โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

9 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับแสง 'ออโรรา'

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 14 พ.ค. 2568 เวลา 02.56 น.

Multiverse | บัญชา ธนบุญสมบัติ

ในบทความก่อนหน้านี้ ผมได้แนะนำให้รู้จักต้นเหตุของ ‘พายุสุริยะ’ แบบต่างๆ รวมทั้งผลกระทบกันไปแล้ว คราวนี้จะขอพูดถึงเรื่องออโรราซึ่งมีคนสนใจค่อนข้างมากบ้าง

1) ออโรรา คืออะไร?

ออโรรา (aurora) เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติซึ่งเห็นเป็นแสงสว่างบนท้องฟ้า อาจมีหลากหลายสีสัน มักเกิดในบริเวณแถบขั้วโลกที่มีละติจูดสูง และปรากฏได้ในหลากหลายรูปแบบ เช่น แสงเรืองจางๆ เป็นวงโค้ง หรือ แสงสว่างคล้ายม่านซึ่งกำลังเคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลงรูปร่างอย่างรวดเร็ว

หากเกิดทางแถบซีกโลกเหนือ เรียกว่า ออโรรา บอรีอัลลิส (aurora borealis) หรือ ‘แสงเหนือ’

หากเกิดทางแถบซีกโลกใต้ เรียกว่า ออโรรา ออสตราลิส (aurora australis) หรือ ‘แสงใต้’

2) ออโรรา เกิดขึ้นได้อย่างไร?

ออโรราเกิดขึ้นเมื่ออนุภาคมีประจุ เช่น อิเล็กตรอนและโปรตอน เกิดอันตรกิริยากับอะตอมและโมเลกุลในชั้นบรรยากาศของโลก โดยอนุภาคเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากลมสุริยะ (solar wind) และจากกระบวนการเร่งอนุภาคภายในแมกนีโตสเฟียร์

เมื่อก้อนพลาสมา CME (coronal mass ejection) พุ่งมาถึงโลก อาจทำให้เกิดพายุแม่เหล็กโลก (geomagnetic storm) ซึ่งส่งผลกระทบต่อสนามแม่เหล็กของโลกและช่วยเร่งอนุภาคที่มีอยู่แล้วในแมกนีโตสเฟียร์ เช่น อนุภาคในแถบรังสีแวนอัลเลน (Van Allen Radiation Belts) กระบวนการที่มีบทบาทสำคัญในการเร่งอนุภาค ได้แก่ การเชื่อมต่อเส้นแรงแม่เหล็ก (magnetic reconnection) และ คลื่นอัลฟ์เวน (Alfv{\’e}n wave) ที่ช่วยเร่งอิเล็กตรอนลงสู่ชั้นบรรยากาศ

อนุภาคมีประจุเหล่านี้เคลื่อนที่เป็นลักษณะควงสว่านตามแนวเส้นแรงแม่เหล็กโลกเนื่องจากแรงโลเร็นตซ์ และค่อยๆ เคลื่อนเข้าสู่พื้นที่ใกล้วงแหวนออโรรา (auroral oval) ซึ่งอยู่ใกล้กับบริเวณขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้

ในชั้นบรรยากาศตอนบน โดยเฉพาะชั้นไอโอโนสเฟียร์และเทอร์โมสเฟียร์ มีโมเลกุลและอะตอมของก๊าซ เช่น ออกซิเจนอะตอมเดี่ยว (O) และไนโตรเจน (N2, N) เมื่ออนุภาคมีประจุพุ่งชนก๊าซเหล่านี้ อะตอมหรือโมเลกุลของก๊าซจะเข้าสู่สถานะกระตุ้นชั่วคราว ทำให้อิเล็กตรอนภายในอะตอมหรือโมเลกุลนั้นกระโดดไปอยู่ในระดับพลังงานที่สูงขึ้น และเมื่ออิเล็กตรอนกลับสู่ระดับพลังงานที่ต่ำลง จะปล่อยพลังงานออกมาในรูปของแสงที่มีสีต่างๆ เรียกว่า ออโรรา

3) สีสันต่างๆ ของออโรรามีสาเหตุมาจากอะไร?

สีสันต่างๆ ของแสงออโรราเกิดจากอะตอม โมเลกุล และไอออนชนิดต่างๆ ที่อยู่ในชั้นบรรยากาศโลก ณ ระดับความสูงที่แตกต่างกัน ดังนี้ :

สีแดง (เหนือ 200 กิโลเมตร) : เกิดจากการชนของอนุภาคพลังงานสูงกับ ออกซิเจนอะตอมเดี่ยว (O) ที่ความสูงนี้ สีแดงที่เกิดขึ้นจะมีลักษณะ แดงเข้ม และอาจมีความสว่างน้อยเนื่องจากความหนาแน่นของก๊าซที่เบาบาง

สีเขียว (100-300 กิโลเมตร) : เป็นสีที่พบได้บ่อยที่สุด เกิดจากการชนของอนุภาคพลังงานสูงกับ ออกซิเจนอะตอมเดี่ยว (O) โดยตรง ซึ่งกระตุ้นให้ออกซิเจนปล่อยแสงสีเขียวออกมา

สีน้ำเงิน/ม่วง (100-200 กิโลเมตร) : เกิดจากการชนของอนุภาคพลังงานสูงกับ โมเลกุลของไนโตรเจนไอออน (N??)

สีแดง (ต่ำกว่า 100 กิโลเมตร) : เกิดจากการชนของอนุภาคพลังงานสูงกับ โมเลกุลของออกซิเจน (O?) ซึ่งจะปล่อยแสงสีแดงในช่วงความยาวคลื่นที่แตกต่างจากสีแดงของออกซิเจนอะตอมเดี่ยวที่ความสูงมากกว่า

สีที่พบได้ยาก (ความสูงมาก) : ที่ความสูงมากๆ คือหลายร้อยกิโลเมตรขึ้นไป อาจพบสีจากไฮโดรเจน (H) ซึ่งให้แสงสีแดงและสีน้ำเงิน/ม่วงอ่อนๆ และฮีเลียม (He) ซึ่งให้แสงสีขาว/ชมพู อย่างไรก็ตาม ก๊าซเหล่านี้มีความหนาแน่นต่ำมาก และสีที่เกิดจึงมักจะจางและสังเกตได้ยาก

มีข้อสังเกตเรื่องการผสมสีที่น่าสนใจคือ

หากแสงสีแดงจากออกซิเจนอะตอมเดี่ยว (ที่ความสูงต่างๆ) ทับซ้อนกับแสงสีน้ำเงินจากไนโตรเจนไอออน จะปรากฏเป็นสีม่วง หรือบางครั้งอาจเห็นเป็นสีชมพูเด่นชัด

หากแสงสีแดงจากออกซิเจนอะตอมเดี่ยวทับซ้อนกับแสงสีเขียวอมเหลืองจากออกซิเจนอะตอมเดี่ยวที่ความยาวคลื่นต่างกัน อาจเห็นเป็นสีส้ม

น่ารู้ด้วยว่าออโรราสามารถเกิดขึ้นได้ที่ความสูงเกิน 400 กิโลเมตร และสีหลักที่คาดว่าจะพบคือ สีแดงเข้ม เนื่องจากการเปล่งแสงของออกซิเจนอะตอมเดี่ยวซึ่งมีอยู่มากในระดับความสูงดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ออโรราในบริเวณนี้มักจะมีความสว่างน้อยกว่าเนื่องจากความหนาแน่นของก๊าซที่เบาบางมาก

4) ผู้ที่ต้องการไปชมแสงออโรราต้องรู้อะไรบ้าง?

คนที่ต้องการไปดูแสงเหนือหรือแสงใต้ต้องพิจารณาปัจจัยหลายอย่าง ได้แก่ ทั้งปัจจัยทางภูมิศาสตร์ เวลา สภาพอากาศ และดัชนีทางวิทยาศาสตร์ที่บ่งบอกถึงความแรงของกิจกรรมบนดวงอาทิตย์ ซึ่งขอแบ่งอธิบายในข้อย่อย 5-8 ดังนี้

5) สถานที่ชมออโรรา

ละติจูดสูง : แสงออโรรามักเกิดขึ้นในบริเวณใกล้ขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ ซึ่งหมายถึงละติจูดที่สูง (ประมาณ 60 ถึง 75 องศา) สำหรับแสงเหนือ สถานที่ที่เหมาะสม เช่น ไอซ์แลนด์, ตอนเหนือของแคนาดา, อะแลสกา, นอร์เวย์, สวีเดน, ฟินแลนด์ และรัสเซีย สำหรับแสงใต้ สถานที่ที่เหมาะสม เช่น ตอนใต้ของออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์, อาร์เจนตินา และแอนตาร์กติกา

วงแหวนออโรรา (Auroral Oval) : ควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับตำแหน่งของวงแหวนออโรรา ซึ่งเป็นบริเวณที่มีโอกาสเห็นแสงออโรรามากที่สุด วงแหวนนี้ไม่ได้อยู่คงที่ แต่จะขยายและหดตัวตามความแรงของกิจกรรมทางแม่เหล็กโลก

6) ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการชมออโรรา

กลางคืน : แสงออโรราจะมองเห็นได้ชัดเจนที่สุดในเวลากลางคืนที่ท้องฟ้ามืดสนิท

ฤดูหนาว : ในซีกโลกเหนือ ช่วงเดือนกันยายนถึงเมษายนเป็นช่วงที่เหมาะสมที่สุด เนื่องจากกลางคืนมีเวลายาวนาน

ช่วงเวลาที่มืดที่สุด : โดยทั่วไปประมาณ 21:00 น. ถึง 03:00 น. ตามเวลาท้องถิ่น เป็นช่วงที่มีโอกาสเห็นออโรรามากที่สุด

7) สภาพอากาศที่ทำให้มีสิทธิ์เห็นออโรราชัดเจน

ท้องฟ้าปลอดโปร่ง : ต้องตรวจสอบพยากรณ์อากาศและเลือกคืนที่ท้องฟ้าเปิด ไม่มีเมฆบดบัง

ไม่มีแสงรบกวน : ควรอยู่ในที่มืดสนิท หลีกเลี่ยงแสงจากเมืองหรือแสงจันทร์รบกวน

8) ดัชนีทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับออโรรา

ดัชนีสภาพอวกาศ (Space Weather Indices) ที่เกี่ยวข้องกับออโรราที่สำคัญ ได้แก่

– ดัชนี Kp (Planetary K-index) : เป็นดัชนีที่วัดความแรงของกิจกรรมทางแม่เหล็กโลกในช่วง 3 ชั่วโมง มีค่าตั้งแต่ 0 ถึง 9 ค่าที่สูงขึ้นหมายถึงกิจกรรมทางแม่เหล็กโลกที่แรงขึ้น และมีโอกาสเห็นแสงออโรราได้ในละติจูดที่ต่ำลง

– Kp 0-2 : กิจกรรมสงบ แสงออโรราจำกัดอยู่ในบริเวณละติจูดสูงมาก

– Kp 3-4 : กิจกรรมปานกลาง มีโอกาสเห็นแสงออโรราในละติจูดที่ต่ำลงมาเล็กน้อย

– Kp 5 : เกิดพายุแม่เหล็กโลกเล็กน้อย (G1) มีโอกาสเห็นแสงออโรราในละติจูดกลาง (เช่น ตอนใต้ของสแกนดิเนเวีย, ตอนเหนือของสกอตแลนด์)

– Kp 6 : เกิดพายุแม่เหล็กโลกปานกลาง (G2) มีโอกาสเห็นแสงออโรราในละติจูดที่ต่ำลงอีก (เช่น ตอนเหนือของอังกฤษ, ตอนใต้ของสแกนดิเนเวีย)

– Kp 7 : เกิดพายุแม่เหล็กโลกแรง (G3) มีโอกาสเห็นแสงออโรราในละติจูดที่ต่ำลงไปอีก (เช่น ตอนใต้ของสแกนดิเนเวีย, ตอนกลางของสกอตแลนด์)

– Kp 8-9 : เกิดพายุแม่เหล็กโลกที่รุนแรงมาก (G4-G5) มีโอกาสเห็นแสงออโรราในละติจูดที่ต่ำมาก (อาจเห็นได้ถึงตอนใต้ของยุโรปหรือตอนกลางของสหรัฐอเมริกา)

– ความเร็วลมสุริยะ (Solar Wind Speed) : ลมสุริยะคือกระแสของอนุภาคมีประจุที่พัดมาจากดวงอาทิตย์ ความเร็วที่สูงขึ้นของลมสุริยะสามารถเพิ่มโอกาสในการเกิดแสงออโรรา

– ความหนาแน่นของอนุภาคในลมสุริยะ (Solar Wind Density) : จำนวนอนุภาคต่อหน่วยปริมาตรที่สูงขึ้นสามารถนำไปสู่แสงออโรราที่สว่างขึ้น

– สนามแม่เหล็กระหว่างดาวเคราะห์ (Interplanetary Magnetic Field, IMF) : โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์ประกอบ Bz ของ IMF หากมีทิศทางลงใต้ (southward) จะทำให้เกิดการเชื่อมต่อกับสนามแม่เหล็กโลกได้ง่ายขึ้น ซึ่งนำไปสู่กิจกรรมทางแม่เหล็กโลกที่แรงขึ้นและโอกาสเห็นแสงออโรรามากขึ้น

9) แหล่งข้อมูลสำหรับตรวจสอบดัชนีทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวกับออโรรามีอะไรบ้าง?

ขอแนะนำ NOAA Space Weather Prediction Center (SWPC) ที่ https://www.swpc.noaa.gov/products/planetary-k-index

นอกจากเรื่องแสงออโรราแล้ว บนฟ้ายังอาจมีสีสันที่เกิดจากปรากฏการณ์อื่นๆ ได้อีก เช่น skyglow และ airglow ถ้าสนใจก็ตามไปอ่านบทความเรื่อง “แสงสีเขียวปริศนาเกิดจากปรากฏการณ์ ‘Skyglow’ และชวนรู้จัก ‘Airglow’ & ‘Aurora'” ได้ที่ https://www.matichonweekly.com/column/article_727565

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 9 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับแสง ‘ออโรรา’

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...