โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ศูนย์ฟื้นฟูคนเสพยาด้วยศรัทธา “บ้านอุ่นไอรัก” ยึดหลัก Community-Based Treatment ศาสนบำบัดเยียวยาผู้หลงทาง

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 11 ก.ค. 2568 เวลา 18.11 น. • เผยแพร่ 09 ก.ค. 2568 เวลา 14.42 น.

สุกรี มะดากะกุล รายงาน

ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ท่ามกลางปัญหาความขัดแย้งกระแสหลัก ภัยปัญหาความไม่สงบ ที่ยืดเยื้อมายาวนาน อีกด้านหนึ่งยาเสพติดเป็นภัยปัญหาใหญ่ที่ลุกลามตามมา ไม่ใช่แค่ปัญหาสังคม แต่ได้กลายเป็นรากเหง้าที่ฝังลึกและแพร่กระจายอย่างเงียบงัน

ตัวเลขจากเรือนจำหลายแห่งชี้ชัดว่า มากกว่า 95% ของผู้ต้องขังในพื้นที่ ตกอยู่ภายใต้คดียาเสพติด ส่วนที่เหลือคือคดีปล้น คดีลักทรัพย์ทั่วไป คดีทำร้ายร่างกาย และคดีฆ่า คิดเป็นเพียง 3–5% เท่านั้น

พวกเขาเป็นคนเลวร้าย…หรือแค่หลงทาง?

ท่ามกลางตัวเลขที่ดูจะเลวร้าย คือคำถามที่ต้องขบคิดให้ลึกกว่าแค่การลงโทษทางกฎหมาย

ปัญหาเยาวชนใช้ยาเสพติด มีทั้งกัญชา ยาบ้า ยาไอซ และที่ฮิตที่สุดคือ ต้มพืชใบกระท่อม ที่มีชื่อเรียกว่า 4 x100

ปัญหายาเสพติดใน 3 จังหวัดชายแดนใต้นั้น ยังส่อเกิดผลกระทบในวงกว้าง ทั้งในมิติ เศรษฐกิจครัวเรือน คนในวัยทำงานกลายเป็นผู้ป่วย ครอบครัวขาดรายได้ ทิ้งครอบครัวภรรยา ปัญหาการหย่าร้าง ปัญหาด้านการศึกษา เยาวชนหลุดจากระบบการเรียน ตลอดจนการก่ออาชญากรรม ปัญหาลักขโมย ปล้น หรือทำร้ายร่างกาย การก่ออาชญากรรมเพิ่มขึ้นอย่างน่ากังวล ส่วนใหญ่มาจากขบวนการยาเสพติด

ปัจจุบันปัญหากฎหมายกับแนวทางบำบัด เมื่อจำนวนผู้เสพพุ่งสูงเกินเรือนจำรองรับได้ กระบวนการปราบปรามยาเสพติดของรัฐ ได้มีการแยกผู้เสพออกจากผู้ค้า แต่ในทางปฏิบัติ ผู้เสพจำนวนมากยังคงต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย หากผู้เสพทุกรายถูกจับกุมและควบคุมตัวเข้าสู่เรือนจำ ย่อมทำให้เรือนจำแออัดอย่างหนัก เพราะจำนวนผู้ต้องขังจะเพิ่มขึ้นจนเกินกว่าเรือนจำจะรับได้

ทางออกที่รัฐใช้ในปัจจุบัน หลังศาลตัดสินแล้ว ผู้ต้องหาบางรายที่ไม่ต้องคดีอื่นๆจะได้รับ ทางเลือกในการเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษา แทนการจำคุก ซึ่งกระบวนการบำบัดนี้อยู่ภายใต้การดูแลของ สาธารณสุขจังหวัด และ โรงพยาบาลธัญญารักษ์ซึ่งสถานการณ์ในจังหวัดปัตตานี นั้น รพ.ธัญญารักษ์ปัตตานี ให้ข้อมูลว่าปัจจุบันมีผู้เข้ารับการรักษา ไม่ต่ำกว่า 300 รายต่อเดือน จังหวัดต้องแบกรับค่าใช้จ่าย หลายล้านบาทต่อเดือน

สถิติตั้งแต่ พฤศจิกายน 2567 ถึง มิถุนายน 2568 (ระยะเวลา 8 เดือน) มีผู้ต้องคดียาเสพติดที่เข้ารับการบำบัด สะสมกว่า 1,600–1,700 ราย เฉลี่ยแล้ว มีผู้เข้ารับการบำบัด ไม่ต่ำกว่า 200 รายต่อเดือน

ที่ “มูลนิธิบ้านอุ่นไอรัก” บ้านจาแบปะ ต.บาโลย อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี เป็นจุดศูนย์กลางฟื้นฟูผู้เสพติดปัจจุบันมีผู้เข้าอาศัยรับอยู่เกือบพันราย ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ และกำลังเป็น “ศูนย์ฟื้นฟูสภาพสังคม” ด้วยแนวทาง ศาสนบำบัด ควบคู่การแพทย์ รักษาเยียวยา เน้นเปิดโอกาสให้คนหลงทางให้กลับมามีที่ยืนในสังคม จำนวนผู้รับจำนวนผู้ที่ประสงค์เข้ารับงานเยียวยามีแนวโน้มว่าพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆด้วยเช่นเดียวกัน

ย้อนไปเมื่อเริ่มต้นปี 2561 เริ่มจากโครงการ CTBx (Community-Based Treatment) การจัดการบำบัดควบคุมโดยชุมชนเอง เป็นความร่วมมือของ 4 ฝ่าย คือฝ่ายความมั่นคง หน่วยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 42 ฉก.ปัตตานี อำเภอยะหริ่ง ตำรวจฝ่ายปกครองและชุมชน ที่ตำบลมะนังยง อำเภอยะหริ่ง โดยมีกำนันตำบลมะนังยง นายกามารูดิง มูซอ เป็นผู้นำชุมชน ใช้ชุมชน เป็นต้นแบบบริหารจัดการวัยรุ่น เยาวชนในพื้นที่ชุมชนตัวเอง พร้อมกับผู้นำศาสนาคือนายอาหามะฟัดลี ยูโซะ มาเริ่มที่บ้านหลังแรกและเริ่มบำบัดโดยใช้ศาสนา ตอนนั้นเพียงไม่ถึง 20 คนเท่านั้น

จากนั้นเพิ่มขึ้นทุกปีจนต้องขยายสร้างเป็นโรงเรือน เป็นอาคาร เพิ่มขึ้นอีก 2-3 หลัง ปัจจุบันรับได้ถึง 800 คน และที่นี่ได้จดทะเบียน “มูลนิธิบ้านอุ่นไอรัก” เพื่อดำเนินการช่วยเหลือโดยตรง สำหรับผู้ฟื้นฟูเยียวยา ปัญหายาเสพติด

นายอาหามะฟัดลี ยูโซะ ประธานมูลนิธิบ้านอุ่นไอรัก กล่าวว่า บ้านอุ่นไอรักเริ่มต้นจากแนวคิด CBTx (Community-Based Treatment) ตั้งแต่ปี 2561 โดยใช้หลัก “ศาสนบำบัด” เป็นแกนกลาง ผ่านการกิน-อยู่-ละหมาดร่วมกัน ควบคู่การดูแลจากแพทย์ ปัจจุบันมีผู้เข้ารับการฟื้นฟูต่อเนื่องกว่า 800 ราย และมีผู้ผ่านการบำบัดแล้วกว่าหมื่นคน จากทั้ง 14 จังหวัดภาคใต้ ภาคกลาง และภาคอีสาน

นายอาหามะฟัดลี ยูโซะ ประธานมูลนิธิบ้านอุ่นไอรัก

ที่นี่ไม่ใช่ที่ขังคนติดยา แต่คือที่ให้โอกาสกลับใจจากเด็กติดยา สู่ผู้ศรัทธาที่มีเป้าหมายในชีวิต

มูลนิธิเตรียมเดินหน้าเร่งขยายโรงครัว-ห้องน้ำ รองรับจำนวนผู้เข้ารับการดูแลที่เพิ่มขึ้น พร้อมวางแผนจัดตั้งศูนย์ฟื้นฟูสำหรับผู้หญิง และศูนย์ฝึกอาชีพเพื่อคืนชีวิตใหม่ให้กับผู้ป่วยอย่างครบวงจร

แนวทาง “ศาสนบำบัด” ของบ้านอุ่นไอรัก ยึดวัตรปฏิบัติอิสลามแบบเข้มข้น โดยมีนักการศาสนาเป็นผู้นำหรือเราให้พี่เลี้ยงที่ผ่านหลักสูตร ใช้การ ดะวะห์ (การชักชวนสู่ทางธรรม) การเรียนรู้ อัลกุรอาน และ หะดีษ ผ่านกิจกรรมประจำวัน เช่น ละหมาดห้าเวลา อ่านกีตาบ ตะอลีม (ตำราศาสนา) ทบทวนกุรอานก่อนเข้านอน ขอดุอาอ์ (พร) ให้พ่อแม่และครอบครัวทุกคืน ในแต่ละวันหัวใจของผู้เข้ารับการบำบัดจะค่อยๆ ผูกพันกับศาสนา ฝึกสติเพื่อควบคุมอารมณ์เรียนรู้เรื่องสายใยครอบครัว ความกตัญญู และความรักต่อเพื่อนมนุษย์

“ใช้แนวทางศาสนาเป็นเข็มทิศชีวิต ทำทุกอย่างเพื่ออัลลอฮฺ ซบ.”

หลังจาก 2 เดือนผ่านไป หลายคนเปลี่ยนจากผู้ที่เคยสิ้นหวัง กลับมามีแววตาแห่งความหวังสุขภาพฟื้นคืน จิตใจสงบ ครอบครัวกลับมากอดกันด้วยน้ำตาแห่งความปลื้มปิติ

นายอาหามะฟัดลี กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมา 90% ไม่ย้อนกลับไปเส้นทางเดิม ผลลัพธ์ของกระบวนการศาสนบำบัดไม่ใช่แค่การ เลิกยา แต่คือการ “เปลี่ยนชีวิต” กว่า 90% ของผู้เข้าร่วมไม่หวนกลับไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดอีก หลายคนเริ่มต้นชีวิตใหม่ในสังคม ด้วยจิตใจที่เข้มแข็งขึ้น แม้ภูมิคุ้มกันภายในยังต้องเติมเต็มอีกมาก แต่พวกเขามี หลักยึดคือ “ศรัทธา”

ผมอยากบอกว่า ปัญหานี้คำตอบอยู่ที่เราทุกคน หากเรายังมองว่าคนเหล่านี้เป็น “ปัญหา” แล้วใครจะเป็น “คำตอบ”?

อย่าตราหน้าหรือผลักไส เพราะเด็กคนหนึ่งที่ติดยาในวันนี้ อาจเป็นผู้ใหญ่ที่ยืนหยัดในวันหน้า ถ้าเราเปิดใจและยื่นโอกาสให้พวกเขากลับมา

“บ้านอุ่นไอรัก” ไม่ใช่เพียงสถานที่…แต่คือพื้นที่แห่งการให้อภัย เริ่มต้นใหม่ และสร้างพลังศรัทธาให้เดินต่อไปบนเส้นทางชีวิตอีกครั้งได้

นอกจากนี้ เรายังฝึกอบรมอาชีพให้กับพวกเขา เพราะเขาต้องการมีอาชีพ และไม่กลับไปสิ่งแวดล้อมเดิมอีก ซึ่งประกอบอาชีพที่อื่นได้ ขณะนี้เรามีอาชีพทำก่อสร้าง อาชีพช่างเชื่อม ช่างเฟอร์นิเจอร์ ช่างไม้ ช่างแอร์ รปภ.และ ช่างพ่นสีรถยนต์ ให้เขาเลือกทำอีกด้วย

นายกามารูดิง มูซอ กล่าวว่า “เราต้องให้ชุมชนเข้มแข็งด้วยชุมชนเอง และผมต้องทำงานหนักอย่างมากกว่าจะได้รับการยอมรับจากทุกคน มันเป็นความสามัคคีของการทำงานภายในตำบลของฝ่ายปกครอง ฝ่ายทุกฝ่าย และผมเชื่อว่าถ้าถูก ตำบลเข้มแข็งได้ ก็สามารถปราบปรามยาเสพติดได้ เด็กๆบางคนพูดกับพ่อแม่ด้วยคำขู่

“จะขังผมไว้ในนี้ก็ได้ ถ้าหนี…อย่าตาม”
“ผมไม่อยากอยู่แล้ว…”

ประโยคที่สะท้อนความสิ้นหวัง และกำแพงที่กั้นระหว่างคนที่รักเขา กับตัวเขาเอง

แต่เวลาหกเดือนที่ “บ้านอุ่นไอรัก” ศูนย์ฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดด้วยแนวทาง “ศาสนบำบัด” กลับเปลี่ยนประโยคเหล่านั้นให้เป็นน้ำตาแห่งความเข้าใจ และรอยยิ้มแห่งการเริ่มต้นใหม่

เขาไม่ได้เลวร้าย แค่หลงทางไปชั่วขณะ

บ้านอุ่นไอรัก เปลี่ยนยาเป็นยาดี ด้วยอิสลาม ที่นี่ไม่ใช่ศูนย์กักกัน แต่คือ “สถานที่พักใจ” ให้ผู้ป่วยได้ฟื้นฟูจิตวิญญาณผ่านหลักศาสนาอิสลาม ซึ่งคนที่จะต้องมาสูบ ส่งตัวมาที่นี่ และจะต้องมาด้วยการยินยอมพร้อมใจ เป็นที่รับรองของทั้ง 3 ฝ่าย คือ 1.ฝ่ายปกครองในชุมชน 2.พ่อแม่หรือผู้ปกครอง และ 3.ฝ่ายตำรวจหรือปลัดตำบล เราถึงจะรับมาไว้ที่นี่ได้

จากที่เราได้ทำมาตลอดระยะเวลาหลายปีก็คือ ต้องการแก้ปัญหาให้กับสังคม ไม่ให้ผู้ปกครองต้องเดือดร้อนและเกิดความทุกข์ เราเป็นเพียงกลไกหนึ่งในการแก้ปัญหา หวังอย่างยิ่งว่า สักวันถ้าทุกฝ่ายช่วยเหลือกันจริงจัง ชุมชนเราแก้ปัญหาด้วยความจริงใจ ปัญหายาเสพติดก็จะหมดจากพื้นที่ได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...