โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

เปิดเกมรุก 'เศรษฐกิจสุขภาพ' เครื่องยนต์ใหม่ ไม่ดับ ไม่ดิ่ง

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 24 มิ.ย. 2568 เวลา 18.09 น. • เผยแพร่ 25 มิ.ย. 2568 เวลา 01.08 น.

“สุขภาพ” กำลังถูกนำมาใช้เป็น “เกมบุก”ทางเศรษฐกิจ พลิกจากตั้งรับ ประเทศมีแต่รายจ่ายมาสู่การสร้างรายได้ด้วย“เศรษฐกิจสุขภาพ” ซึ่งแม้ครึ่งปีแรก 2568 จะรุมล้อมด้วยปัจจัยลบต่อเศรษฐกิจ ในส่วนภาคบริการ “เฮลท์แคร์” โดยเฉพาะเมดิคัลและเวลเนส ( Medical&Wellness) คาดว่ายังมีอัตราเติบโตแต่ไม่มาก และภาคผลิต “อุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม” ยอดยังถือว่าดี ไต่ปรับเชิดหัวขึ้นได้ระดับหนึ่งในบางกลุ่ม
จากข้อมูลของ Report Linker คาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมสุขภาพไทย ปี 2568 มีมูลค่า 679,600 ล้านบาท จะเติบโต 5.3% ต่อปี สู่มูลค่ากว่า 880,500 ล้านบาทภายในปี 2573สอดคล้องกับที่กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ประเมินมูลค่าขั้นต่ำในปี 2568 อยู่ที่ 690,000 ล้านบาท หรือ 3.39 % ของ GDP ขณะที่คลัสเตอร์อุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุมูลค่ารวมราว 1.5 ล้านล้านบาท

กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ(สบส.) สะท้อนตัวเลขการสร้างมูลค่าแล้วจาก 3 บริการสุขภาพและความงามเป้าหมายผลักดันของภาครัฐ ในช่วงครึ่งปีแรกรวม 16,998.21 ล้านบาท แยกเป็น 1.ด้านเวชศาสตร์ความงาม 15,120 ล้านบาท 2.การอุ้มบุญและเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ 1,637 ล้านบาท และ 3.ผ่าตัดยืนยันเพศสภาพ 241.2 ล้านบาท

แอ็กซ์แพ็ทเชื่อมั่นมากขึ้น

นพ.พงษ์พัฒน์ ปธานวนิช อดีตนายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ”ว่า ตลาดรพ.เอกชน แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.จ่ายเงินสด 2.กองทุนประกันสุขภาพภาครัฐ และ3.ต่างชาติ แบ่งเป็น บินเข้ามารับบริการ(Fly In) หลักๆจะเป็นตะวันออกกลาง CLMV ยุโรป และผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย หรือ เอ็กซ์แพ็ท(Expats )เช่น จีน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา ยุโรป เป็นต้น

จากปัญหากำลังซื้อในประเทศ ส่วนของกลุ่ม 1 คงไม่ได้รับผลกระทบมากนัก ผู้ที่มีรายได้สูง เมื่อเจ็บป่วยยังเลือกใช้รพ.เอกชน เพียงแต่อาจจะไปรพ.ขนาดเล็กลงกว่าเดิม ขณะที่กลุ่มเอ็กซ์แพ็ท จำนวนคนเข้ามาทำงาน คนมาอาศัยเพิ่มขึ้น บวกกับความเชื่อมั่นรพ.เอกชนในไทยมากขึ้น จากเดิมเมื่อป่วยจะกลับไปรักษาที่ประเทศตัวเอง จึงส่งผลต่อรายได้เอกชนในส่วนนี้เพิ่มขึ้น

ตลาดต่างชาติใหม่เพิ่ม

กลุ่มต่างชาติที่บินเข้ามารับบริการ กลุ่ม CLMV ผู้ที่มีรายได้สูง แม้โรคทั่วไป เช่น คลอดบุตร เลสิก ยังเข้ามา ส่วนโรคยากซับซ้อน ผู้ที่มีรายได้ปานกลางก็เข้ามารับบริการในไทยเช่นเดียวกัน สถานการณ์ความขัดแย้งอาจจะมีอยู่ชั่วคราวสั้นๆ ดังนั้น การรักษาระดับสูง ผู้ป่วยยังคงเข้ามารับบริการ ด้วยความเชื่อมั่นต่อระบบบริการ
แม้มีการชะลอตัวในกลุ่มตะวันออกกลาง จากปัญหาของภูมิภาคทั้งราคาน้ำมันลดลงและการสู้รบ แต่มีตลาดต่างชาติใหม่ๆเข้ามาเพิ่ม เป็นผลจากรัฐบาลที่ผ่านมา มอบให้ท่านทูตในประเทศที่ยังมีระบบเฮลท์แคร์ไม่พัฒนาเท่าไทย ไปทำตลาดกลุ่มที่มีรายได้สูงให้เข้ามารับ อย่างเช่น มัลดีฟส์ บังคลาเทศ ปากีสถาน และแอฟริกาใต้หลายประเทศ เป็นต้น

ยังโตแต่อัตราไม่เกิน 5 %

รพ.เอกชนที่มีการรับผู้ป่วยต่างชาติด้วย ปีนี้อัตราเติบโตไม่เกิน 5 % ส่วนกลุ่มคนไทยแล้วแต่รพ. ซึ่งสวัสดิการภาครัฐที่มีงบประมาณจำกัด จะส่งผลให้คนเข้ามารับบริการภาคเอกชนมากขึ้น เพราะเฮลท์แคร์เป็นเรื่องที่รอไม่ได้ ยอมจ่ายเงินและรักษาเอง จะทำให้เอกชนโตขึ้นเล็กน้อย

“โดยรวมเชื่อว่าจะยังโต เพียงแต่อัตราอาจจะไม่มาก น่าจะอยู่ราว 2-5 % ขณะที่เป้า GDP ประเทศโต 2 % ธุรกิจก็โตได้จำกัด” นพ.พงษ์พัฒน์กล่าว

และในช่วงครึ่งปีหลังนั้น ธุรกิจเฮลท์แคร์จะดีกว่าครึ่งปีแรกอยู่แล้ว เนื่องจากปัจจัยเรื่องภูมิอากาศ ในไทยเป็นช่วงฤดูฝน ทำให้คนป่วยมากขึ้น รวมถึง มีการเดินทาง เพียงแต่ต้องติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งพื้นที่ต่างๆ จะส่งผลต่อการเข้ามารับบริการในไทยหรือไม่

อีอีซี Medical & Wellness Valley

เรื่องการขับเคลื่อนท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ บอร์ดเมดิคัลและเวลเนสฮับ ได้เห็นชอบ การพัฒนาพื้นที่มูลค่าสูง Medical & Wellness Valley ในพื้นที่อีอีซี(EEC) รวมถึง การจัดทำแพลตฟอร์มกลาง ด้านการตลาดและประชาสัมพันธ์ ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ , จับคู่โรงแรมและโรงพยาบาล จัดบริการแพ็กเกจสุขภาพ ,พัฒนาระบบเอเจนซี่ขายแพ็กเกจสุขภาพ และเพิ่มคลินิกเวลเนส , การแพทย์ แผนไทย ในโรงแรม คาดว่าจะเกิดผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม มูลค่ากว่า 200,000 ล้านบาท

สุขภาพ New Growth Engine

สำหรับภาคผลิต “คลัสเตอร์อุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม” ประกอบด้วย 7 กลุ่ม ยา เครื่องมือแพทย์ อาหาร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร สมุนไพร เครื่องสำอางและเทคโนโลยีชีวภาพ ถือเป็น“อุตสาหกรรมแห่งอนาคต (Next - Gen Industries)” สามารถแข่งขันได้ ตามนโยบายส.อ.ท.

มูลค่าคลัสเตอร์อุตสาหกรรมนี้ราว 1.5 ล้านล้านบาท เป็นส่งออก 532,608 ล้านบาท นำเข้า 523,759 ล้านบาท นับเป็น 10 % ของ GDP ประเทศไทย มองเป้าอนาคตจะเป็น “New Growth Engine” เครื่องยนต์ใหม่ที่สำคัญตัวหนึ่งในการขับเคลื่อน GDP

บางกลุ่มอุตสาหกรรมไม่ตก ไม่ดิ่ง

นายนาคาญ์ ทวิชาวัฒน์ ประธานคลัสเตอร์อุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม ส.อ.ท. ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ”ว่า ตัวเลขดังกล่าวเป็นของปี 2566 ส่วนปี 2567 บวกลบไม่เกิน 5-10 % และปี 2568 คลัสเตอร์มีการวางเป้าที่จะเพิ่มยอด แต่ด้วยเศรษฐกิจชะลอตัว ยอดเหมือนจะพุ่งก็เลยไม่พุ่ง โดยเฉพาะในกลุ่มอาหาร ติดขัดการส่งออกไปสหรัฐอเมริกาพอสมควร

“บางกลุ่มที่ไม่ได้มีการส่งออกมากนัก ยอดยังถือว่าดี ในลักษณะการไต่ปรับเชิดหัวขึ้นได้ระดับหนึ่ง เช่น กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เครื่องสำอาง ไม่ถือว่าตก และไม่ได้ขึ้นมาก ยังมั่นใจว่าจะอยู่ได้ ไม่ตก ไม่ดิ่ง”นายนาคาญ์กล่าว

ครึ่งปีหลังไร้ปัจจัยบวกเพิ่ม

ครึ่งปีหลังไม่น่าจะแตกต่างจากครึ่งปีแรก ไม่มีปัจจัยบวกเพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน เพราะฉะนั้น หากจะตั้งเป้าคงต้องเริ่มต้นใหม่ในปี 2569 อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ต่างๆคลี่คลาย กลุ่มอุตสาหกรรมอาหารจะอัดฉีดได้มากขึ้น รวมถึง ต้องจับตาดูความเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภาษีจากการเจรจากับโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เพราะกลุ่มอาหารมีผลส่วนนี้อยู่มาก

ขณะที่สมุนไพร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เทคโนโลยีชีวภาพ ยาแผนปัจจุบัน ส่วนใหญ่เป็นการผลิตใช้ในประเทศ ไม่ได้มีการส่งออกมาก ถือว่ากระทบน้อย กลุ่มเครื่องมือแพทย์ การส่งออกเป็นถุงมือยางและของทั่วๆไป เครื่องสำอางมีการส่งออกจำนวนมาก อย่างเช่น แชมพู เป็นอันดับต้นๆของโลก และเป็นฐานการผลิตในอาเซียน

เครื่องยนต์ใหม่ ที่น่าสนใจ

ทั้งนี้ เศรษฐกิจสุขภาพจะเป็นเครื่องยนต์ตัวใหม่แน่นอน เพราะต่างประเทศไม่สามารถดึงไปได้ ภาพลักษณ์การเป็นศูนย์กลางสุขภาพของไทยแข็งแรงมาก รวมถึง คุณภาพผลิตภัณฑ์และความเชื่อถือในรากเหง้า ภูมิปัญญาเดิม เป็นปัจจัยบวกที่สำคัญที่สุด

ส่งผลให้ต่างประเทศยังเดินทางเข้ามารับบริการเฮลท์แคร์ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวที่เน้นด้านสุขภาพกายและใจ จะมองมาที่ประเทศไทย จึงเป็นจุดขายหลักสำคัญที่จะพัฒนาบุคลากร เพราะหุ่นยนต์หรือเอไอ ไม่สามารถทดแทนส่วนนี้ได้โดยตรง ส่วนภาคอุตสาหกรรมอาจจะเสียเปรียบเล็กน้อยในด้านเทคโนโลยี แต่ด้านการต่อยอดภูมิปัญญา ยังมีความน่าเชื่อถือ เช่น อาหาร สมุนไพร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เป็นต้น

“มั่นใจว่าจะเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลัก อาจจะไม่ใช่เข้ามาทดแทนระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ หรือระดับใหญ่มาก แต่เป็นอุตสาหกรรมหนึ่งที่ยังคงแข็งแรง โอกาสที่จะร่วงโรยหรือจากไปน้อย จึงยังน่าสนใจ”นายนาคาญ์กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...