ย้อนรอย 4 เหตุการณ์ ฉุดเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิค
ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) จะเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิค หรือ Technical Recession ได้ GDP จะต้องติดลบติดต่อกันอย่างน้อย 2 ไตรมาส
ทั้งนี้ จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พบว่า เมื่อย้อนกลับไปในอดีต GDP ของไทย เข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิค เคยติดลบติดต่อกันอย่างน้อย 2 ไตรมาส อยู่ 4 ครั้ง ประกอบด้วย
วิกฤตการณ์ทางการเงินเอเชีย (Asian Financial Crisis) ปี 2540
- ไตรมาส 4/2540 GDP ติดลบ 4.6%
- ไตรมาส 1/2541 GDP ติดลบ 2.8%
- ไตรมาส 2/2541 GDP ติดลบ 5.3%
วิกฤตการณ์ทางการเงินโลก (Global Financial Crisis) ปี 2551
- ไตรมาส 4/2551 GDP ติดลบ 3.2%
- ไตรมาส 1/2552 GDP ติดลบ 3.3%
ความไม่สงบทางการเมืองปี 2556
- ไตรมาส 4/2556 GDP ติดลบ 0.1%
- ไตรมาส 1/2557 GDP ติดลบ 0.1%
สงครามการค้า 1.0 และโควิด-19 ปี 2562-2563
- ไตรมาส 3/2562 GDP ติดลบ 0.1%
- ไตรมาส 4/2562 GDP ติดลบ 0.7%
- ไตรมาส 1/2563 GDP ติดลบ 2.2%
- ไตรมาส 2/2563 GDP ติดลบ 9.4%
นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยครึ่งแรกของปี 2568 ขยายตัว 2.9% ดีกว่าที่ประเมินไว้ จากภาคการผลิตและการเร่งส่งออกสินค้า
อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงในระยะถัดไป ประเมินครึ่งหลังปี 2568 เศรษฐกิจไทยขยายตัว 1.7% โดยมีความเสี่ยงที่การส่งออกสินค้าจะได้รับผลกระทบจากนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ รวมทั้งยังมีความเสี่ยงเพิ่มเติมจากภูมิรัฐศาสตร์ และปัจจัยภายในประเทศ ดังนั้น เมื่อรวมทั้งปี 2568 ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยเป็นขยายตัว 2.3% จากเดิมขยายตัว 2.0%
“เศรษฐกิจไทยปี 2568 คาดว่าจะขยายตัวไม่ต่ำกว่า 2.0% ถ้าจะต่ำกว่า 2.0% ได้ จะต้องจำเป็นต้องมี Technical Recession คือการโตไตรมาสต่อไตรมาสติดลบ 2 ไตรมาส ติดต่อกัน โดยในช่วงระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา เราเห็นแค่ 4 ครั้ง แต่ละครั้งเป็น shock ที่ค่อนข้างใหญ่ ได้แก่ AFC, GFC, ความไม่สงบทางการเมืองปี 2556 และโควิด-19 ซึ่งตอนนี้เรายังไม่เห็นแบบนั้น ดังนั้นโอกาสน้อยที่จะเกิด Technical Recession” นายสักกะภพ กล่าว
ในแง่คณิตศาสตร์ หากในช่วงครึ่งปีหลังเศรษฐกิจไทยไม่ขยายตัวเลย ทั้งปี 2568 ยังขยายตัว 2.2% ขณะที่ครึ่งปีหลังจะต้องติดลบ 0.3% เศรษฐกิจไทยปี 2568 ถึงจะขยายตัวต่ำกว่า 2.0% อย่างไรก็ตาม ยังไม่ได้รวมปัจจัยด้านเมืองเข้าไปด้วย
ส่วนแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายในระยะถัดไปนั้น ถ้าจะต้องมีการปรับเปลี่ยน ต้องการจะลดดอกเบี้ยต้องดูจังหวะเวลาให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด เพราะเราไม่ได้มีลูกกระสุนที่เหลือเยอะ ต้องดูว่า policy space ที่มีอยู่จะใช้อย่างไรให้มีประสิทธิภาพมากสุด
ทั้งนี้ สิ่งที่ดอกเบี้ยจะมีบทบาทได้ คือ ถ้าเห็นว่าเศรษฐกิจหดตัวจนมากกว่าและมาจากดีมานด์ หรือภาวะการเงินตึงตัวมากกว่าพื้นฐานเศรษฐกิจอย่างชัดเจน
ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า กนง. มีมติ 6 ต่อ 1 เสียง ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.75% เพื่อรักษาพื้นที่ทางนโยบายการเงิน (monetary policy space) สำหรับการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายในจังหวะที่เหมาะสมและก่อให้เกิดประสิทธิผลสูงสุดในระยะข้างหน้า พร้อมปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2568 จากตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาดีกว่าที่ประเมินในครึ่งปีแรก โดยมองเศรษฐกิจหลังจากนี้ชะลอลง จากปัจจัยเสี่ยงทั้งภายนอกและภายในประเทศ
โดยประเมินว่า ในช่วงที่เหลือของปีนี้ กนง. อาจปรับลดดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมอีกอย่างน้อย 1 ครั้ง ตั้งแต่ไตรมาส 3/2568 เป็นต้นไป จากแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่คาดว่าจะชะลอลงอย่างมากในช่วงครึ่งปีหลัง โดยการส่งออกคาดว่าจะหดตัวลึกในช่วงครึ่งปีหลัง หลังจากมีการเร่งส่งออกสูงในช่วงที่ผ่านมา ประกอบกับแรงขับเคลื่อนหลักทั้งภาคการท่องเที่ยวและการบริโภคในประเทศมีแนวโน้มอ่อนแรงลงต่อเนื่อง
อย่างไรก็ดี มองว่าการปรับลดดอกเบี้ยไม่ใช่เครื่องมือหลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจ แค่ช่วยประคองเศรษฐกิจไทยได้บางส่วน