โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เงินบาทเช้านี้ 16 มิ.ย.2568 เปิดตลาดอ่อนค่าเล็กน้อย ที่ 32.50 บาท/ดอลลาร์

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 16 มิ.ย. 2568 เวลา 01.31 น.
เงินบาทเช้านี้ 16 มิถุนายน 2568 เปิดตลาด “ตลาดอ่อนค่าเล็กน้อย” ที่ระดับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ 32.10 – 33.00 บาท

เงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบแคบ เช้านี้เปิดตลาดที่ 32.50 บาท/ดอลลาร์

เงินบาทเช้าวันเสาร์ที่ 15 มิถุนายน 2568 เปิดตลาดที่ระดับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าจากระดับปิดเมื่อวันศุกร์ที่ 32.46 บาทต่อดอลลาร์ โดยนักกลยุทธ์ตลาดเงินประเมินว่าเงินบาทยังคงเคลื่อนไหวในลักษณะ Sideways ในกรอบ 32.37 – 32.51 บาทต่อดอลลาร์ หลังเงินดอลลาร์แข็งค่าจากความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรง โดยค่าเงินบาทในกรอบสัปดาห์นี้อยู่ที่ 32.10 – 33.00 บาทต่อดอลลาร์ และในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้าอยู่ที่ 32.30–32.60 บาทต่อดอลลาร์

แม้ว่าราคาทองคำที่ปรับตัวสูงขึ้นจากปัจจัยความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์จะช่วยพยุงค่าเงินบาทในบางช่วง แต่ราคาน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้นก็กลับเป็นแรงกดดันต่อฝั่งอ่อนค่า เนื่องจากไทยเป็นประเทศนำเข้าพลังงานสุทธิ โดยค่าเงินบาทยังมีโอกาสอ่อนค่าแบบค่อยเป็นค่อยไป หากสถานการณ์ยืดเยื้อและราคาพลังงานโลกยังไม่ลดลง

ตลาดรอผลประชุมเฟด คาดยังคงดอกเบี้ยแต่จับตา Dot Plot

ปัจจัยสำคัญที่ตลาดการเงินกำลังจับตามองคือ ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) ที่จะทราบผลช่วงเช้าตรู่วันที่ 19 มิถุนายน ตามเวลาประเทศไทย โดยนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่าเฟดจะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 4.25–4.50% อย่างไรก็ตาม ความสนใจหลักอยู่ที่การอัปเดตแผนภูมิ Dot Plot ซึ่งสะท้อนมุมมองของเจ้าหน้าที่เฟดต่อทิศทางดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปี หาก Dot Plot ใหม่ส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยน้อยลง อาจส่งผลให้เงินดอลลาร์กลับมาแข็งค่าและกดดันเงินบาทเพิ่มเติม

นอกจากนี้ ตัวเลขเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ที่ออกมาต่ำกว่าคาด ทำให้ตลาดเริ่มกลับมาคาดหวังว่าเฟดอาจลดดอกเบี้ยได้สองครั้งในปีนี้ แต่หากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ช่วงต่อไปออกมาดีกว่าคาด ความเชื่อมั่นดังกล่าวอาจเปลี่ยนไป

ธนาคารกลางทั่วโลกส่งสัญญาณคงดอกเบี้ย นักลงทุนรอดูข้อมูลเศรษฐกิจ

ธนาคารกลางรายใหญ่ในยุโรปและเอเชีย ต่างมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ย โดย BOE ของอังกฤษอาจเลือกคงดอกเบี้ยไว้ที่ 4.25% และมีโอกาสปรับลดในการประชุมเดือนกันยายน ด้าน BOJ ของญี่ปุ่นก็น่าจะยังคงดอกเบี้ยที่ 0.50% เนื่องจากยังมีความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าสหรัฐฯ ที่ต้องจับตา

ในภูมิภาคเอเชีย ตลาดกำลังรอตัวเลขเศรษฐกิจจากจีน อาทิ ยอดค้าปลีกและผลผลิตอุตสาหกรรมเดือนพฤษภาคม เพื่อประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจ ขณะที่ธนาคารกลางอินโดนีเซียและไต้หวันอาจยังคงดอกเบี้ยไว้เช่นกัน ส่วนฟิลิปปินส์มีแนวโน้มลดดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 5.25%

เงินบาทมีแนวโน้มผันผวนสูง นักลงทุนควรบริหารความเสี่ยง

สำหรับประเทศไทย ฝ่ายวิจัยตลาดเงินธนาคารกรุงไทยประเมินว่า ยอดส่งออกของไทยในเดือนพฤษภาคมอาจยังเติบโตได้ดีจากคำสั่งซื้อล่วงหน้าก่อนมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม การนำเข้าที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้ดุลการค้ายังคงขาดดุลต่อเนื่องจากเดือนก่อนหน้าที่ -3.3 พันล้านดอลลาร์

ในระยะสั้น ค่าเงินบาทอาจแข็งค่าขึ้นได้จากราคาทองคำ แต่หากราคาทองคำลดลงหรือสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์คลี่คลายเร็ว แรงกดดันฝั่งแข็งค่าก็อาจหายไป ตลาดจึงควรจับตาความสัมพันธ์ของเงินบาทกับราคาทองคำ เพราะหากนักลงทุนเริ่มไล่ราคาทองคำในลักษณะ FOMO (Fear of Missing Out) ทองคำอาจขึ้นแรงและส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าตามแรงซื้อกระแสเงินทุน

กลยุทธ์บริหารความเสี่ยงในช่วงนี้จึงควรใช้เครื่องมือที่หลากหลาย เช่น การทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Forward) หรือ Option เพื่อรองรับความผันผวนในช่วงก่อนและหลังผลการประชุมเฟด โดยค่าเงินบาทในกรอบสัปดาห์นี้อยู่ที่ 32.10 – 33.00 บาทต่อดอลลาร์ และในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้าอยู่ที่ 32.30–32.60 บาทต่อดอลลาร์

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...