โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

นักวิเคราะห์ต่างชาติ มอง “สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา” ส่อกระทบเศรษฐกิจท่องเที่ยว

การเงินธนาคาร

อัพเดต 25 ก.ค. 2568 เวลา 14.55 น. • เผยแพร่ 25 ก.ค. 2568 เวลา 07.55 น.

นักวิเคราะห์ต่างชาติ มอง "สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา" ส่อกระทบเศรษฐกิจท่องเที่ยว โดยเฉพาะกัมพูชาที่ขาดเครื่องมือรองรับผลกระทบ ทั้งยังมีความเสี่ยงสูงต่อภาพลักษณ์ประเทศท่ามกลางบรรยากาศความไม่มั่นคงในภูมิภาค

วันที่ 25 กรกฎาคม 2568 เวลา 14.26 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า นักวิเคราะห์ระบุว่า ความขัดแย้งที่ปะทุขึ้นระหว่างไทยและกัมพูชาอาจส่งผลกระทบในทางลบต่อเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศที่พึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นหลัก โดยเฉพาะในฝั่งของกัมพูชาซึ่งมีความเปราะบางมากกว่า

โดยทั้งสองประเทศได้ยิงตอบโต้กันบริเวณชายแดนหลายจุดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (24 ก.ค.) หลังจากความตึงเครียดสะสมมานานหลายสัปดาห์ ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 11 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นพลเรือน

ในปี 2567 การท่องเที่ยวมีสัดส่วนต่อ GDP ราว 12% ในประเทศไทย และ 9% ในกัมพูชา โดยไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวมากกว่า 35 ล้านคน ขณะที่กัมพูชามีจำนวนนักท่องเที่ยวราว 6.7 ล้านคน

Sreeparna Banerjee นักวิจัยจากสถาบัน Observer Research Foundation กล่าวกับ CNBC ว่า “แม้เหตุการณ์จะเกิดในพื้นที่ชายแดน แต่เพียงความไม่สงบในระยะสั้นก็สามารถนำไปสู่คำเตือนการเดินทางและทำลายความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวได้ ซึ่งยิ่งเป็นอันตรายในปีที่ไทยคาดหวังการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจากภาคการท่องเที่ยว”

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสัดส่วนการท่องเที่ยวใน GDP ของกัมพูชาจะดูน้อยกว่า Banerjee ชี้ว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิด หากคิดว่ากัมพูชาจะได้รับผลกระทบน้อยกว่า เนื่องจากประเทศมีเครื่องมือเชิงนโยบายน้อยกว่ามาก เช่น หน่วยงานส่งเสริมการท่องเที่ยว งบสำรองทางการคลัง หรือระบบสวัสดิการที่แข็งแกร่ง

Joshua Kurlantzick นักวิจัยอาวุโสด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (CFR) กล่าวว่า ผลกระทบต่อไทยจะมีน้อยมาก เพราะพื้นที่ท่องเที่ยวหลักอย่างกรุงเทพฯ หรือเชียงใหม่ อยู่ไกลจากพื้นที่ชายแดนที่มีการปะทะ

ข้อมูลจากเว็บไซต์ The Vacationer ระบุว่า กรุงเทพฯ และภูเก็ตเป็นพื้นที่ที่สร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวมากที่สุดในปี 2567 โดยกรุงเทพฯ อยู่ห่างจากชายแดนกว่า 260 กม. และภูเก็ตไกลกว่านั้นอีก

Kurlantzick ยังกล่าวว่า กัมพูชาจะได้รับผลกระทบมากกว่า เพราะนอกจากจะถูกมองว่าไม่มั่นคงแล้ว ยังไม่มีฐานนักท่องเที่ยวประจำ (recurring base) เทียบเท่ากับไทย

Kasem Prunratanamala หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ CGS International Securities ประเทศไทย เห็นด้วยว่ากัมพูชาจะได้รับผลกระทบมากกว่า เนื่องจากมีชาวไทยจำนวนมากเดินทางข้ามแดนไปเล่นคาสิโน ซึ่งขณะนี้ไม่สามารถทำได้เพราะชายแดนปิด ในทางกลับกัน เขาเสริมว่า จังหวัดชายแดนฝั่งไทยไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ แม้แต่สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยเอง

ทั้งนี้รัฐบาลสหรัฐ ซึ่งเป็นพันธมิตรทางสนธิสัญญากับไทย แสดงความวิตกอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ และเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายยุติการสู้รบทันที

อย่างไรก็ตาม Chansambath Bong นักวิจัยปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย ระบุว่า การใช้ยุทโธปกรณ์หนัก เช่น เครื่องบินรบ F-16 ของไทย และ BM-21 ของกัมพูชา บ่งชี้ว่า“ความขัดแย้งมีแนวโน้มจะรุนแรงและยืดเยื้อ หากไม่สามารถคลี่คลายได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

เขาเสริมว่า “กระแสรักชาติในทั้งสองประเทศรุนแรงมาก” ซึ่งทำให้ยากต่อการลดระดับความตึงเครียด แต่หากความเสียหายยังดำเนินต่อไป อาจผลักดันให้ทั้งสองฝ่ายหันกลับมาพูดคุยอีกครั้ง

ด้านBanerjee จาก ORF มีมุมมองเชิงบวกมากกว่า โดยระบุว่า แม้จะมีความเสี่ยงที่การเผชิญหน้าจะยืดเยื้อ แต่โอกาสที่สถานการณ์จะขยายวงเป็นสงครามเต็มรูปแบบนั้น“มีไม่มาก” เพราะทั้งไทยและกัมพูชามีแรงจูงใจทางเศรษฐกิจและการเมืองให้หลีกเลี่ยงการปะทะต่อเนื่อง

เธอเตือนว่า แม้ประวัติศาสตร์จะชี้ว่าทั้งสองฝ่ายมักยุติความขัดแย้งในที่สุด แต่สภาพแวดล้อมในภูมิภาคขณะนี้ โดยเฉพาะสถานการณ์ในทะเลจีนใต้และวิกฤตในเมียนมา อาจทำให้การคลี่คลายสถานการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย

อ้างอิง : www.cnbc.com

[อัปเดทสถานการณ์ล่าสุด

หลังกัมพูชาเปิดฉากยิงเข้าไทย ที่ปราสาทตาเมือนธม](https://moneyandbanking.co.th/2025/186198/)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...