โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อะไรทำให้ ‘แซม อัลท์แมน’ กลายเป็น AI Buddy คนใหม่ของทรัมป์แทนมัสก์

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 21 ก.ค. 2568 เวลา 03.02 น. • เผยแพร่ 21 ก.ค. 2568 เวลา 09.43 น.

หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ กลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐในต้นปี 2025แซม อัลท์แมน ซีอีโอของ OpenAI เดินทางไปยังสโมสรกอล์ฟของทรัมป์ในรัฐนิวเจอร์ซีย์ช่วงกลางปี พร้อมรอยยิ้มและสูทเต็มยศ เพื่อร่วมรับประทานอาหาร

การพบปะครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องส่วนตัว เพราะทรัมป์พาอัลท์แมนไปแนะนำกับกลุ่มผู้บริจาครายใหญ่ของพรรครีพับลิกัน พร้อมกล่าวยกย่องว่า “ชายผู้ชาญฉลาด” และเสริมว่า “ผมหวังว่าเขาจะคิดถูกเรื่องเอไอ”

คำพูดนี้ดูขัดแย้งอย่างกับอดีตที่ผ่านมาของทั้งคู่ เพราะไม่กี่เดือนก่อนหน้านั้น ทรัมป์เพิ่งโพสต์ในโซเชียลมีเดีย X ว่าอัลท์แมน “ดูเหมือนคนโง่” ขณะที่อัลท์แมนเคยเปรียบทรัมป์กับฮิตเลอร์ สนับสนุนฮิลลารี คลินตัน และวิจารณ์พรรครีพับลิกันว่าเป็นภัยต่อประเทศ

แต่สถานการณ์เปลี่ยนไปเมื่ออัลท์แมนโพสต์ข้อความในวันชาติสหรัฐ (4 กรกฎาคม 2025) ว่าเขาไม่ใช่เดโมแครตอีกต่อไป เพราะพรรคเอนเอียงไปทางซ้ายจนเขารู้สึกไร้ที่ยืนทางการเมือง และเรียกตัวเองว่า “Politically Homeless” หรือคนที่ไม่มีพรรคการเมืองสังกัด

การเปลี่ยนแปลงจุดยืนนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ แต่เป็นส่วนหนึ่งของเกมยุทธศาสตร์ที่อัลท์แมนเดินหมากเพื่อสร้างสัมพันธ์กับทรัมป์ ซึ่งมีโอกาสสูงที่จะกลับมาดำรงตำแหน่งอีกครั้งในทำเนียบขาว

แย่งชิงพื้นที่จากมัสก์

หลังจากที่อีลอน มัสก์ฟ้องร้อง OpenAI และกลายเป็นคู่แข่งสำคัญในสนามเอไอ ผ่านบริษัท xAI ของตนเอง เขายังสร้างความใกล้ชิดกับทรัมป์ในช่วงเลือกตั้งปี 2024 โดยปรากฏตัวร่วมเวที ร่วมเดินทางบนเครื่องบิน และพูดในงานต่างๆ กับทรัมป์อย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่ปี 2025 ความสัมพันธ์ระหว่างมัสก์กับทรัมป์เริ่มแตกร้าว เกิดความขัดแย้งในหลายประเด็น ทั้งโครงการอวกาศที่ทรัมป์ไม่แต่งตั้งคนของมัสก์เข้าเป็นหัวหน้านาซา (NASA) รวมถึงนโยบายการใช้จ่ายของรัฐบาลที่มัสก์ไม่เห็นด้วย ส่งผลให้ความร่วมมือระหว่างทั้งสองลดน้อยลงอย่างชัดเจน

เมื่อทรัมป์มีโอกาสสูงที่จะกลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกครั้ง อัลท์แมนจึงไม่อาจปล่อยให้เกมนี้ดำเนินไปโดยไม่มีส่วนร่วม OpenAI จำเป็นต้องมีพันธมิตรที่แข็งแกร่งในทำเนียบขาว เพื่อรักษาบทบาทและอำนาจในเวทีเอไอระดับชาติ

อัลท์แมนใช้โอกาสนี้ค่อยๆ วางหมาก สร้างความสัมพันธ์ตรงกับทรัมป์ผ่านการรับประทานอาหาร พูดคุยเรื่องโครงสร้างพื้นฐานเอไอ และดึงผู้มีอิทธิพลในแวดวงอนุรักษนิยมเข้ามาช่วย ทั้งล็อบบี้ยิสต์สาย MAGA อย่าง เจฟ มิลเลอร์ (Jeff Miller) และที่ปรึกษาทรัมป์อย่าง คริส ลาซิวิทา (Chris LaCivit)

ขณะเดียวกัน กลุ่มเทคโนโลยีสายขวาอย่าง Palantir ภายใต้การนำของปีเตอร์ ธีล (Peter Thiel) ก็มีบทบาทในการผลักดันนโยบายที่สอดคล้องกับทิศทางของอัลท์แมน โดยมุ่งให้เอไอเป็นกลไกเสริมด้านความมั่นคง

ศูนย์ข้อมูล 5 กิกะวัตต์ในอาบูดาบี มัสก์เกือบป่วนล่ม

อัลท์แมนใช้จังหวะนี้ยกระดับบทบาทของ OpenAI ด้วยการประกาศพันธมิตรสามฝ่าย “Stargate” มูลค่า 500,000 ล้านดอลลาร์ ร่วมกับ Oracle และ SoftBank เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับเทรนโมเดลเอไอขนาดใหญ่ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากทรัมป์

แม้ Microsoft จะไม่ใช่คู่สัญญาอย่างเป็นทางการในโครงการ Stargate แต่ สัตยา นาเดลลา ซีอีโอ Microsoft ซึ่งเป็นพันธมิตรของอัลท์แมน มีบทบาทสำคัญในการประสานนโยบายกับรัฐบาล และถูกมองว่าอยู่เบื้องหลังความสำเร็จในการเจรจาด้านโครงสร้างพื้นฐานนี้

มัสก์โวยวายว่า SoftBank ไม่มีเงินจริง แต่ทรัมป์ตอบนักข่าวว่า “ใช่ มัสก์เกลียดบางคนในดีลนี้ ก็เหมือนผม ที่มีคนที่ผมเกลียดเหมือนกัน”

มัสก์พยายามขัดขวางโครงการศูนย์ข้อมูล Stargate ขนาด 5 กิกะวัตต์ในอาบูดาบี ซึ่ง OpenAI วางแผนร่วมกับบริษัทท้องถิ่น G42 เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำคัญสำหรับการเทรนโมเดลเอไอขนาดใหญ่

แม้มัสก์จะใช้แรงกดดันในหลายรูปแบบ รวมถึงการผลักดันให้รัฐบาลทรัมป์เลื่อนการประกาศอย่างเป็นทางการของโครงการนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะตรงกับเขา แต่ดีลก็ยังเดินหน้าต่

ในช่วงที่อัลท์แมนอยู่ในขบวนทัวร์กับประธานาธิบดี และเตรียมพร้อมจะยืนเคียงข้างผู้นำ G42 ในการประกาศแผนดังกล่าวนั้น มัสก์ก็เริ่มใช้แรงกดดันต่อ G42 อย่างเข้มข้น

ผลที่ตามมาคือ รัฐบาลทรัมป์ต้องเลื่อนการประกาศออกไปอีกหนึ่งสัปดาห์ พร้อมทั้งตกลงว่าจะไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐเข้าร่วมในพิธีเปิดโครงการ ทำให้โมเมนตัมทางการเมืองที่อัลท์แมนควรจะได้รับลดทอนลงอย่างชัดเจน

จากผู้อยู่เบื้องหลังสู่การเดินหน้าอย่างเปิดเผย

เดือนมิถุนายน 2025 อัลท์แมนประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญด้วยการเซ็นสัญญามูลค่า 200 ล้านดอลลาร์กับกระทรวงกลาโหมสหรัฐ เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีเอไอที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงแห่งชาติ

พร้อมกันนั้น รัฐบาลสหรัฐก็เตรียมเปิดตัว “AI Action Plan” แผนยุทธศาสตร์แห่งชาติที่มุ่งส่งเสริมการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเอไออย่างจริงจังและเป็นทางการ

แผนดังกล่าวมีจุดเด่นที่น่าสนใจ คือการอนุญาตให้บริษัทเทคโนโลยีใช้พื้นที่ดินของรัฐบาลกลาง เพื่อสร้างศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการพิจารณาด้านสิ่งแวดล้อมในระดับท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นแนวทางที่ถูกมองว่าค่อนข้างสุดโต่ง

อย่างไรก็ตาม แม้แผนนี้จะได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวางจากภาคเทคโนโลยี แต่ก็ต้องเผชิญกับเสียงคัดค้านจากกลุ่มสิ่งแวดล้อมและนักกฎหมายที่กังวลว่า การยกเว้นขั้นตอนประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมนี้ อาจสร้างบรรทัดฐานใหม่ที่ส่งผลกระทบต่อความยั่งยืนในระยะยาวของประเทศ

อัลท์แมนก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนนโยบายเอไอเชิงชาติ (National AI) โดยใช้วาทกรรมการแข่งขันกับจีนและรัสเซีย ซึ่งถูกมองว่าเป็นประเทศเผด็จการ ในขณะที่สหรัฐต้องเร่งสร้างเอไอฝั่งประชาธิปไตยผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและศูนย์ข้อมูลเซิร์ฟเวอร์ขนาดใหญ่

เขาเรียกร้องให้รัฐบาลสนับสนุนการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ เพิ่มการผลิตพลังงาน และผ่อนคลายกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในพื้นที่ของรัฐบาลกลาง ซึ่งสอดคล้องกับความคิดเห็นของทรัมป์ที่เคยกล่าวไว้ต่อ โลแกน พอล (Logan Paul) พิธีกรชื่อดังในสหรัฐว่า “จีนจะทำทุกอย่างเพื่อสร้างเอไอ ดังนั้น เราก็ต้องทำเช่นกัน”

อัลท์แมนยังได้ร่วมพูดในงานสัมมนาของวอชิงตันโพสต์ และงานประชุมของเฟดที่เกี่ยวกับเอไอและเศรษฐกิจ แม้จะยังไม่เปิดเผยตัวชัดเจนว่าอยู่ฝ่ายรีพับลิกัน แต่กับคนใกล้ชิด เขาก็ยอมรับว่า “อาจลงคะแนนให้ฝั่งขวาในอนาคต”

วิสัยทัศน์ Techno Capitalism

ในที่สุด (4 มิถุนายน 2025) อัลท์แมนประกาศวิสัยทัศน์ผ่านโพสต์ใน X ว่าเขาเชื่อใน “เทคโนแคปิตอลิสม์” (Techno Capitalism) ซึ่งคนควรมีเสรีภาพในการทำเงินอย่างมหาศาลจากเทคโนโลยี และรัฐควรเน้นกระจายผลประโยชน์โดยไม่ขัดขวางกลไกตลาด

เขาย้ำว่า “ตลาดทำหน้าที่ได้ดีกว่ารัฐ” และ “ความรู้คือขอบเขตพรมแดนสุดท้ายของสหรัฐ” เขาบอกว่าแนวคิดนี้อยู่กับเขามาตั้งแต่ตอนอายุ 20 และตอนนี้ในวัย 40 เขายังเชื่อเช่นเดิม
สิ่งที่ต่างไปคือ พรรคเดโมแครตที่เคยสอดคล้องกับแนวคิดนี้ ได้หลุดจากเส้นทางไปแล้ว

บทสรุป

กรณีของอัลท์แมนสะท้อนการเปลี่ยนขั้วครั้งใหญ่ในวงการเทคโนโลยี เมื่อซีอีโอสายเสรีนิยมค่อยๆ ผนึกกำลังกับฝ่ายขวาเพื่อแลกกับโครงสร้างพื้นฐานเอไอที่สามารถแข่งขันกับจีนและโลกเผด็จการได้

อ้างอิง: The wall street journal, The Guardian, CNN, ABC News และ Business Insider

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...