โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ทำไมเขมรถึงไม่กล้ากับเวียดนาม เบื้องหลัง'ฮุน เซน'กับข้อกล่าวหา "หุ่นเชิดของฮานอย"

The Better

อัพเดต 04 ส.ค. 2568 เวลา 05.03 น. • เผยแพร่ 04 ส.ค. 2568 เวลา 04.36 น. • THE BETTER

ฮุน เซน เคยเป็นทหารของกองกำลังเขมรแดงมาก่อน แต่ต่อมาเขาไม่พอใจกับสถานการณ์ภายใต้การปกครองของเขมรแดง ฮุน เซนและเฮง สัมริน เจ้าหน้าที่อาวุโสของเขมรแดงอีกคนหนึ่ง จึงหลบหนีไปยังเวียดนามในปี พ.ศ. 2520 และเดินทางกลับกรุงพนมเปญอีกครั้งในอีกกว่าหนึ่งปีให้หลัง เนื่องจากความขัดแย้งบริเวณชายแดนระหว่างเวียดนามและกัมพูชาทวีความรุนแรงขึ้น ตลอดระยะเวลา 13 วัน ตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2521 ถึงวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2522 เวียดนามได้เปิดฉากโจมตีแบบสายฟ้าแลบข้ามกัมพูชา และยึดกรุงพนมเปญ เมืองหลวงของ "กัมพูชาประชาธิปไตย" หรือกัมพูชาภายใต้การปกครองของเขมรแดงได้อย่างรวดเร็ว

และในวันที่สองหลังจากที่กองทัพเวียดนามยึดครองกรุงพนมเปญ คณะกรรมการกัมพูชาได้รับการประกาศให้จัดตั้งขึ้นภายใต้การคุ้มครองของกองกำลังทหารเวียดนาม เฮง สัมลิน เป็นประธานคณะกรรมการ และฮุน เซน ซึ่งขณะนั้นอายุ 28 ปี เป็นสมาชิกของคณะกรรมการและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

นี่คือก้าวแรกของการขึ้นสู่อำนาจของ ฮุน เซน จากนั้นไม่นานเขาก็ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศจนกระทั่งไม่กี่ปีก่อน แต่ก็ยังอยู่ในฐานะผู้กุมอำนาจตัวจริงของกัมพูชา

อย่างไรก็ตาม เขาต้องถูกครหามาโดยตลอดว่าเป็น "เด็กในโอวาทของเวียดนาม" เนื่องจากเป็นคนชักชวนเวียดนามเข้ามา "ปลดปล่อยประเทศจากเขมรแดง" และเป็นเวียดนามที่แต่งตั้งเขาขึ้นมาปกครองประเทศ และยังมีการตั้งแง่กับเวียดยนามเรื่องการรุกรานประเทศกัมพูชาและพยายาม "กลืนกัมพูชา" โดยมี ฮุน เซน เป็นผู้คอยอำนวยความสะดวกให้

เจ้ารณฤทธิ์ ประธานพรรคฟุนซินเปก ซึ่งแต่ก่อนเคยเป็นคู่แข่งทางการเมืองของฮุน เซน เคยกล่าวถึงฮุน เซนว่าเป็น "ข้ารับใช้ตาเดียวของเวียดนาม" นั่นเพราะฮุน เซนได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งขันจากเวียดนามในช่วงเริ่มต้นอาชีพทางการเมือง และนับตั้งแต่ขึ้นสู่อำนาจ เขาก็ดำเนินนโยบายที่สนับสนุนเวียดนาม

ข้อกล่าวหา "หุ่นเชิดของเวียดนาม" นี้ไม่เพียงแต่ถูกฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองของเขาหยิบยกขึ้นมาโจมตี แต่ยังรวมถึงชาวเวียดนามจำนวนมากด้วยที่ยอมรับในเรื่องนี้

อย่างไรก็ตาม ฮุน เซนเองไม่เห็นด้วยกับคำกล่าวนี้ ในปี 2559 เขาได้ตอบโต้ผ่านโซเชียลมีเดียว่า "เราขอให้ชาวเวียดนามเคารพเอกราชและอธิปไตยของกัมพูชา กัมพูชาไม่ใช่หุ่นเชิดของเวียดนาม และจะไม่รับใช้ผลประโยชน์ของเวียดนาม" อย่างไรก็ตาม นี่เป็นคำกล่าวที่ไร้ความหมายเพราะความจริงเห็นชัดเจนอยู่ว่าฮุน เซน กับเวียดนาม "สนิทสนม" กันมากแค่ไหน

เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม ฮุน เซน ได้กล่าวสุนทรพจ ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ในหัวข้อ “วิสัยทัศน์และประสบการณ์การสร้างสันติภาพกัมพูชา” ซึ่งจัดโดยสถาบันวิจัยเศรษฐกิจเพื่ออาเซียนและเอเชียตะวันออก (ERIA) ซึ่งเขาได้เน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของความช่วยเหลือของเวียดนามในการโค่นล้มระบอบเขมรแดงและกอบกู้กัมพูชา เขากล่าวว่าหากปราศจากการแทรกแซงของเวียดนาม กัมพูชาอาจไม่มีสถานะใดอีกต่อไป

และเขายังตั้งข้อสังเกตว่าตลอด 40 ปีที่ผ่านมา การวิพากษ์วิจารณ์เวียดนามไม่เคยหยุดเลย และเขายังชี้ให้เห็นว่า “หากเวียดนามต้องการผนวกกัมพูชาอย่างแท้จริง รัฐบาลกัมพูชาประชาธิปไตย (เขมรแดง) อาจยังคงมีอำนาจต่อไปจนกว่าประเทศเขมรจะล่มสลายโดยสิ้นเชิง โดยไม่ต้องส่งทหารอาสาสมัครและเสียสละชีวิต”

ในงานอีเวนต์ที่ขัดที่จาการ์ตา ฮุน เซนเล่าว่าในปี พ.ศ. 2520 เขาริเริ่มเดินทางไปเวียดนามเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่ฝ่ายเวียดนามไม่เห็นด้วยในทันที โดยแนะนำให้เขาเดินทางไปยังประเทศที่สาม เช่น ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส หรือแคนาดา ฮุนเซนปฏิเสธ โดยระบุว่าหากไม่ได้รับการสนับสนุน เขาจะคืนอาวุธและกลับไปยังบ้านเกิดเมืองนอนเพื่อร่วมแบ่งปันชีวิตและความตายกับประชาชน “ผมอายุเพียง 25 ปีในปีนั้น แต่ผมตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่มีชีวิตอยู่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อปกป้องประเทศชาติ”

“ผมสามารถขอลี้ภัยทางการเมืองได้ แต่ผมเลือกที่จะขอความช่วยเหลือจากเวียดนาม หากปราศจากความมุ่งมั่นและแผนการอันรอบคอบของผม เวียดนามคงไม่ไว้วางใจผม” ฮุน เซน กล่าว และในที่สุดเวียดนามจึงตกลงให้ความช่วยเหลือ สนับสนุนเขาในการจัดตั้งกองกำลังทหารเกือบ 10,000 นาย เป็น "แนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติกัมพูชา" และส่งกองกำลังอาสาสมัครไปช่วยเหลือกัมพูชา จนในที่สุดชัยชนะใน "การปลดปล่อยในวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2522" ก็เกิดขึ้น

ฮุน เซน พยายามที่จะให้คำอธิบายที่เป็นเหตุเป็นผลเกี่ยวกับความ "สนิทสนม" ของเขากับเวียดนาม ถึงขั้นพยายามแสดงอาการแข็งขืนต่อเวียดนามในบางกรณี เช่น ปฏิเสธที่จะประนีประนอมกับเวียดนามในเรื่องอธิปไตยของเกาะฟูก๊วก โดยยืนยันว่าเกาะนั้นเป็นของกัมพูชา อย่างไรก็ตาม ฮุน เซน ก็ไม่ได้ดำเนินการใดๆ ที่เป็นรูปธรรมเพื่อแก้ไขปัญหานี้ เช่น การฟ้องร้องหรือการอนุญาโตตุลาการในเวทีสากล

เมื่อไม่กี่ปีมานี้ ฝ่ายค้านกัมพูชายังกล่าวหารัฐบาลว่าได้ยกดินแดนให้แก่เวียดนามด้วยซ้ำ โดยชี้ว่า ฮุน เซนได้ยกเกาะต่างๆ เช่น เกาะฟูก๊วก (ในภาษาเขมรคือ เกาะตราล) และที่ดินอื่นๆ ให้แก่เวียดนาม

เช่นในปี 2557 สม รังสี แกนนำฝ่ายค้ากล่าว “รัฐบาลฮุนเซนกำลังให้สัมปทานที่ดินแก่เวียดนาม” และ “พวกเขากำลังปล่อยให้เวียดนามบุกรุกที่ดินของเรา” ซึ่งเขาหมายถึงบริษัทเวียดนามจำนวนมากที่ตั้งสวนยางพาราและธุรกิจอื่นๆ ในประเทศกัมพูชา

สม รังสี เปรียบเทียบการให้สัมปทานกับรูปแบบหนึ่งของ “การล่าอาณานิคม” ซึ่งเขากล่าวว่านำไปสู่การควบคุม "กัมพูชากรอม" ของเวียดนาม (ปัจจุบันคือภาคใต้ของเวียดนามบริเวณปากแม่น้ำโขง)

“สิ่งที่เกิดขึ้นในกัมพูชาในขณะนี้ชวนให้นึกถึงการล่าอาณานิคมของเวียดนามในกัมพูชา กรอม [จนถึงศตวรรษที่ 20] เมื่อผู้ตั้งถิ่นฐานชาวต่างชาติเข้ามาตั้งถิ่นฐานในดินแดนเขมรมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในที่สุดดินแดนดังกล่าวก็ถูกผนวกเข้าโดยเวียดนามหลังจากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของสมดุลประชากร” สม รังสีกล่าว

แน่นอนว่า รัฐบาลฮุน เซน ปฏิเสธข้อกล่าวหานี้

ตรงกันข้าม กัมพูชาภายใต้ระบอบฮุน เซนกลับข่มขู่และเรียกร้องจากไทยในเรื่องพรมแดนอย่างไม่หยุดหย่อน อีกทั้งยังทำให้ความบาดหมางกับไทยรุนแรงขึ้นด้วยการเรียกร้องเกาะกูดและดินแดนอื่นๆ อย่างไม่หยุดหย่อน

โดยที่ ฮุน เซน ยังคงเป็น "เด็กในโอวาท" และ "หุ่นเชิด" ของเวียดนามที่ไม่กล้าต่อล้อต่อเถียงกับ "ผู้มีพระคุณ" ประเทศนี้ จนกระทั่ง…

จนกระทั่งไม่นานมานี้เวียดนามรู้สึกว่า ฮุน เซน เริ่มที่จะ "แปรพักตร์" ไปพึ่งพาจีนมากขึ้น ในเวลาเดียวกันก็มีข่าวว่า สม รังสี ศัตรูคู่แค้นของ ฮุน เซน มีแผนที่จะเดินทางเข้าเวียดนามและยังมีข้อมูลหลุดออกมาว่า สม รังสี เคยพบกับรัฐมนตรีต่างประเทศของเวียดนาม ทำให้ ฮุน เซน ถึงกับแสดงอาการไม่พอใจที่เวียดนามไม่ได้ "เห็นหัว" ตนอีกต่อไป

หลังจากนั้น ฮุน เซน ก็หันไปคบจีนอย่างเต็มตัว ท่ามกลางกระแสวิเคราะห์ว่าเพื่อคานอำนาจและผละตัวเองจากอิทธิพลเวียดนาม

จนกระทั่งไม่กี่เดือนก่อน ฮุน เซน ก็ "แปรพักตร์" จากจีนไปซบอกสหรัฐอเมริกา อย่างที่เราทราบกันดีในเวลานี้

กระนั้นก็ตาม เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ฮุน เซน ก็ยังแสดงความสำนึกในบุญคุณของเวียดนามอยู่ และย้ำว่า การถอนกำลังทหารอาสาสมัครเวียดนามหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจ "ปลดปล่อยกัมพูชาจากเขมรแดง" นั้นก็เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นว่าเวียดนามไม่มีเจตนารุกราน และกล่าวว่า “ประชาคมระหว่างประเทศควรมองประวัติศาสตร์ด้วยทัศนคติที่เป็นกลาง และไม่ประณามระบอบการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (เขมรแดง) ในขณะเดียวกันก็กล่าวโทษผู้ที่สนับสนุนการโค่นล้มระบอบนี้ (หมายถึงเวียดนาม)”

โดยทีมข่าวต่างประเทศ The Better

Photo - นายกรัฐมนตรีเวียดนาม ฝั่ม มิญ จิ๊ญ จับมือกับ ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา (ในขณะนั้น) ขณะที่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของไทย (ในขณะนั้น) ยืนด้านซ้าย และอดีตประธานาธิบดีโจโก วิโดโด ของอินโดนีเซียยืนด้านขวา พากันยิ้มแย้มระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 40 และ 41 ณ กรุงพนมเปญ เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2565 (ภาพโดย TANG CHHIN Sothy / AFP)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...