โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

คิดจะลงทุน “กองทุนต่างประเทศ”... ต้องไม่ละเลย “การบริหารความเสี่ยงค่าเงิน” !!!

Wealthy Thai

อัพเดต 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 05 มิ.ย. 2568 เวลา 09.55 น. • นริสรา ชัยวัฒนะ

Where2put Ur Money: ในปีที่ตลาดการลงทุนแกว่งแรง สินทรัพย์ขึ้นลงไม่เป็นใจ แต่สิ่งหนึ่งที่แข็งแรงสุดๆ กลับเป็น “ค่าเงินบาท"
ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา "เงินบาทแข็งค่า" ขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยปรับตัวจากระดับ 37.0 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ มาอยู่บริเวณ 32.7 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ นับเป็นสกุลเงินที่แข็งค่าขึ้น “แรงที่สุด” ในภูมิภาคเอเชีย หมายความว่า หากเราแลกเงินบาทไปลงทุนในดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ ลงทุนในหุ้น กองทุนต่างประเทศที่เป็นสกุลดอลลาร์ โดยที่ไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน “เราจะขาดทุนจากค่าเงินถึง -11.6%”
“ในปีที่ผ่านมา ผลตอบแทนจากการลงทุนในต่างประเทศของใครหลายๆ คน อาจจะบวกเกิน 10%แต่พอแลกเงินกลับมา อาจจะกลายเป็นขาดทุนซะอย่างนั้น”
“ไทร” เชื่อว่ามีเพื่อนๆ นักลงทุน เริ่มตั้งคำถามในช่วงนี้ว่า

  • อะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้ “เงินบาทแข็ง” ขนาดนี้ ใน 1 ปีที่ผ่านมา?

  • “ค่าเงินบาท” จะมีแนวโน้มต่อไปอย่างไร?

  • “พอร์ตการลงทุนต่างประเทศ” ของเราควรจัดการอย่างไรต่อ?

และ ที่สำคัญ ในสถานการณ์นี้ มีโอกาสการลงทุนในมุมในบ้างที่น่าสนใจ ?

มาดูกันก่อนว่า ปัจจัยอะไร ที่ทำให้ “เงินบาทแข็ง” ขนาดนี้ ใน 1 ปีที่ผ่านมา?

1.การ “อ่อนค่ารุนแรง” ของดอลลาร์สหรัฐฯ

“ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ” อ่อนค่าลงต่อเนื่องในปี 2025 เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับนโยบายการค้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และการขาดดุลการคลังที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนลดการถือครองสินทรัพย์สกุลเงินดอลลาร์ และหันมาถือครองสกุลเงินเอเชียมากขึ้นรวมถึงเงินบาท ส่งผลให้ค่าเงินทั่วโลกยกเว้นดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้น
2.“เงินทุนต่างชาติ” ไหลเข้าตลาดพันธบัตรรัฐบาลไทย

ท่ามกลางความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจสหรัฐฯ และความเสี่ยงจาก Trade War/เศรษฐกิจชะลอตัว นักลงทุนส่วนใหญ่มอง “พันธบัตรไทย” ที่มีผลตอบแทนน่าสนใจ เป็น Safe Haven” ชั่วคราว ทำให้มีเม็ดเงินเข้ามาแสวงหาผลตอบแทนในตลาดตราสารหนี้
3.“ราคาทองคำ” ที่เพิ่มสูงขึ้น

“ราคาทองคำ” ที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 27% ในปีที่ผ่านมา ทำให้นักลงทุนหันมาซื้อทองคำมากขึ้น ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการซื้อขายทองคำในภูมิภาคเอเชีย ดังนั้นการซื้อขายทองคำในประเทศจึงต้องใช้เงินบาท ส่งผลให้ความต้องการเงินบาทเพิ่มขึ้น และทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น
4.“การเก็งกำไร” ในตลาดเงิน

การคาดการณ์ว่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องจาก 3 ปัจจัยข้างต้น ทำให้นักลงทุนบางส่วนเข้ามา “เก็งกำไร” ในตลาดเงิน โดยการซื้อเงินบาทเพื่อเก็งกำไร ส่งผลให้ความต้องการเงินบาทในตลาดเพิ่มขึ้น และทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าเพิ่มขึ้นต่อ

แล้วแนวโน้มของ “เงินบาท” ต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร?

แนวโน้มของ “ค่าเงินบาท” ในช่วงครึ่งปีหลัง คาดว่ามีโอกาส “อ่อนค่า” ลง มากกว่าที่จะ “แข็งค่า” ซึ่งจะสวนทางกับช่วงครึ่งแรกของปี 2025
เนื่องจากปัจจัยสนับสนุนต่างๆ ที่ช่วยหนุนให้เงินบาท “แข็งค่า”นั้นจะค่อยๆ เริ่มลดลงในระยะถัดไปด้วยพื้นฐานเศรษฐกิจของไทยที่ไม่ได้แข็งแรงมากนัก รายได้จากภาคการท่องเที่ยวยังต่ำกว่าคาด การส่งออกอาจเริ่มชะลอลงหลังจากที่เร่งส่งออกเพื่อเลี่ยงภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ไปแล้วในช่วงต้นปี ประกอบกับตัวเลขเศรษฐกิจภาพรวมในประเทศก็เริ่มส่งสัญญาณอ่อนแรง
“และที่สำคัญคือ ความแตกต่างด้านนโยบายการเงินระหว่าง ‘สหรัฐฯ’ และ ‘ไทย’กำลังจะกลายเป็นแรงฉุดสำคัญ โดย ‘Fed’ อาจคงดอกเบี้ยระดับสูงต่อไปได้ยาวในปีนี้ ขณะที่ฝั่ง ‘ธปท.’มีแนวโน้มจะต้องลดดอกเบี้ยลงเร็วในช่วงครึ่งปีหลัง เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจภายในประเทศ”
สิ่งที่ตามมา คือ “ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย” ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ จะกว้างขึ้น “สหรัฐฯ ดอกเบี้ยยังสูง” แต่ “ไทยดอกเบี้ยต่ำลง” ซึ่งจะลดความน่าสนใจของเงินบาทในสายตานักลงทุนต่างชาติ และทำให้มีโอกาสสูงที่เงินทุนจะไหลกลับออกจากตลาดตราสารหนี้ไทย กลับไปถือเงินดอลลาร์แทน
ดังนั้น "เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่า" ในช่วงครึ่งปีหลัง เรามองกรอบค่าเงินไว้ที่ราว 34.0 - 35.5 บาทต่อดอลลาร์ในครึ่งปีหลังนี้ เนื่องจากแรงขับเคลื่อนหลักอาจจะอยู่ที่ "ต้นปี" มากกว่า "ปลายปี" นั่นเอง

แล้วใคร “ได้” ใคร “เจ็บ” จากบาทแข็ง?

ผู้ได้ประโยชน์:

  • ผู้นำเข้า: ต้นทุนลดลง (โดยเฉพาะน้ำมัน เครื่องจักร วัตถุดิบจากต่างประเทศ)

  • คนไทยที่ไปต่างประเทศ หรือซื้อของออนไลน์จากต่างชาติ

  • นักลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ไทย: รับแรงหนุนจาก fund flow ที่ไหลเข้ามาในระยะสั้น

ผู้เสียประโยชน์:

  • ผู้ส่งออก: รายได้เมื่อแปลงเป็นเงินบาทลดลง

  • ผู้ลงทุนในกองทุนหรือหุ้นต่างประเทศแบบ Unhedged” (ไม่ป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน) ทำให้กำไรจากกองทุนหรือหุ้นจะลดลงจากผลขาดทุนค่าเงิน

การลงทุนแบบ “Hedge” vs “Unhedge”: เรื่องที่ต้องรู้ในภาวะเงินบาทผันผวน

ในปัจจุบันการลงทุนใน “กองทุนต่างประเทศ” ในไทย มักจะมีทางเลือกให้ผู้ลงทุนเลือกระหว่าง “ป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน” (Hedge) กับ “ไม่ป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน” (Unhedged
Hedge” = ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน → ผลตอบแทนใกล้เคียงกองทุนหลัก แต่จะต่ำกว่าเล็กน้อยเนื่องจากกองทุนต้องมีต้นทุนในการป้องกันความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
Unhedged” = ไม่ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน → ผันผวนตามค่าเงิน (ได้กำไรเพิ่มเมื่อบาทอ่อน / ขาดทุนเมื่อบาทแข็ง)
ตัวอย่าง: กองทุน KKP GNP-H (Hedged) และ KKP GNP (Unhedged) (ผลตอบแทน 1 ปีย้อนหลัง ณ สิ้นเดือน พ.ค. 68)ทั้ง 2 กองทุนลงทุนทุกอย่างเหมือนกัน ต่างกันเฉพาะการป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน
โดยกองทุน KKP GNP-H +7.1%ในขณะที่ KKP GNP -0.93%จะเห็นว่ากำไรจากการลงทุน ได้ถูกผลขาดทุนค่าเงินกัดกินไปหมดเลย

กลยุทธ์การ “จัดการพอร์ต” การลงทุนในช่วงที่ “ค่าเงินบาท” ผันผวนแบบนี้ ควรทำอย่างไร ?

1. พอร์ตลงทุนต่างประเทศ: ควร “Hedge” บางส่วน

  • หากต้องการลงทุนในกองทุน หรือ หุ้นต่างประเทศ แต่ไม่อยากรับความเสี่ยงค่าเงิน ควรเลือกกองทุนแบบ “Hedged”

  • หรือหากรับความผันผวนค่าเงินได้ การ Hedge 50% / Unhedge 50% เป็นแนวทางในการกระจายความเสี่ยงที่ดี และเป็นการเปิดโอกาสในการสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่มหากเงินบาทอ่อนค่า

2. ทำความเข้าใจว่าเงินบาท “แข็งค่า” “อ่อนค่า” เป็นปัจจัยที่เกิดขึ้นชั่วคราว

  • ค่าเงินบาทแม้จะเคลื่อนไหวแข็งค่า อ่อนค่ารุนแรง ในแต่ละช่วงเวลา แต่ค่าเฉลี่ยในระยะยาว 10 ปี และ 20 ปีย้อนหลัง อยู่ที่ 5 – 34.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ แปลว่า ช่วงนี้ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงมาในระดับต่ำกว่า 33.0 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในท้ายที่สุดแล้ว ก็มักจะอ่อนค่ากลับไปที่ระดับค่าเฉลี่ย ดังนั้นผลขาดทุนจากการลงทุนต่างประเทศ ก็จะลดลงเรื่อยๆ ในระยะถัดไป

3.มองเป็นจังหวะ “เก็งกำไรค่าเงิน” สำหรับนักลงทุนที่ “รับความเสี่ยงได้สูง”

  • สำหรับคนที่ใจกล้า รับความเสี่ยงได้ ช่วงที่เงินบาทแข็งผิดปกติ “อย่างในช่วงนี้” อาจเป็นโอกาสที่ดีในการเลือกลงทุนกองทุนแบบ Unhedged” เพราะถ้าเงินบาทอ่อนกลับมา เราจะได้กำไรจากทั้งราคาสินทรัพย์ต่างประเทศที่ขึ้น และกำไรจากค่าเงินที่ช่วยหนุนอีกแรง

สรุป

“เงินบาทแข็ง” ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเสมอไป แต่เราต้องเข้าใจว่าในโลกการลงทุน ความผันผวนเกิดขึ้นได้เสมอในทุกๆ สินทรัพย์ ไม่เว้นแม้แต่ “ค่าเงิน” ดังนั้นหากเราทำความเข้าใจกลไก “Hedge/Unhedged” และสามารถ “จัดพอร์ต” ให้เหมาะสมกับทิศทางค่าเงิน เราจะไม่ต้องกลัวว่า "บาทแข็ง ใครเจ็บ ใครได้" เพราะเราจะเป็นฝ่ายที่ "ได้" มากกว่า "เจ็บ" ทุกครั้งที่ตลาดผันผวนค่ะ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...