โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ชายออสเตรเลียชีวิตจาก ‘โรคคล้ายพิษสุนัขบ้า’ หลังถูก ‘ค้างคาว’ กัด

เดลินิวส์

อัพเดต 04 ก.ค. 2568 เวลา 10.09 น. • เผยแพร่ 04 ก.ค. 2568 เวลา 02.51 น. • เดลินิวส์
ชายชาวออสเตรเลียวัย 50 ปี เสียชีวิตจากการติดเชื้อที่คล้ายกับโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งพบได้ยากมาก หลังถูกค้างคาวกัด

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากเมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 4 ก.ค. ว่า เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในรัฐนิวเซาท์เวลส์ เปิดเผยว่า ชายวัย 50 ปีรายนี้ ถูกค้างคาวออสเตรเลีย ซึ่งเป็นพาหะของลิสซาไวรัส กัดเมื่อหลายเดือนก่อน โดยถือเป็นโรคที่ “พบได้ยากมาก” และยังไม่มีการรักษาที่มีประสิทธิภาพ

อาการของชายคนดังกล่าวถูกระบุว่าอยู่ใน “ขั้นวิกฤติ” ในสัปดาห์นี้ แม้เขาได้รับการรักษาทันทีหลังถูกค้างคาวกัด อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่กำลังสอบสวนเพื่อวิเคราะห์การสัมผัส หรือปัจจัยอื่นที่อาจมีส่วนทำให้เขาป่วย

ลิสซาไวรัสเป็นเชื้อที่ใกล้เคียงกับโรคพิษสุนัขบ้า สามารถแพร่กระจายหากน้ำลายค้างคาวเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ ขณะที่เชื้ออาจใช้เวลาหลายวัน หรือหลายปีในการแสดงอาการ โดยผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ อาทิ ปวดหัว มีไข้ และอ่อนล้า ก่อนที่อาการจะแย่ลงอย่างรวดเร็ว จนทำให้เกิดอัมพาต เพ้อคลั่ง ชัก และเสียชีวิต

สำนักงานสาธารณสุขของรัฐนิวเซาท์เวลส์ เตือนว่า ประชาชนควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือจับค้างคาว และการสัมผัสควรทำโดยผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการฝึกมาแล้วเท่านั้น แต่หากถูกค้างคาวกัดหรือข่วน ต้องล้างแผลให้สะอาดเป็นเวลา 15 นาที ด้วยสบู่และน้ำทันที และทายาฆ่าเชื้อที่มีฤทธิ์ต้านไวรัส จากนั้นผู้ป่วยต้องรับการรักษาด้วยแอนตีบอดีและวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

หน่วยงานเสริมอีกว่า เชื้อไวรัสดังกล่าวพบทั้งในค้างคาวแม่ไก่และค้างคาวกินแมลง แต่ไม่ได้ระบุชนิดของค้างคาวที่เป็นสาเหตุทำให้ชายคนดังกล่าวเสียชีวิต.

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...