โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"พิชัย" ยังมั่นใจ สหรัฐจะปรับลดการจัดเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้จากไทยลงมาจากอัตรา 36%

THE ROOM 44 CHANNEL

เผยแพร่ 08 ก.ค. 2568 เวลา 07.10 น.

"พิชัย" ยังมั่นใจ สหรัฐจะปรับลดการจัดเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้จากไทยลงมาจากอัตรา 36% เพราะได้ขยายเดดไลน์ออกไปเป็น 1 ส.ค. 2568 เชื่อจดหมายที่ส่งมาเนื่องจากสหรัฐฯ อาจยังสรุปไม่เสร็จ คาดจากนี้สหรัฐฯ จะนำข้อเสนอเก่าของไทยรวมกับข้อเสนอใหม่ แล้วรวมพิจารณาทีเดียว ชี้ไม่ว่าสุดท้ายจะออกมาอย่างไร ไทยมีแผนสำรองเพิ่ม

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เปิดเผยว่า กรณีที่รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ส่งจดหมายแจ้งรัฐบาลไทย ที่จะเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้กับสินค้าที่นำเข้าจากไทยในอัตรา 36% เมื่อช่วงเช้ามืดวันที่ 8 ก.ค. 2568 ตามเวลาของไทย ว่า มีช็อกบ้างนิดหน่อย แต่ยังมั่นใจว่าข้อเสนอที่ไทยส่งไปยังสหรัฐฯ ล่าสุดในช่วงคืนวันที่ 6 ก.ค. 2568 จะทำให้การพิจารณาเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้จากไทยปรับลดลงจาก 36% แน่นอน โดยจะใช้ระยะเวลาที่เหลือจากนี้เจรจาให้ทันก่อนเดดไลน์ใหม่ 1 ส.ค. 2568

"จดหมายออกจากมาตามเวลาสหรัฐฯ ซึ่งช้ากว่าไทยในวันที่ 7 ก.ค. 2568 ตรงกับเวลาของไทยวันที่ 8 ก.ค. 2568 น่าจะสวนทางกับข้อเสนอใหม่ที่ไทยส่งไปเพิ่ม หลังจากที่ได้เดินทางไปเจรจามาที่สหรัฐฯ และเขาต้องการให้พิจารณาลดภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ โดยไทยได้เสนอที่จะลดภาษีให้กับสินค้าของสหรัฐฯ 90% ของรายการนำเข้า ส่วนอีก 10% ต้องสงวนไว้เพื่อดูแลผู้ประกอบการในประเทศ โดยภาษีให้ส่วนใหญ่จะดูจากที่ไทยทำเขตเสรีทางการค้า (เอฟทีเอ) กับประเทศต่างๆ และมีอัตราภาษีที่ 0% อยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ 0% ทั้งหมดโดยจะดูผลกระทบกับคู่ค้าอื่นไปด้วย"

นายพิชัย กล่าวว่า การที่สหรัฐฯ ส่งจดหมายมาในวันนี้เนื่องจากใกล้ถึงเดดไลน์ที่สหรัฐฯ กำหนดวันที่ 9 ก.ค. 2568 แต่ทางสหรัฐฯ ก็ยังเจรจากับประเทศต่างๆ ได้ไม่หมด ดังนั้นเพื่อให้การเจรจามีความเข้มข้นขึ้นสหรัฐฯ จึงได้ส่งจดหมายไปประเทศต่างๆ ตามที่เคยประกาศออกไป และเลื่อนกำหนดการจัดเก็บภาษีให้เป็นวันที่ 1 ส.ค. 2568 สำหรับแนวทางของประเทศไทย เมื่อคืนวันที่ 7 ก.ค. 2568 ที่ผ่านมา ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ของไทยประจำสหรัฐไปติดตามความคืบหน้าของข้อเสนอใหม่ที่ไทยเสนอไป ซึ่งตอนนี้ถึงมือสำนักผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (ยูเอสทีอาร์) แล้ว

"การที่อัตราภาษีศุลกากรตอบโต้ที่สหรัฐฯ แจ้งมายังไทยอยู่ที่ 36% เช่นเดิม เนื่องจากสหรัฐฯ อาจยังสรุปไม่เสร็จคาดว่าสหรัฐอาจจะนำข้อเสนอเก่าของไทยรวมกับข้อเสนอใหม่ไทยยื่นไปเมื่อวันที่ 6 ก.ค. 2568 แล้วรวมพิจารณาทีเดียว ซึ่งอาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงของภาษีที่สหรัฐฯ จะเรียกเก็บกับไทย ล่าสุดทางสหรัฐระบุว่ากำลังเร่งดูข้อเสนอไทยอยู่ เพราะหลายประเทศก็อยู่ในขั้นตอนของการเจรจาการค้า ยืนยันว่าเราสามารถเจรจาภาษีกับสหรัฐไทยก่อนเดดไลน์ 1 ส.ค. แน่นอน"

นายพิชัย ยังได้วิเคราะห์ด้วยว่า อัตราภาษีที่สหรัฐฯ ยื่นจดหมายมายังประเทศต่างๆ จะเห็นว่า สหรัฐฯ จัดเป็นกลุ่ม โดยญี่ปุ่น กับเกาหลีใต้ เป็นกลุ่มประเทศเทคโนโลยีสูง ถูกเรียกเก็บ 25% อยู่ในกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็อาจถูกมองอย่างนั้นก็ได้ อย่างไทยเป็นฐานการผลิตและส่งออกไปสหรัฐฯ ก็ถูกคิดอีกอัตรา ส่วนเวียดนามที่สรุปที่อัตรา 20% และถ้าเป็นสินค้าผ่านมาจากประเทศอื่น 40% โดยส่วนใหญ่ของเวียดนามเป็นสินค้าผ่านทางส่วนสินค้าผ่านทางไทยแล้วส่งออกไปแม้มีก็ไม่เยอะเท่า ด้านกัมพูชาจะถูกเก็บในอัตรา 36% ต้องดูว่าเศรษฐกิจเขาเล็กนิดเดียว

อย่างไรก็ตามแม้ว่าผลการจัดเก็บภาษีในท้ายที่สุดหลังวันที่ 1 ส.ค. 2568 จะออกมาเป็นอย่างไร รัฐบาลยืนยันว่ามีแผนสำรองมารองรับทั้งกรณีคิดภาษี 36% หรือต่ำกว่า 36% เพราะปัจจุบันการค้าบนโลกปัจจุบันต้องปรับปรุงตลอด ส่วนการเยียวยาผู้ประกอบการ ก็ได้เตรียมการรองรับอยู่แล้ว ขณะที่งบกระตุ้นเศรษฐกิจที่เหลืออยู่ 40,000 ล้านบาทจะนำมาใช้รองรับผลกระทบด้วยหรือไม่นั้น รองนายกฯ ระบุว่า ก็คงต้องพิจารณาความจำเป็นก่อน

"รัฐบาลมั่นใจว่าการยื่นข้อเสนอไปล่าสุดก็ได้อธิบาย และสามารถวัดผลได้ ดูแล้วสามารถปฏิบัติได้ และได้ผลต่อเนื่องไม่ใช่ทำ ๆ หาย ๆ ซึ่งการเสนออะไรไปหากไปรับปากเฉย ๆ อย่างเดียวคงไม่ได้ แต่ต้องปฏิบัติได้ด้วย ส่วนผมจะเดินทางไปเจรจากับทางสหรัฐฯ อีกหรือไม่ ขณะนี้ในระดับทำงานจะทำงานกันอย่างหนัก ผมก็เตรียมตัวพร้อมเดินทางไปเจรจาตลอด 24 ชั่วโมงหากต้องมีการเจรจาเพิ่มเติม"

นอกจากนี้ ในส่วนของกรณีที่รัฐบาลไทยได้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศบริกส์ (BRICS) ครั้งที่ 17 ในฐานะประเทศหุ้นส่วนที่ได้รับเชิญมากกว่า 27 ประเทศทั่วโลก ในห้วงของการประกาศขึ้นภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์นั้น มองว่า การเข้าร่วมประชุมไปในฐานะเรียนรู้และสังเกตการณ์ เพราะวันนี้โลกเปลี่ยนแปลงไปมาก หากจะใช้วิธีคิดแบบเดิมคงไม่ได้ และไทยต้องอยู่ให้ได้กับทุกฝ่าย ซึ่งเห็นว่า คงไม่เสียหายอะไร

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...