ทรัมป์ โหมกระแส “เปลี่ยนระบอบอิหร่าน” หลังถล่มไซต์นิวเคลียร์
ปฏิบัติการโจมตีโครงการนิวเคลียร์อิหร่านจุดชนวนการเมืองโลกอีกระลอก ขณะ ทรัมป์ โพสต์โว “ถ้าอิหร่านทำประเทศตัวเองยิ่งใหญ่ไม่ได้ ทำไมจะเปลี่ยนระบอบไม่ได้”
วันที่ 23 มิถุนายน 2568 เวลา 07.34 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ พูดเป็นนัยถึง “เปลี่ยนระบอบ” ในอิหร่าน หลังปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายทางทหารสำคัญช่วงสุดสัปดาห์ ขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลเตือนเตหะรานไม่ให้ตอบโต้
ทรัมป์โพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียว่า “คำว่า ‘เปลี่ยนระบอบ’ (Regime Change) อาจจะฟังดูไม่ถูกต้องทางการเมือง แต่ถ้ารัฐบาลอิหร่านปัจจุบันไม่สามารถ ‘ทำให้อิหร่านยิ่งใหญ่อีกครั้ง’ ได้ แล้วทำไมจะไม่มีการเปลี่ยนระบอบล่ะ??? MIGA!!!”
โพสต์ดังกล่าวมีขึ้นหลังจากเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ หลายคน รวมถึงรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ (JD Vance) และ รัฐมนตรีกลาโหม พีท เฮกเซธ (Pete Hegseth) ยืนยันว่าสหรัฐฯ ไม่ได้มีเป้าหมายโค่นล้มรัฐบาลอิหร่าน
“ภารกิจนี้ไม่เกี่ยวกับการเปลี่ยนระบอบ และไม่เคยเป็นเช่นนั้น” เฮกเซธ กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่กระทรวงกลาโหม พร้อมระบุว่าปฏิบัติการดังกล่าวเป็น “ปฏิบัติการแบบแม่นยำ” ที่มีเป้าหมายทำลายโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน
ด้านแวนซ์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ Meet the Press with Kristen Welker ของสถานี NBC ว่า“ท่าทีของเราชัดเจนว่าเราไม่ต้องการเปลี่ยนระบอบ …เราไม่ต้องการให้เรื่องนี้ยืดเยื้อหรือบานปลายมากกว่าที่เป็นอยู่ เราต้องการยุติโครงการนิวเคลียร์ของพวกเขา แล้วค่อยคุยกันถึงข้อตกลงระยะยาวกับอิหร่าน” พร้อมย้ำว่าสหรัฐฯ“ไม่มีความสนใจที่จะส่งทหารเข้าพื้นที่”
รายละเอียดปฏิบัติการ “Midnight Hammer”
ปฏิบัติการนี้รู้กันในวงจำกัดในกรุงวอชิงตัน และศูนย์บัญชาการทหารสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางที่เมืองแทมปา รัฐฟลอริดา โดยมีเครื่องบินทิ้งระเบิด B-2 ทั้งหมด 7 ลำ บินจากสหรัฐฯ ไปยังอิหร่าน เป็นเวลานาน 18 ชั่วโมง เพื่อทิ้งระเบิดเจาะบังเกอร์หนัก 14 ลูก พลเอกแดน เคน (Dan Caine) ประธานคณะเสนาธิการร่วมของสหรัฐฯ เปิดเผยกับสื่อ
โดยรวมสหรัฐฯ ใช้ระเบิดนำวิถีแม่นยำ 75 ลูก ซึ่งรวมถึงขีปนาวุธโทมาฮอว์กมากกว่าสองโหล และเครื่องบินทหารกว่า 125 ลำ ในปฏิบัติการที่มีเป้าหมายโจมตีสถานที่นิวเคลียร์ 3 แห่งของอิหร่าน
ปฏิบัติการนี้ส่งผลให้ตะวันออกกลางเสี่ยงต่อการปะทุของความขัดแยงครั้งใหม่ ท่ามกลางสถานการณ์ที่รุนแรงต่อเนื่องมากว่า 20 เดือนจากสงครามในฉนวนกาซาและเลบานอน รวมถึงการโค่นล้มผู้นำซีเรีย
ความเสียหายที่เกิดขึ้น
ภาพถ่ายจากอวกาศแสดงให้เห็นความเสียหายชัดเจนบริเวณภูเขาเหนือสถานที่นิวเคลียร์ฟอร์โดว์ (Fordow) ของอิหร่าน หลังถูกระเบิดเจาะบังเกอร์หนักถึง 30,000 ปอนด์ถล่มลงมา ผู้เชี่ยวชาญและเจ้าหน้าที่กำลังจับตาว่าความเสียหายนี้จะทำให้โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านล่าช้าไปมากแค่ไหน
พลเอกเคนกล่าวว่าการประเมินความเสียหายเบื้องต้นชี้ว่า ทั้ง 3 เป้าหมายได้รับความเสียหายอย่างหนักและถูกทำลาย แต่ปฏิเสธที่จะคาดเดาว่ายังมีศักยภาพนิวเคลียร์ของอิหร่านหลงเหลืออยู่หรือไม่
ราฟาเอล กรอสซี (Rafael Grossi) ผู้อำนวยการใหญ่ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ระบุว่าชัดเจนว่าสหรัฐฯ โจมตีไซต์ฟอร์โดว์จริง แต่ยังเร็วเกินไปที่จะประเมินความเสียหายใต้ดิน
แหล่งข่าวระดับสูงของอิหร่านให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า อิหร่านได้ย้ายยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูง (ซึ่งส่วนใหญ่ผลิตที่ฟอร์โดว์) ไปเก็บไว้ในสถานที่ลับก่อนเกิดการโจมตี
แวนซ์ให้สัมภาษณ์ว่า สหรัฐฯ ไม่ได้อยู่ในภาวะสงครามกับอิหร่าน แต่เป็นสงครามกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน และเชื่อว่าการโจมตีครั้งนี้ “ทำให้โครงการของพวกเขาถอยหลังไปอีกนานมาก”
ทรัมป์โพสต์เพิ่มเติมว่าความเสียหายที่เกิดขึ้น “มหาศาล” หนึ่งวันหลังจากประกาศว่าสหรัฐฯ ได้ “ทำลายล้าง” สถานที่นิวเคลียร์หลักของอิหร่าน แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม
ท่าทีของอิหร่านและสถานการณ์ในภูมิภาค
อิหร่านให้คำมั่นว่าจะปกป้องตนเอง และได้ยิงขีปนาวุธโจมตีอิสราเอล ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก และอาคารในกรุงเทลอาวีฟถูกทำลาย
อย่างไรก็ตาม เพื่อหลีกเลี่ยงสงครามเต็มรูปแบบกับมหาอำนาจ อิหร่านยังไม่ปฏิบัติการตอบโต้ตามที่ขู่ไว้ เช่น การโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ หรือปิดกั้นเส้นทางขนส่งน้ำมันของโลกที่ผ่านน่านน้ำของตน ซึ่งคิดเป็นหนึ่งในสี่ของปริมาณน้ำมันโลก
พลเอกเคนกล่าวว่าสหรัฐฯ ได้เพิ่มมาตรการปกป้องทหารในภูมิภาค รวมถึงในอิรักและซีเรีย
ขณะนี้ สหรัฐฯ มีทหารประมาณ 40,000 นายในภูมิภาคตะวันออกกลาง พร้อมระบบป้องกันภัยทางอากาศ เครื่องบินขับไล่ และเรือรบที่สามารถตรวจจับและยิงสกัดขีปนาวุธของศัตรู
รอยเตอร์รายงานเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า เพนตากอนเริ่มเคลื่อนย้ายเครื่องบินและเรือบางส่วนออกจากฐานทัพในตะวันออกกลางที่อาจตกเป็นเป้าหมายการโจมตีของอิหร่าน
ไม่มีแผนเปิดศึกยืดเยื้อ
การตัดสินใจโจมตีสถานที่นิวเคลียร์ของอิหร่านโดยตรง ร่วมกับปฏิบัติการทางอากาศของอิสราเอลต่อศัตรูสำคัญในภูมิภาค ถือเป็นสิ่งที่ทรัมป์เคยหลีกเลี่ยงมาตลอด นั่นคือการแทรกแซงทางทหารในสงครามต่างประเทศครั้งใหญ่
มีการชุมนุมประท้วงต่อต้านสงครามประปรายในบางเมืองของสหรัฐฯ เมื่อช่วงบ่ายวันอาทิตย์ เช่น ในนิวยอร์กซิตี้และวอชิงตัน
ยังไม่ชัดเจนว่าทำไมทรัมป์จึงเลือกลงมือในวันเสาร์
เฮกเซธกล่าวว่า“มีช่วงเวลาแห่งการตัดสินใจ ที่ประธานาธิบดีตระหนักว่าต้องมีการดำเนินการบางอย่าง เพื่อทำให้ภัยคุกคามต่อเราและทหารของเราลดลง”
ก่อนหน้านี้ ผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติ ทัลซี แก็บบาร์ด (Tulsi Gabbard) เปิดเผยว่าสหรัฐฯ มีข้อมูลข่าวกรองระบุว่า หากอิหร่านตัดสินใจจริง ก็สามารถผลิตอาวุธนิวเคลียร์ได้ภายในไม่กี่สัปดาห์หรือไม่กี่เดือน แม้จะมีนักการเมืองและผู้เชี่ยวชาญบางส่วนตั้งข้อสงสัยต่อประเมินนี้
รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ มาร์โก รูบิโอ (Marco Rubio) ตอบคำถามทางรายการ Face the Nation ของสถานี CBS ว่า สหรัฐฯ มีข้อมูลข่าวกรองชัดเจนหรือไม่ว่า อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน สั่งให้มีการผลิตอาวุธนิวเคลียร์หรือไม่ รูบิโอตอบว่า “นั่นไม่สำคัญ”
เฮกเซธกล่าวว่า กระทรวงกลาโหมแจ้งให้สมาชิกรัฐสภาทราบถึงปฏิบัติการนี้หลังจากเครื่องบินของสหรัฐฯ ออกจากน่านฟ้าอิหร่านแล้ว และย้ำว่าการโจมตีไม่ใช่การเปิดศึกยืดเยื้อ
รูบิโอยืนยันว่า สหรัฐฯ ไม่มีแผนโจมตีเพิ่มเติม เว้นแต่อิหร่านจะตอบโต้ โดยกล่าวว่า “เรามีเป้าหมายอื่นที่สามารถโจมตีได้ แต่เราได้บรรลุเป้าหมายแล้ว ขณะนี้ไม่มีแผนปฏิบัติการทางทหารเพิ่มเติมกับอิหร่าน เว้นแต่อิหร่านจะก่อความวุ่นวาย”
อ้างอิง : reuters.com