่อนข้างสูง ขณะที่ในไตรมาส 2/2568 สหรัฐฯ เริ่มมีการเรียกเก็บภาษีพื้นฐาน (Baseline Tariffs) ที่ 10% ดังนั้น คาดว่าการส่งออกไทยในไตรมาส 2/2568 จะยังคงรักษาการขยายตัวเป็นบวกได้ แต่ในอัตราที่ชะลอลงอย่างมาก
  • การบรรลุข้อตกลงทางการค้าเบื้องต้นระหว่างสหรัฐฯ และจีน ที่จะปรับลดภาษีตอบโต้กับจีนมาอยู่ที่ 30% เป็นระยะเวลา 90 วัน คาดว่าจะส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจไทยจำกัด เนื่องจากอัตราภาษีปัจจุบันที่สหรัฐฯ เรียกเก็บจากจีนอยู่ที่ 51% (หากนับรวมอัตราภาษีที่เรียกเก็บตั้งแต่สมัยทรัมป์ 1.0) ซึ่งนับว่าเป็นอัตราที่สูงกว่าคู่ค้าสหรัฐฯ รายอื่นๆ อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่หลังจากสิ้นสุด 90 วัน ความไม่แน่นอนยังคงมีอยู่สูง โดยข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ให้จีนให้ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจภายในประเทศอาจไม่สามารถทำได้โดยง่าย ดังนั้น โอกาสที่ความตึงเครียดทางการค้าจะยกระดับขึ้นยังคงมีอยู่
  • ผลการเจรจาของสหรัฐฯ กับไทยยังมีความไม่แน่นอนสูง แม้สหรัฐฯ จะมีการบรรลุข้อตกลงเบื้องต้นกับสหราชอาณาจักรและจีน รวมถึงเริ่มมีการเจรจาการค้ากับประเทศต่างๆ อาทิ อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ขณะที่ไทยมีความคืบหน้าในการส่งข้อเสนอไปยังผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) แล้ว แต่ยังไม่มีกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจน ส่งผลให้ไทยเผชิญความเสี่ยงที่การเจรจาอาจล่าช้าออกไป ซึ่งหากไทยเผชิญอัตราภาษีที่สูงกว่าประเทศคู่แข่งอื่นๆ คาดว่าจะส่งผลให้การส่งออกไทยหดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้
  • การท่องเที่ยวที่เคยเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทยคาดว่าจะหดตัวในปี 2568 จากความท้าทายจากทั้งเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ความสามารถในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวของไทยลดลง พฤติกรรมนักท่องเที่ยวและความต้องการด้านการท่องเที่ยวเปลี่ยนไป รวมถึงปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้อย่างปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับลดประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวในปีนี้ลงมาอยู่ที่ 34.5 ล้านคน หรือหดตัวจากปีก่อนหน้า 2.8%
  • ดังนั้น จากปัจจัยความไม่แน่นอนข้างต้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงยังคงประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568 ที่ 1.4% อย่างไรก็ดี ประมาณการดังกล่าวยังขึ้นอยู่กับผลการเจรจาทางการค้าของไทยเทียบกับประเทศคู่แข่งอื่นๆ เป็นสำคัญ รวมถึงมาตรการดูแลเศรษฐกิจของภาครัฐที่จะออกมาเพิ่มเติม ซึ่งอาจส่งผลให้ประมาณการดังกล่าวมีแนวโน้มดีกว่าที่คาด
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...