นักวิเคราะห์ต่างชาติ มอง “สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา” ส่อกระทบเศรษฐกิจท่องเที่ยว
นักวิเคราะห์ต่างชาติ มอง "สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา" ส่อกระทบเศรษฐกิจท่องเที่ยว โดยเฉพาะกัมพูชาที่ขาดเครื่องมือรองรับผลกระทบ ทั้งยังมีความเสี่ยงสูงต่อภาพลักษณ์ประเทศท่ามกลางบรรยากาศความไม่มั่นคงในภูมิภาค
วันที่ 25 กรกฎาคม 2568 เวลา 14.26 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า นักวิเคราะห์ระบุว่า ความขัดแย้งที่ปะทุขึ้นระหว่างไทยและกัมพูชาอาจส่งผลกระทบในทางลบต่อเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศที่พึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นหลัก โดยเฉพาะในฝั่งของกัมพูชาซึ่งมีความเปราะบางมากกว่า
โดยทั้งสองประเทศได้ยิงตอบโต้กันบริเวณชายแดนหลายจุดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (24 ก.ค.) หลังจากความตึงเครียดสะสมมานานหลายสัปดาห์ ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 11 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นพลเรือน
ในปี 2567 การท่องเที่ยวมีสัดส่วนต่อ GDP ราว 12% ในประเทศไทย และ 9% ในกัมพูชา โดยไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวมากกว่า 35 ล้านคน ขณะที่กัมพูชามีจำนวนนักท่องเที่ยวราว 6.7 ล้านคน
Sreeparna Banerjee นักวิจัยจากสถาบัน Observer Research Foundation กล่าวกับ CNBC ว่า “แม้เหตุการณ์จะเกิดในพื้นที่ชายแดน แต่เพียงความไม่สงบในระยะสั้นก็สามารถนำไปสู่คำเตือนการเดินทางและทำลายความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวได้ ซึ่งยิ่งเป็นอันตรายในปีที่ไทยคาดหวังการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจากภาคการท่องเที่ยว”
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสัดส่วนการท่องเที่ยวใน GDP ของกัมพูชาจะดูน้อยกว่า Banerjee ชี้ว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิด หากคิดว่ากัมพูชาจะได้รับผลกระทบน้อยกว่า เนื่องจากประเทศมีเครื่องมือเชิงนโยบายน้อยกว่ามาก เช่น หน่วยงานส่งเสริมการท่องเที่ยว งบสำรองทางการคลัง หรือระบบสวัสดิการที่แข็งแกร่ง
Joshua Kurlantzick นักวิจัยอาวุโสด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (CFR) กล่าวว่า ผลกระทบต่อไทยจะมีน้อยมาก เพราะพื้นที่ท่องเที่ยวหลักอย่างกรุงเทพฯ หรือเชียงใหม่ อยู่ไกลจากพื้นที่ชายแดนที่มีการปะทะ
ข้อมูลจากเว็บไซต์ The Vacationer ระบุว่า กรุงเทพฯ และภูเก็ตเป็นพื้นที่ที่สร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวมากที่สุดในปี 2567 โดยกรุงเทพฯ อยู่ห่างจากชายแดนกว่า 260 กม. และภูเก็ตไกลกว่านั้นอีก
Kurlantzick ยังกล่าวว่า กัมพูชาจะได้รับผลกระทบมากกว่า เพราะนอกจากจะถูกมองว่าไม่มั่นคงแล้ว ยังไม่มีฐานนักท่องเที่ยวประจำ (recurring base) เทียบเท่ากับไทย
Kasem Prunratanamala หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ CGS International Securities ประเทศไทย เห็นด้วยว่ากัมพูชาจะได้รับผลกระทบมากกว่า เนื่องจากมีชาวไทยจำนวนมากเดินทางข้ามแดนไปเล่นคาสิโน ซึ่งขณะนี้ไม่สามารถทำได้เพราะชายแดนปิด ในทางกลับกัน เขาเสริมว่า จังหวัดชายแดนฝั่งไทยไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ แม้แต่สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยเอง
ทั้งนี้รัฐบาลสหรัฐ ซึ่งเป็นพันธมิตรทางสนธิสัญญากับไทย แสดงความวิตกอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ และเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายยุติการสู้รบทันที
อย่างไรก็ตาม Chansambath Bong นักวิจัยปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย ระบุว่า การใช้ยุทโธปกรณ์หนัก เช่น เครื่องบินรบ F-16 ของไทย และ BM-21 ของกัมพูชา บ่งชี้ว่า“ความขัดแย้งมีแนวโน้มจะรุนแรงและยืดเยื้อ หากไม่สามารถคลี่คลายได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
เขาเสริมว่า “กระแสรักชาติในทั้งสองประเทศรุนแรงมาก” ซึ่งทำให้ยากต่อการลดระดับความตึงเครียด แต่หากความเสียหายยังดำเนินต่อไป อาจผลักดันให้ทั้งสองฝ่ายหันกลับมาพูดคุยอีกครั้ง
ด้านBanerjee จาก ORF มีมุมมองเชิงบวกมากกว่า โดยระบุว่า แม้จะมีความเสี่ยงที่การเผชิญหน้าจะยืดเยื้อ แต่โอกาสที่สถานการณ์จะขยายวงเป็นสงครามเต็มรูปแบบนั้น“มีไม่มาก” เพราะทั้งไทยและกัมพูชามีแรงจูงใจทางเศรษฐกิจและการเมืองให้หลีกเลี่ยงการปะทะต่อเนื่อง
เธอเตือนว่า แม้ประวัติศาสตร์จะชี้ว่าทั้งสองฝ่ายมักยุติความขัดแย้งในที่สุด แต่สภาพแวดล้อมในภูมิภาคขณะนี้ โดยเฉพาะสถานการณ์ในทะเลจีนใต้และวิกฤตในเมียนมา อาจทำให้การคลี่คลายสถานการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย
อ้างอิง : www.cnbc.com
[อัปเดทสถานการณ์ล่าสุด
หลังกัมพูชาเปิดฉากยิงเข้าไทย ที่ปราสาทตาเมือนธม](https://moneyandbanking.co.th/2025/186198/)