โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

“ศิริกัญญา” ห่วง เศรษฐกิจปี 68-69 GDPโตต่ำ อาจทำรายได้รัฐพลาดเป้า

PostToday

อัพเดต 11 มิ.ย. 2568 เวลา 01.28 น. • เผยแพร่ 11 มิ.ย. 2568 เวลา 08.18 น.

น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนหลังประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2568 โดยได้แสดงความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจทั้งในปี 2568 และ 2569 ที่จะมาถึง

“ศิริกัญญา” ห่วง เศรษฐกิจปี 68-69 GDPโตต่ำ อาจทำรายได้รัฐพลาดเป้า

น.ส.ศิริกัญญา ระบุว่า การประชุมในวันนี้เป็นนัดแรกที่หน่วยงานมาชี้แจงต่อกรรมาธิการในประเด็นต่างๆ ซึ่งในการประชุมวันนี้ทุกหน่วยงานต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเศรษฐกิจทั้งในปี 2568 และในปี 2569 มีความน่ากังวล

โดยในปี 2568 มีการประมาณการตัวเลขจีดีพีอยู่ที่ระหว่าง 1.8-2% ส่วนปี 2569 ก็มีแนวโน้มที่จะตกลงอีกไปอยู่ที่ 1.6% ซึ่งจะส่งผลกระทบต่องบประมาณ โดยเฉพาะในด้านการประมาณการรายได้ภาครัฐ

จากการคำนวณเบื้องต้น ถ้าจีดีพีตกต่ำลงตามคาดการณ์ในปี 2569 รายได้รัฐจะหายไปอยู่ที่ราว 63,000 ล้านบาท หรือประมาณ 2% ของประมาณการรายได้ ซึ่งหากรัฐไม่สามารถหารายได้จากที่อื่นมาได้ ก็หมายความว่ารายจ่ายในปี 2569 ก็อาจจะใช้ได้อย่างไม่เต็มที่ตามที่ได้ตั้งงบประมาณไว้ที่ 3.78 ล้านล้านบาท

และหากจะกู้เพิ่มก็กู้ได้ไม่มาก เนื่องจากรัฐบาลได้ตั้งงบประมาณขาดดุลจนเกือบที่จะเต็มเพดานไว้อยู่แล้ว ถ้าจะกู้เพิ่มก็ได้เกินเพียงแค่ประมาณ 17,000 ล้านบาท ขณะที่รายได้ลดลงไปถึง 60,000 ล้านบาท

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อไปว่า ในที่ประชุมวันนี้ยังมีการพูดคุยกับกระทรวงการคลังว่าจะมีแนวทางอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของภาษีสรรพสามิตที่รัฐเก็บได้ต่ำกว่าเป้ามาโดยตลอด

ทางกระทรวงการคลังเองก็ได้ชี้แจงแนวทางมาสองแนวทาง โดยแนวทางแรกที่จะใช้ทั้งในปี 2568 และ 2569 ก็คือการจัดเก็บภาษีน้ำมัน อย่างที่ก่อนหน้านี้จัดเก็บเพิ่มอีก 1 บาท ซึ่งจะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 3,000 ล้านบาทต่อเดือน

แนวทางต่อมาคือการเก็บภาษีอื่นเพิ่มเติม โดยจะมีการรื้อโครงสร้างของภาษีรถยนต์ในอนาคต ซึ่งเป็นภาษีที่จัดเก็บได้ลดลงไปมาก จากยอดขายรถยนต์ที่น้อยลงและรถยนต์ไฟฟ้าที่เก็บภาษีต่ำ

ซึ่งยังมีข้อน่ากังวล เนื่องจากกระทรวงการคลังยังไม่ได้มีการลงรายละเอียดอย่างชัดเจนว่าจะได้เม็ดเงินเพิ่มเติมมาจากไหน เป็นเงินจำนวนเท่าไหร่บ้าง

“ศิริกัญญา” ห่วง เศรษฐกิจปี 68-69 GDPโตต่ำ อาจทำรายได้รัฐพลาดเป้า

เพราะที่ผ่านมาเมื่อมีปัญหาเช่นนี้เกิดขึ้น กระทรวงการคลังก็มักใช้วิธีการนำเอาเงินปันผลจากรัฐวิสาหกิจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ปตท. สำนักงานสลากฯ หรือกองทุนวายุภักษ์ มาใช้ในการเพิ่มรายได้ของภาครัฐให้มากขึ้น ซึ่งไม่ได้มีความยั่งยืน

เนื่องจากผลประกอบการของรัฐวิสาหกิจบางส่วนอาจจะไม่ได้ดีอย่างที่คาด เช่น ปตท. แม้จะมีบางรายที่มีผลประกอบการที่ดีขึ้น เช่น บมจ. ท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย เป็นต้น

ที่น่ากังวลอีกประการคืองบประมาณสำหรับชำระดอกเบี้ยที่จะต้องจ่ายในแต่ละปี ที่ไม่ได้มีการตั้งงบประมาณตามที่วางแผนไว้ตั้งแต่ต้น ซึ่งสำนักงบประมาณก็ได้ให้ความเห็นว่าคงต้องรอลุ้นว่าดอกเบี้ยนโยบายจะตกลงมาเรื่อยๆ และทำให้ดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลมีค่าใช้จ่ายลดลงหรือไม่

"เป็นข้อน่ากังวลในอนาคตว่าถ้าเงินไม่เพียงพอก็อาจจะต้องใช้งบกลางหรือเงินคงคลังมาชำระดอกเบี้ยอีกเหมือนปี 2567"

ในส่วนสุดท้ายที่ได้แลกเปลี่ยนกับกระทรวงการคลังก็คือเรื่องสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ซึ่งมีข้อกังวลว่าด้วยความที่จีดีพีจะโตต่ำลง สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีจะขึ้นไปถึง 70% เร็วขึ้น

โดยในช่วงปลายปีงบประมาณในเดือนกันยายน 2569 หนี้สาธารณะต่อจีดีพีมีแนวโน้มจะขึ้นไปถึง 69% เร็วกว่าที่ได้เคยคาดการณ์เอาไว้ เท่ากับว่าในปี 2570 อย่างไรก็ต้องมีการขยายเพดานหนี้สาธารณะออกไปอย่างแน่นอนแล้ว ซึ่งทางกระทรวงการคลังก็ไม่ได้ปฏิเสธในส่วนนี้

ดังนั้นประเทศไทยคงต้องมีมติคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐเพื่อขยายเพดานหนี้สาธารณะในปี 2570 ซึ่งไม่อาจมั่นใจได้ว่าจะเป็นรัฐบาลไหนที่ได้ใช้ เพราะหากมีการยุบสภาก่อนกำหนด ก็อาจจะไม่ใช่รัฐบาลนี้ที่จะต้องรับภาระในการที่หนี้สาธารณะเกินกว่า 70% ของจีดีพี

“ศิริกัญญา” ห่วง เศรษฐกิจปี 68-69 GDPโตต่ำ อาจทำรายได้รัฐพลาดเป้า

น.ส.ศิริกัญญา ระบุด้วยว่า ได้มีการสอบถามธนาคารแห่งประเทศไทยในเรื่องเงินฝืด ซึ่ง ธปท. ชี้แจงมาว่าประเทศไทยยังไม่เข้าสู่ช่วงเงินฝืด เพราะเงินเฟ้อไม่ได้ติดลบในทุกรายการอย่างถ้วนหน้า จึงยังไม่ได้เข้าเกณฑ์ของการเป็นภาวะเงินฝืด

แต่ก็มีการยอมรับว่าอาจจะต้องมีการจับตาดูในเรื่องของกำลังซื้อที่อ่อนแอลงเรื่อยๆ และรายได้ของประชาชนที่ลดลงของทั้งเกษตรกรและค่าจ้างแรงงานด้วย

กรรมาธิการจากพรรคประชาชนได้เสนอให้คณะกรรมาธิการตั้งเป้าหมายในการปรับลดงบประมาณเพื่อนำไปรองรับวิกฤตเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้น แต่คณะกรรมาธิการปฏิเสธที่จะตั้งเป้าหมาย

อย่างไรก็ตามกรรมาธิการในสัดส่วนพรรคประชาชนยังคงเดินหน้าทำงานในการลด เลิก เลื่อนโครงการที่ไม่จำเป็นหรือส่อทุจริต เนื่องจากปัญหาตอนนี้คือรายได้รัฐไม่เข้าเป้า รายจ่ายจึงอาจต้องมีการปรับเปลี่ยน ควรตัดสินใจตั้งแต่วันนี้ว่าโครงการไหนสามารถตัดลดลงได้บ้าง

แม้ท้ายที่สุดฝ่ายกรรมาธิการเสียงข้างมากจะไม่ได้เอาด้วย แต่เราคิดว่าจำเป็นต้องเตรียมไว้ เพราะสามารถส่งเสียงได้ในชั้นอนุกรรมาธิการ หรือรวบรวมไปขอตัดในวาระที่สองในสภาฯ และถ้าไม่ได้อีกก็จะทำรายงานเสนอต่อประชาชน ให้เห็นว่าเราได้พยายามปรับลดงบประมาณที่ไม่จำเป็นหรือสุ่มเสี่ยงต่อการทุจริตให้ได้มากที่สุด แต่เสียงข้างมากไม่เห็นด้วย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...