โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ถอดรหัสการเงิน 5 บทเรียนจากช่วงวิกฤติ เตรียมพร้อมรับมือในอนาคต

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 16 มิ.ย. 2568 เวลา 06.00 น. • เผยแพร่ 16 มิ.ย. 2568 เวลา 06.00 น.

บทความโดย "สมาคมนักวางแผนการเงินไทย"

ในช่วงที่ผ่านมา โลกได้เผชิญกับวิกฤติการเงินครั้งใหญ่มากมาย เช่น วิกฤติต้มยำกุ้งในปี 2540 ตามด้วยวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ที่ทำให้เศรษฐกิจโลกสั่นสะเทือนในปี 2551 จนถึงวิกฤติโควิด-19 ที่เพิ่งผ่านพ้นมา ซึ่งแต่ละวิกฤติได้ทิ้งบทเรียนราคาแพงที่ไม่ควรมองข้าม ดังนั้นมาไขรหัสและเรียนรู้จากตัวอย่างประสบการณ์ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

เงินสำรอง ด่านแรกของความมั่นคง: บทเรียนจากวิกฤติต้มยำกุ้ง

“เมื่อวานยังดูดีอยู่เลย วันนี้ต้องปิดกิจการ” เป็นประโยคที่ได้ยินบ่อยในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 เช่น กรณีของร้านอาหารไทยชื่อดังแห่งหนึ่งใจกลางกรุงเทพฯ ที่มีลูกค้าเข้าคิวรอต่อแถวยาวทุกวัน รายได้เฉลี่ยวันละหลักแสนบาท แต่ด้วยการบริหารแบบ “รายได้ดี ค่าใช้จ่ายดี” โดยไม่มีการสำรองเงินไว้เมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ค่าเงินบาทลอยตัว ต้นทุนวัตถุดิบพุ่งสูงขึ้นกว่า 40%ทำให้ร้านไม่สามารถประคองตัวผ่านช่วงวิกฤติไปได้

นี่คือบทเรียนสำคัญที่สอนให้รู้ว่า “เงินสำรอง” คือเกราะป้องกันชั้นแรกในยามวิกฤติ แม้ธุรกิจหรือหน้าที่การงานจะมั่นคงแค่ไหน ก็ควรมีเงินสำรองฉุกเฉินอย่างน้อย 6 -12 เดือนของค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน

วิธีการสร้างเงินสำรองที่ได้ผลที่สุด คือ การตั้งระบบออมอัตโนมัติทันทีที่เงินเดือนเข้าอย่ารอให้เหลือค่อยเก็บ เพราะส่วนใหญ่มักจะไม่เหลือที่สำคัญต้องแยกบัญชีเงินสำรองออกจากบัญชีใช้จ่ายปกติเสมือนการแยกกระปุกเก็บออมไว้ในที่ที่หยิบใช้ยากจะช่วยลดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นและทำให้เงินสำรองเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

อย่าลืมว่าด้วยสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนเงินสำรองฉุกเฉินจะช่วยให้ยืนหยัดอยู่ได้ในยามวิกฤติ

รายได้หลายทาง สร้างความมั่นคง: บทเรียนจากวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์

พนักงานวัย 35 ปี ทำงานสถาบันการเงินข้ามชาติแห่งหนึ่งเคยได้รับเงินเดือนและโบนัสรวมปีละกว่า 3 ล้านบาทไม่เคยคิดว่าชีวิตจะพลิกผันในชั่วข้ามคืนเมื่อบริษัทล้มละลายในช่วงวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ปี 2551 ต้องตกงานพร้อมกับเพื่อน ๆอีกกว่า 50 คน ถึงแม้จะทำงานประจำสาขาประเทศไทย แต่คิดว่าตัวเองมีงานที่มั่นคงที่สุดในโลก เงินเดือนสูง สวัสดิการดี จนละเลยการสร้างแหล่งรายได้อื่น แต่เมื่อวิกฤติมา ทุกอย่างก็หมดลงในพริบตา

บทเรียนนี้สอนให้เห็นว่าการพึ่งพารายได้ทางเดียวในยุคที่เทคโนโลยีและเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเป็นความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม ดังนั้น ควรสร้างแหล่งรายได้หลากหลายช่องทางไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาทักษะใหม่ ๆ เพื่อรับงานเป็นรายได้เสริมในช่วงวันหยุด

เริ่มต้นธุรกิจเล็ก ๆ คู่กับงานประจำ หรือลงทุนในสินทรัพย์ที่สร้างรายได้สม่ำเสมอเช่น ลงทุนในหุ้นปันผล เพราะเมื่อขาหนึ่งสะดุด อย่างน้อยยังมีอีกขาที่พยุงให้ก้าวเดินต่อไปได้

รู้จริงก่อนลงทุน: บทเรียนจากวิกฤติคริปโตเคอร์เรนซี

“ก่อนจะมั่งคั่ง ต้องรู้จริง” คำพูดนี้อาจฟังดูธรรมดาแต่มีนักลงทุนหลายคนที่ต้องเสียเงินเป็นบทเรียนราคาแพงในช่วงวิกฤติคริปโตเคอร์เรนซีช่วงปี 2565 เช่น นักลงทุนวัย 28 ปี พนักงานบริษัทที่เห็นเพื่อน ๆทำกำไรจากคริปโตฯ ได้หลักล้านบาท จึงตัดสินใจเอาเงินเก็บ 500,000บาทไปลงทุนทั้งหมด โดยไม่เคยศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนเพราะมองว่าเห็นเพื่อนทำกำไรได้ง่าย แค่ซื้อแล้วถือไว้แต่เมื่อราคาปรับลดลงอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง เขาก็ตกใจและไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร

สุดท้ายทนขาดทุนไม่ไหว จึงขายทิ้งตอนราคาต่ำสุด เสียเงินไปเกือบ 400,000 บาทบทเรียนนี้สอนให้เห็นว่า การลงทุนโดยไม่มีความรู้เพียงแค่ตามกระแสหรือเห็นคนอื่นทำกำไร ไม่ต่างอะไรกับการเล่นการพนันแนวทางที่ถูกต้อง คือ

  • ศึกษาให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ก่อนลงทุน ทั้งข้อดี ข้อเสีย และความเสี่ยง
  • กระจายการลงทุนในหลายสินทรัพย์ ไม่เทเงินทั้งหมดไปในที่เดียว
  • ลงทุนเฉพาะในสิ่งที่เข้าใจจริง ๆ อย่าลงทุนตามกระแสหรือคำชักชวน
  • เริ่มต้นลงทุนด้วยเงินจำนวนน้อยก่อน เพื่อเรียนรู้และทำความเข้าใจ

ประกัน โล่ป้องกันความเสี่ยงชีวิต: บทเรียนจากวิกฤติโควิด-19

เรื่องราวของสองคนในช่วงวิกฤติโควิด-19สะท้อนความสำคัญของการมีประกันได้อย่างชัดเจน คนแรก มั่นใจว่าตัวเองอายุแค่35 ปี สุขภาพแข็งแรง ไม่จำเป็นต้องทำประกัน แต่เมื่อติดเชื้อโควิด-19และต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลเอกชนเป็นเวลา 2 สัปดาห์ถึงแม้จะไม่มีค่าใช้จ่าย แต่การติดเชื้อโควิดไม่ได้จบแค่การรักษาในโรงพยาบาลเพราะหลังจากนั้นไม่นานก็ได้รับผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว หรือที่เรียกว่า Long COVID อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นอาการเหนื่อยง่าย หายใจลำบากปวดกล้ามเนื้อ หรือมีปัญหาด้านความจำ และต้องเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่องแต่เนื่องจากไม่มีประกันสุขภาพทำให้ค่าใช้จ่ายทั้งหมดก็ต้องพึ่งพาเงินเก็บออมที่สะสมมาทั้งชีวิต

ในทางตรงกันข้าม คนที่สอง ที่ทำประกันสุขภาพไว้ตั้งแต่อายุ 22 ปีเมื่อเข้าการรักษาพยาบาลและต้องนอนโรงพยาบาลเช่นกันแต่ประกันช่วยรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด รวมถึงการรักษาผลกระทบระยะยาวต่างๆ ทำให้ไม่ต้องกระทบเงินเก็บและสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติหลังหายป่วย

บทเรียนนี้สอนให้เห็นว่า ประกันคือเครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่สำคัญในชีวิตโดยเฉพาะในยุคที่ค่ารักษาพยาบาลสูงขึ้นทุกปีการมีประกันที่เหมาะสมจึงเป็นเรื่องจำเป็น ควรเริ่มทำตั้งแต่อายุน้อยและสุขภาพยังดีเพื่อให้ได้เบี้ยประกันที่ถูกกว่าและไม่ต้องกังวลเรื่องโรคประจำตัวที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต สิ่งสำคัญ คือ ต้องเลือกความคุ้มครองให้เหมาะสมกับช่วงชีวิตและทบทวนความคุ้มครองอย่างสม่ำเสมอ เพราะประกันที่ดีไม่จำเป็นต้องแพงที่สุดแต่ต้องคุ้มครองในสิ่งที่เราต้องการและจ่ายได้ในระยะยาว

หนี้ดี VS หนี้ร้าย: บทเรียนจากวิกฤติหนี้ครัวเรือน

เปรียบเทียบเรื่องราวของคนสองคนที่มีภาระหนี้แตกต่างกันคนแรกเป็นพนักงานบริษัทวัย 40 ปี มีหนี้ 2 ล้านบาทจากการผ่อนบ้านหลังแรกซึ่งปัจจุบันมูลค่าบ้านเพิ่มขึ้นเป็น 3 ล้านบาท ถือเป็น “หนี้ดี”ที่สร้างความมั่งคั่งในระยะยาว จึงวางแผนการชำระหนี้อย่างรอบคอบด้วยการแบ่งเงิน 30% ของเงินเดือนสำหรับผ่อนบ้านและยังสามารถเก็บออมและลงทุนได้สม่ำเสมอ

ในทางตรงข้าม คนที่สอง อายุ 35 ปี มีหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลรวม 200,000 บาท จากการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ชอปปิงออนไลน์ และท่องเที่ยวโดยแต่ละเดือนก็ชำระหนี้แบบขั้นต่ำด้วยดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูงทำให้แต่ละเดือนแทบไม่มีเงินเหลือ หรือบางเดือนต้องกู้เงินก้อนใหม่มาปิดหนี้ก้อนเก่ากลายเป็นวงจรหนี้ที่ไม่มีที่สิ้นสุด

บทเรียนสำคัญคือ หนี้ไม่ได้เลวร้ายเสมอไปหากเป็นหนี้ที่สร้างมูลค่าหรือสร้างรายได้ในอนาคต เช่น หนี้เพื่อการศึกษาหนี้เพื่อลงทุนธุรกิจ หรือหนี้เพื่อซื้อทรัพย์สินที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นแต่หนี้เพื่อการบริโภคที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูง คือตัวทำลายความมั่นคงทางการเงิน สิ่งสำคัญ คือ ต้องแยกแยะให้ออกว่าอะไรคือ “หนี้ดี หนี้ร้าย” และวางแผนการชำระหนี้อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะในภาวะที่ดอกเบี้ยแนวโน้มสูงขึ้น เพราะหนี้ที่มากเกินไป แม้จะเป็นหนี้ดีก็อาจกลายเป็นปัญหาได้หากไม่มีการบริหารจัดการที่ดี

เตรียมพร้อมรับมือวิกฤติครั้งต่อไป

จากบทเรียนดังกล่าวพบว่าวิกฤติการเงินสามารถเกิดขึ้นได้เสมอและมักมาโดยไม่ทันตั้งตัวแต่ทุกคนสามารถเตรียมพร้อมรับมือได้ด้วยการสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินที่แข็งแกร่งเริ่มจากการสร้างเงินสำรองฉุกเฉินที่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายกระจายความเสี่ยงในการลงทุน ไม่พึ่งพาแหล่งรายได้เดียวมีความคุ้มครองประกันที่เหมาะสมเพื่อรองรับเหตุไม่คาดฝันเพราะชีวิตเปรียบเสมือนการเดินทางที่ยาวไกล การมีเกราะป้องกันที่แข็งแรงจะช่วยให้ก้าวผ่านอุปสรรคต่าง ๆ ไปได้อย่างมั่นคง

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ถอดรหัสการเงิน 5 บทเรียนจากช่วงวิกฤติ เตรียมพร้อมรับมือในอนาคต

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...