โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

รมว.คลังเล็งเปิดช่องดัน `กองทุน-ประกัน` ลงทุนหุ้นไทยเพิ่ม - จ่อถกธปท.ใช้คริปโตฯ ผูกบัตรเครดิตซื้อสินค้า

efinanceThai

เผยแพร่ 26 พ.ค. 2568 เวลา 09.19 น.

รมว.คลังเล็งเปิดช่องดัน กองทุน-ประกัน ลงทุนหุ้นไทยเพิ่ม - จ่อถกธปท.ใช้คริปโตฯ ผูกบัตรเครดิตซื้อสินค้า

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -26 พ.ค. 68 16:19 น.

รมว.คลัง ปิ๊งไอเดีย ปรับนโยบายเปิดทาง กองทุนขนาดใหญ่ - ประกัน ลงทุนในหุ้นไทยเพิ่ม พร้อมปลดล็อก พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ เอื้อนักลงทุนข้ามมาลงทุนใน Digital Asset พร้อมเดินหน้าใช้คริปโตฯ ผูกบัตรเครดิตซื้อสินค้า แต่ต้องขอคุยกับธปท.ก่อน พร้อมชี้แจงจีดีพีไทยโตต่ำ ตามภาคลงทุนเอกชน และคุณภาพส่งออก

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยในการปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ เสน่ห์หุ้นไทย : พลังผลักดันเศรษฐกิจ ว่า มองว่าหุ้นไทยยังมีเสน่ห์ตราบใดที่นักลงทุนมีความเข้าใจในปัจจัยพื้นฐานสำคัญของการลงทุน และหุ้นไทยในปัจจุบันค่อนข้างมีเสถียรภาพ แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาดัชนีตลาดหุ้นไทยจะมีการปรับตัวลดลงมาจาก 1,400 จุด มาอยู่ที่ราว 1,200 จุด แม้ว่าจะเจอปัจจัยเสี่ยงจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ แต่ดัชนีตลาดหุ้นไทยก็ปรับตัวลดลงน้อยกว่าเพื่อนบ้าน สะท้อนว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยอาจจะถึงจุดที่อยู่ได้ แม้ว่าจะมีเหตุการณ์ที่เข้ามากดดันที่ร้ายแรงกว่านี้

ขณะเดียวกัน มองว่าการลงทุนในตลาดหุ้นเป็นส่วนหนึ่งที่จะเป็นพลังในการผลักดันเศรษฐกิจที่จะขาดไม่ได้ ดังนั้น การทำให้ตลาดหุ้นมีความเข้มแข็ง มีความแข็งแรง ถือเป็นเสน่ห์ของการลงทุนและนักลงทุน ดังนั้นจึงพูดได้ว่า หุ้น เป็นของคู่กันกับระบบเศรษฐกิจ หากตลาดหุ้นมีความหวังและเข้าใจระบบเศรษฐกิจว่าจะเดินไปในทิศทางใด นั่นคือ โอกาสในการลงทุนในตลาดหุ้นด้วยเช่นกัน

***เล็งทบทวนนโยบาย หนุนกองทุน-ประกัน ลงทุนในหุ้นเพิ่ม

สำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นนั้น อาจจะต้องมีการทบทวนนโยบายหลายเรื่องเพื่อสนับสนุนการลงทุน โดยก่อนหน้านี้ได้มีการหารือกับกองทุนหลายแห่งเพื่อหารือแนวทางในการทบทวนนโยบายการลงทุนของกองทุน นักลงทุนสถาบันขนาดใหญ่ อาทิ กลุ่มประกันภัย กลุ่มประกันชีวิต เพื่อแก้ไขกติกาให้กองทุน หรือนักลงทุนสถาบันเหล่านี้สามารถกลับมาลงทุนในตลาดหุ้นไทยได้เพิ่มขึ้น จากปัจจุบันที่ส่วนใหญ่เน้นลงทุนแต่พันธบัตรรัฐบาลเท่านั้น ซึ่งเบื้องต้นกองทุนส่วนใหญ่มองว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวลงมาเยอะ อาจจะเป็นจุดที่จะต้องมาดูว่าควรจะปรับสัดส่วนหรือเกณฑ์การลงทุนในหุ้นไทยหรือไม่

ขณะเดียวกันตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) จะต้องปรับปรุงตัวเองให้แข็งแกร่ง สามารถสนับสนุนให้นักลงทุนมองการลงทุนในระยะยาวเป็นหลัก บริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่จะต้องมีการปรับโครงสร้างให้สอดคล้องกับทิศทางโลก โดยเฉพาะเรื่อง Green และ ESG ขณะที่บริษัทขนาดเล็ก จำเป็นต้องได้รับโอกาส และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันเพื่อต่อยอดให้เป็นบริษัทขนาดกลางและขนาดใหญ่ต่อไป ด้านการแก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ที่ยังค้างอยู่จะต้องเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว โดยเฉพาะการสร้างความไว้วางใจและความมั่นใจ

กำลังเร่งแก้ พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ต้องสร้างความมั่นใจและความไว้วางใจ ผ่านการป้องกันการเก็งกำไรผิดปกติ เช่น การขายหุ้นโดยที่นักลงทุนไม่ได้ถือหุ้นนั้นอยู่จริงก่อนที่จะส่งคำสั่งขาย (Naked short sell) การใช้ Algorithmic Trading หรือระบบเทรดอัตโนมัติ คือการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการส่งคำสั่งซื้อขายหุ้นอย่างไม่เป็นธรรม พร้อมทั้งต้องทำให้หน่วยงานมีอำนาจในการสืบสวนเอง หรือสืบสวนร่วม สั่งฟ้อง หรือส่งเรื่องให้อัยการได้ด้วยตัวเอง เรื่องนี้ถ้ายิ่งทำช้า ความเชื่อมั่นจะยิ่งหาย นายพิชัย กล่าว

ส่วนการไหลเข้าของเม็ดเงินลงทุนนั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากตลาดต่างประเทศที่มีความผันผวน และราคาทองที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก และสะท้อนความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทย แต่สุดท้ายต้องมาดูว่าเม็ดเงินที่ไหลเข้ามานี้มีการไหลออกไปด้วยหรือไม่ แต่เชื่อว่าส่วนใหญ่จะหยุดดูก่อนที่จะมูฟออกไป หรือหากมูฟออกไปแล้วก็จะกลับเข้ามาลงทุนในหุ้นไทยใหม่ มั่นใจว่าทุกคนไม่ได้ทิ้งหุ้นไทย เพียงแต่เขายังรอดูว่าไทยจะทำอะไรต่อไป

*** จ่อคุยธปท. เตรียมผูกคริปโตฯ กับบัตรเครดิตใช้ซื้อสินค้า

นอกจากนี้ จะต้องเร่งปลดล็อก พ.ร.บ. หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ กับพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักลงทุนที่อยู่ใน พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ สามารถข้ามไปลงทุนใน Digital Asset ได้ ขณะเดียวกันรัฐบาลยังเดินหน้าการเสนอขายโทเคนดิจิทัลของรัฐบาล (Government Token : G-Token) วงเงิน 5 พันล้านบาท ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งในการกู้เงินของรัฐบาลที่เปลี่ยนจากการกู้เงินผ่านการขายพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งอาจจะไม่คล่องตัว เป็นการขายผ่านวิธีการใหม่ที่จะสนับสนุนนักลงทุนรายย่อย ตลาดรอง ให้มีทางเลือกในการลงทุนมากขึ้น

ส่วนแนวคิดเรื่องการใช้คริปโตฯ ในการผูกกับบัตรเครดิตเพื่อใช้ในการซื้อสินค้าได้นั้น ตามหลักการแล้วเรื่องนี้สามารถทำได้เลย เพราะมีระบบรองรับอยู่ และในต่างประเทศก็มีการดำเนินการเรียบร้อยแล้ว แต่สำหรับไทยจะต้องมีการหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก่อน เพื่อทำความเข้าใจในมิติต่าง ๆ

*** ชี้จีดีพีโตต่ำ ตามการลงทุน - ประสิทธิภาพการส่งออก

นอกจากนี้ นายพิชัยเปิดเผยถึง สาเหตุหลักที่จีดีพีไทยช่วง 15 ปีที่ผ่านมาเติบโตต่ำ เพราะมีการลงทุนที่ต่ำ แต่ไม่ใช่การลงทุนภาครัฐ เป็นการลงทุนภาคเอกชนที่ต่ำ เพียง 20% ของจีดีพี หากเทียบในอดีตมีจีดีพี 11 ล้านล้านบาทแต่มีการลงทุนสัดส่วน 40% ของจีดีพี แต่ในตอนนี้แม้จีดีพีมีอยู่ 19 ล้านล้านบาท สัดส่วนลงทุนมีเพียง 20% เท่ากับหายไปครึ่งหนึ่ง

จีดีพีเติบโตต่ำ เพราะ 1.จากในอดีตที่เคยเติบโตใกล้ 10% และลดระดับต่ำลงมา 4% , 3% และ 1.9% เห็นว่าจีดีพีไทยเติบโตต่ำกว่าในอดีต 2.มีการเจริญเติบโตใกล้เคียงกับอาเซียน แต่จีดีพีไทยโตต่ำ 3. จีดีพีเติบโตต่ำกว่าระดับศักยภาพ แม้ไทยมีพื้นฐานได้เปรียบทั้งภูมิประเทศ สภาพอากาศ ทำให้เห็นว่าไทยมีศักยภาพที่ดี แต่จีดีพีไม่โต คำถามคือ ทำไมไม่ลงทุน เมื่อไม่ลงทุน ก็เพราะไม่เห็นโอกาส และเมื่อไม่เห็นโอกาส ไม่ปรับตัว ไม่เปลี่ยนแปลง ดังนั้นเป็นโครงสร้างเศรษฐกิจไทยเปลี่ยนแปลงค่อนข้างช้า เป็นเหตุผลที่ให้การลงทุนไม่เกิดขึ้น เพราะอาจเกิดจากโครงการลงทุนภาครัฐไม่ผลักดัน จึงทำให้การลงทุนเอกชนไม่เกิดขึ้น และเกิดคำถามนโยบายภาครัฐไม่ชัดเจน

นอกจากนี้ โครงสร้างการลงทุนไทย เติบโตด้วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจพึ่งพาการส่งออก ปัจจุบันมีสัดส่วน 65% ของจีดีพี จากในอดีต 70% ซึ่งปัญหาที่ผ่านมายอดการส่งออกสูง แต่มีมูลค่าน้อย รายได้ไม่เข้าในประเทศ ทำให้อำนาจการซื้อหายไป และการบริโภคไม่ได้มีมากเท่าที่ควร ดังนั้นต้องเร่งทำให้เกิดประสิทธิภาพการผลิต ให้มีมูลค่าสูง และไม่ให้โอเวอร์ซัพพลาย เป็นเรื่องที่ต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ การผลิต และบริการ

ขณะเดียวกันปัญหาที่ผ่านมายังเกิดจากกฎระเบียบในการทำธุรกิจของไทยไม่ได้รับความสะดวกสบาย ทำให้การลงทุนช้า เสน่ห์ก็จะหายไป ขณะที่เรื่องธรรมาภิบาลของทั้งรัฐและเอกชน ก็มีปัญหา มองว่า ไทยจะต้องแก้ไขเรื่องเหล่านี้ โดยเฉพาะธรรมาภิบาลเรื่องภาษี ที่ไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้ตามเป้าหมาย ถ้าเก็บได้ตามเป้าหมาย จะสร้างขีดความสามารถประเทศได้อีกมาก เมื่อโครงสร้างเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไป จะทำให้ต้องปรับวิธีการเก็บภาษีใหม่ ซึ่งหากฐานภาษีหายไป ทำให้หนี้สาธารณะสูง มีการขาดดุลเยอะขึ้น

ส่วนอีกเรื่องเป็นเรื่องนวัตกรรม เพราะเมื่อเกิดการลงทุนใหม่ แต่คนขาดศักยภาพ หากสามารถสร้างบุคลากรได้ จะต้องสร้างความเชื่อมั่นในเรื่องการลงทุน ซึ่งส่งผลมาให้องค์กร และหุ้นไทยจะมีเสน่ห์มากขึ้น

เมื่อดูข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. มีโครงการต่างๆค่อนข้างมาก และมียอดวงเงินรวมถึง 4 ล้านล้านบาท ทำให้ได้สั่งการให้ไปบริหารจัดการแต่ละโครงการว่าอะไรที่สามารถทำได้บ้างในแต่ละปี ตั้งแต่ปี 68-71

ทั้งนี้ หากดูจีดีพีไทยในช่วง 3 ไตรมาสที่ผ่านมา อยู่ระดับเกิน 3% แต่ไม่มีมูลค่ามากเท่าที่ควร โดยยอมรับว่าจีดีพีไตรมาสแรกแม้เติบโต 3.1% แต่ทั้งปีได้สะดุด และการคาดการณ์หลายหน่วยงานจีดีพีทั้งปี 68 หายไป 1% เหลือเพียง 1.2-1.8% เท่านั้น ทำให้ต้องมีการปรับเปลี่ยนวิธีกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งผลให้การกระตุ้นด้วยการเพิ่มกำลังซื้อต้องชะลอออกไปก่อน ซึ่งงบประมาณปี 68 ที่มีอยู่ 1.57 แสนล้านบาท ที่จะต้องทำในช่วง 3 เดือน ขณะนี้อยู่ระหว่างวางกรอบ กลั่นกรอง และเชื่อมงบกับปี 69 และปีงบ 70 ทั้งเรื่องน้ำ ภาคเกษตร ถนน ขนส่ง และท่องเที่ยว

รายงาน โดย ภัทราภรณ์ เกียรตินันท์ เรียบเรียง โดย สุรเมธี มณีสุโข
อีเมล์. suramatee@efnancethai.com
ดูข่าวต้นฉบับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...