ปตท.สผ. กับ 4 ทศวรรษของการขับเคลื่อนความมั่นคงทางพลังงานของไทย
“ปตท.สผ. เปรียบเสมือนพลังของพลังที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศ เป็นต้นทางของการสร้างพลังงาน ที่เป็นพื้นฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจ และวิถีชีวิตของผู้คน เพื่อร่วมกันสร้างการเติบโตให้กับประเทศ”
ตลอดระยะเวลา 40 ปีแห่งการเดินทาง บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือปตท.สผ. ได้จารึกบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อน ความมั่นคงทางพลังงาน ของประเทศไทยอย่างไม่หยุดนิ่ง จากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ในฐานะหน่วยงานหนึ่งภายใต้ ปตท. สู่การเติบโตเป็นหนึ่งในผู้นำด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมระดับภูมิภาค แต่ละย่างก้าว ต้องเผชิญกับความท้าทายและข้ามผ่านขีดจำกัด เพื่อสร้างเสถียรภาพทางพลังงานให้แก่ประเทศตามเจตนารมณ์
มนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์พิเศษ การเงินธนาคาร ว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา ปตท.สผ. ได้สั่งสมองค์ความรู้ ประสบการณ์ พร้อมทั้งสร้างเสริมศักยภาพด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในประเทศไทยและในหลาย ๆ ประเทศ เพื่อบรรลุภารกิจการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน รองรับความต้องการใช้พลังงานของประชาชนและอุตสาหกรรมต่าง ๆ ไปพร้อมกับการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงการคืนประโยชน์ให้แก่ประเทศไทยในรูปแบบรายได้เข้ารัฐ
“ปตท.สผ. เปรียบเสมือนพลังของพลัง ที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศ เป็นต้นทางของการสร้างพลังงาน ที่เป็นพื้นฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของผู้คน เพื่อร่วมกันสร้างการเติบโตให้กับประเทศ”
เรื่องราวกว่า 4 ทศวรรษนี้ เต็มไปด้วยพลังและแรงบันดาลใจที่ไม่เคยหยุดนิ่ง วันนี้ ปตท.สผ. ยังคงมุ่งมั่นสานภารกิจหลักเดินหน้าสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้ประเทศไทยอย่างจริงจัง ซึ่งการเดินหน้าครั้งนี้ ปตท.สผ. ยังมีเป้าหมายสำคัญที่ต้องบรรลุเพื่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศและคนไทยไปพร้อมกัน
เปิดเส้นทาง 40 ปี ปตท.สผ.
จุดเริ่มต้น “พลังของพลัง” ขับเคลื่อนประเทศ
มนตรี ฉายภาพย้อนไปเมื่อปี 2528 ซึ่งเป็นช่วงเวลาของการก่อตั้ง ปตท.สผ. จากวิสัยทัศน์ของ“ดร.ทองฉัตร หงศ์ลดารมภ์” ผู้ว่าการ ปตท. คนแรกของประเทศไทย ที่เห็นว่าบริษัทต่างชาติ ซึ่งก็คือ บริษัท ไทยเชลล์ เอ็กซพลอเรชั่นแอนด์โปรดักชั่น เข้ามาสำรวจและพบแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่ในประเทศไทยที่แปลง S1 อำเภอลานกระบือ จังหวัดกำแพงเพชร ต่อมาแหล่งน้ำมันนี้ได้รับพระราชทานนามว่า แหล่งสิริกิติ์ ไทยเชลล์ต้องการจะขายน้ำมันจากแหล่งดังกล่าวให้โรงกลั่นในไทย โดย ปตท. ได้ตกลงรับหน้าที่เป็นตัวกลาง แต่ขอให้มีบริษัทไทยเข้าไปร่วมทุนในโครงการนี้ด้วยในสัดส่วน 25%
นี่คือเรื่องราวตั้งต้น ที่ทำให้เกิดการ Spin Off หน่วยงานด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมเล็ก ๆ ใน ปตท. ที่ปกติทำหน้าที่เพียงแค่ศึกษา และยังไม่มีประสบการณ์จริง ออกมาตั้งเป็นบริษัท ปตท.สผ. ในวันที่ 20 มิถุนายน 2528 ด้วยทุนจดทะเบียนแรกเริ่ม 400,000 บาท เพื่อเข้าไปร่วมลงทุนกับไทยเชลล์ ซึ่งขณะนั้นเงินลงทุนของ ปตท.สผ. ไม่เยอะ แต่ก็นำรายได้ที่มาจากโครงการร่วมทุนของไทยเชลล์มาขับเคลื่อนบริษัท
[caption id="attachment_170856" align="aligncenter" width="1200"]
การเข้าร่วมลงทุนครั้งแรกของ ปตท.สผ. ในแหล่งสิริกิติ์ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำมันดิบบนบกที่ใหญ่ที่สุดของไทย[/caption]
โดยเป้าหมายของการตั้ง ปตท.สผ. ในขณะนั้นคือ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถพึ่งพาตนเองด้านพลังงาน และให้คนไทยสามารถสำรวจและผลิตปิโตรเลียมได้ด้วยตัวเอง ภายใต้วิสัยทัศน์ของ ดร.ทองฉัตร และผู้ใหญ่ที่มีคุโณปการอีกหลายท่าน รวมทั้งรัฐบาลในยุคนั้น ที่ต้องการให้ประเทศไทยมีบริษัทสำรวจและผลิตปิโตรเลียมที่มีความคล่องตัวสูง ทำหน้าที่สร้างความมั่นคงทางพลังงานให้แก่ประเทศ พร้อมกับการคืนประโยชน์ให้สังคม จึงทำให้เกิดการร่วมทุนกับไทยเชลล์ โดย ปตท.สผ. เข้าร่วมลงทุนในสัดส่วน 25% ในขณะนั้น ทำให้ได้ส่วนแบ่งน้ำมัน 5,000 บาร์เรลต่อวัน
มนตรีเล่าต่อว่า หลังจากมีการร่วมทุนกับไทยเชลล์ก็มีการสำรวจพบแหล่งก๊าซธรรมชาติแห่งแรกในอ่าวไทย (แหล่งเอราวัณ) โดยบริษัท ยูโนแคลไทยแลนด์ ที่ได้รับสัมปทาน ทำให้ ปตท. มองเห็นโอกาสที่จะนำก๊าซฯ ในอ่าวไทยมาใช้ผลิตไฟฟ้าและพัฒนาประเทศ จึงมีการตกลงรับซื้อก๊าซฯ พร้อมกับลงทุนโครงสร้างท่อส่งก๊าซฯ เชื่อมจากมาบตาพุดไปถึงแหล่งเอราวัณ ซึ่งถือเป็นช่วงที่ประเทศไทยเข้าสู่ยุคโชติช่วงชัชวาล
ต่อมามีพื้นที่ที่ติดกับแหล่งเอราวัณ ซึ่งบริษัท เท็กซัส แปซิฟิก เป็นผู้ได้รับสัมปทาน แต่ไม่ได้ดำเนินการใด ๆ ดร.ทองฉัตร จึงมีนโยบายให้ ปตท. นำแปลงสำรวจนั้นที่ชื่อว่า แปลงบี (ต่อมาคือโครงการบงกช และปัจจุบันคือแปลง G2/61) กลับคืนมาเพื่อพัฒนาก๊าซฯ เพิ่ม ต้องมีการกู้เงินเพื่อซื้อคืนแปลงสัมปทานนี้ เนื่องจากต้นทุนในการซื้อคืนแปลงสำรวจนั้นสูงถึง 80 ล้านดอลลาร์
“ตอนที่ซื้อแปลงสำรวจกลับคืนมาได้ ประเทศไทยยังไม่มีความเชี่ยวชาญด้านการสำรวจและพัฒนาปิโตรเลียม จึงต้องมีการเปิดประมูลหาผู้สนใจร่วมทุน โดยเพิ่มเงื่อนไขว่าผู้ที่จะเข้ามาต้องมีแผน Individual Development Program (IDP) ให้คนไทย ซึ่งในแผนต้องระบุชัดเจนว่า จะใช้บุคลากรไทยในตำแหน่งใดบ้าง และภายใน 5 ปี หลังจากเริ่มผลิตก๊าซฯ ได้ จะต้องให้บริษัทไทยเป็นผู้ดำเนินการ (Operatorship Transfer) ซึ่งผู้ที่ประมูลได้ในตอนนั้นคือบริษัท โททาล จากฝรั่งเศส พร้อมพันธมิตรอีก 2 ราย คือบริษัท บริติช แก๊ส จากอังกฤษ และบริษัท สแตทออยล์ จากนอร์เวย์ โดย ปตท.สผ. ถือหุ้นในสัดส่วนประมาณ 33%”
มนตรีเล่าว่า จากนั้น ปตท.สผ. ได้ทำงานร่วมกับโททาลและพันธมิตร มุ่งเก็บเกี่ยวประสบการณ์และองค์ความรู้ในการสำรวจและพัฒนาแหล่งก๊าซฯ การวางแผนโครงสร้างการผลิต และการวางโครงสร้างแท่นผลิต รวมถึงการลงทุนอื่น ๆ จนเมื่อปี 2536 ที่ ปตท.สผ. มีอายุได้ 8 ปี ก็เข้าสู่การระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยเปิดราคา IPO ที่ราคา 33 บาท และนำเงินที่ระดมทุนได้มาใช้พัฒนาแหล่งก๊าซฯ บงกช และในปี 2541 ปตท.สผ. ก็รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินการ (Operator) ในโครงการบงกชเต็มตัว
[caption id="attachment_170858" align="aligncenter" width="1200"]
ปตท.สผ. รับโอนการเป็นผู้ดำเนินการในแหล่งบงกชจากโททาล นับเป็นครั้งแรกที่บริษัทคนไทยเข้าเป็นผู้ดำเนินการผลิตก๊าซฯ ขนาดใหญ่ด้วยตนเอง[/caption]
การผลิตก๊าซฯ จากแหล่งบงกช และการที่บริษัทไทยเข้าเป็นผู้ดำเนินการในแหล่งดังกล่าว เรียกได้ว่าเป็นประวัติศาสตร์ของอุตสาหกรรมปิโตรเลียมไทย แสดงถึงความสามารถของบริษัทไทยซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันของชาติในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศได้ด้วยตัวเอง โครงการบงกชยังเป็นเหมือนโรงเรียน เหมือนสถาบันที่สร้างองค์ความรู้ เป็นที่ฝึกฝนและพัฒนาบุคลากรด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของไทยอีกด้วย
ในระหว่างนั้นก็มีการเจรจาในพื้นที่ทับซ้อนไทย-เวียดนาม ซึ่งจบลงด้วยการแบ่งครึ่งพื้นที่ พื้นที่ฝั่งไทยได้พัฒนากลายเป็นโครงการอาทิตย์ โดย ปตท.สผ. เปิดให้พันธมิตรเข้ามาร่วมทุนในสัดส่วน 20%
“ที่น่าภูมิใจคือ โครงการอาทิตย์เป็นโครงการแรกที่บริษัทไทยทำด้วยตัวเองทุกขั้นตอน สำรวจเอง พัฒนาเอง ผลิตเอง ซึ่งเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ในอ่าวไทย ประมาณ 4,000 ตารางกิโลเมตร แต่เรื่องที่น่าภาคภูมิใจยิ่งกว่าคือ พื้นที่ผลิตปิโตรเลียมของโครงการบงกชและโครงการอาทิตย์ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานนามว่า “พื้นที่ปิโตรเลียมนวมินทร์” ซึ่งเป็นขวัญและกำลังใจอย่างยิ่งแก่ ปตท.สผ. และพนักงาน”
ขณะที่พื้นที่ทับซ้อนไทย-มาเลเซีย ได้ข้อตกลงให้มีการตั้งบริษัทร่วมทุนไทย-มาเลเซีย มีชื่อเต็มว่า Carigali-PTTEPI Operating Company Sdn Bhd ชื่อย่อว่า CPOC โดยมีบริษัท ปตท.สผ. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (ไทย) และ PC JDA Limited (มาเลเซีย) ถือหุ้นเท่ากันในสัดส่วน 50:50 โดย CPOC จะทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินการในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (Malaysia-Thailand Joint Development Area: MTJDA) มีสำนักงานตั้งอยู่ที่ประเทศมาเลเซีย แต่ฐานการผลิตทั้งหมดจะอยู่ฝั่งไทย ที่จังหวัดสงขลา
เปิดแผนที่พลังงาน จากอ่าวไทยสู่โลกกว้าง
ความท้าทายที่ทำให้ ปตท.สผ. เติบโตขึ้นอีกขั้น
มนตรีฉายภาพเส้นทางต่อว่า หลังจากที่ ปตท.สผ. ขยายการผลิตก๊าซฯ ในอ่าวไทยอย่างต่อเนื่อง ทำให้บริษัทเริ่มมีรายได้มากขึ้น และเป็นจุดเริ่มของการขยายการลงทุนในต่างประเทศซึ่งเป็นการสร้างรายได้เข้าประเทศด้วยเช่นกัน
มนตรีเล่าว่า ในช่วงที่ ปตท.สผ. เดินหน้าโครงการผลิตก๊าซฯ ในพื้นที่อ่าวไทย ดร.ทองฉัตรก็สร้างความคุ้นเคยกับประเทศเมียนมา ซึ่งมีแหล่งก๊าซฯ ขนาดใหญ่ โดยทางเมียนมาก็มีความต้องการที่จะพัฒนา แต่ติดตรงที่ไม่มีตลาดขนาดใหญ่รองรับ ซึ่งประเทศไทยก็เสนอรับซื้อก๊าซฯ จากเมียนมา แต่มีเงื่อนไขว่าจะต้องให้ ปตท.สผ. เข้าไปร่วมทุนด้วย ทำให้ ปตท.สผ. ไปร่วมกับพันธมิตรอย่างโททาลและยูโนแคล พัฒนาแหล่งก๊าซฯ ยาดานา ในเมียนมา เพื่อส่งก๊าซฯ เข้าประเทศไทย
หลังจากเริ่มลงทุนในโครงการยาดานาไปได้ระยะหนึ่ง ปตท.สผ. ได้เข้าไปประมูลแปลงสำรวจก๊าซฯ และได้สัมปทานในแปลง M9 และ M10 นอกชายฝั่งทะเล ที่อ่าวเมาะตะมะ และสำรวจพบก๊าซฯ ก่อนพัฒนาจนกลายเป็นแหล่งก๊าซฯ ซอติก้า ที่ยังดำเนินการผลิตอยู่จนถึงปัจจุบัน ซึ่งก๊าซฯ ที่ผลิตจากโครงการยาดานาและซอติก้านั้น ถือเป็นเชื้อเพลิงหลักที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้า ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวันของประชาชนทั้งในเมียนมาและในภาคตะวันตกของไทย
แต่ถ้าพูดถึงโครงการแรกในต่างประเทศ ซึ่ง ปตท.สผ. เป็นผู้ดำเนินการ (Operator) ด้วยตัวเอง 100% คือการเข้าไปลงทุนในประเทศโอมาน ปี 2545 โดยสำรวจพบแหล่งก๊าซฯ ก่อนเริ่มพัฒนาในปี 2550 พร้อมเปิดเจรจาขายก๊าซฯ ให้กับทางประเทศโอมาน หลังจากนั้นในปี 2556 ก็มีการสำรวจพบแหล่งน้ำมันในแปลงสำรวจเดิม ทำให้มีการผลิตน้ำมันต่อเพื่อนำรายได้มาเสริม
“ปตท.สผ. ยังขยายการลงทุนไปในประเทศอิหร่าน บาห์เรน และอียิปต์ แม้ว่าจะสำรวจไม่พบ แต่เราได้เรียนรู้ และได้ประสบการณ์ ต่อมาประสบความสำเร็จในการสำรวจแหล่งน้ำมันที่ประเทศแอลจีเรีย โดยเป็นการลงทุนร่วมกับพันธมิตรจากประเทศเวียดนาม ก่อนจะต้องใช้เวลานานถึง 7 ปี เพื่อเริ่มเจรจาพัฒนาการผลิต”
ในมาเลเซีย ปตท.สผ. ก็ได้ขยายการลงทุนหลายโครงการ และสำรวจจนพบแหล่งก๊าซฯ และน้ำมันหลายแหล่ง รวมทั้งสำรวจพบแหล่งก๊าซฯ ขนาดใหญ่ ลัง เลอบาห์ ขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมการพัฒนาแหล่ง เนื่องจากเป็นโครงการขนาดใหญ่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก จึงต้องศึกษาและวางแผนเพื่อให้สามารถลงทุนได้อย่างเหมาะสม
กลับมาพูดถึงแอลจีเรีย หลังจากอยู่ที่แอลจีเรียได้ 10 ปี ก็มีการขยายโครงการเพิ่มอีก 1 โครงการ โดยร่วมกับพันธมิตรจากประเทศจีน ก่อนที่ในช่วงปลายปี 2567 ปตท.สผ. จะเข้าไปซื้อหุ้นจากพันธมิตรโครงการผลิตก๊าซฯ เพื่อส่งขายไปที่ประเทศอิตาลี ทำให้พอร์ตโฟลิโอในแอลจีเรีย ของ ปตท.สผ. ขยายเพิ่มเป็น 3 โครงการ โดยเป็นโครงการน้ำมัน 2 แห่ง และโครงการก๊าซฯ 1 แห่ง
มนตรีให้ข้อมูลเพิ่มว่า ปตท.สผ. ยังมีพอร์ตโฟลิโอในตะวันออกกลางอีก 2 ประเทศคือ โอมาน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) โดยยูเออีนั้น ปตท.สผ. ได้เชื่อมความสัมพันธ์กับบริษัท Eni จากอิตาลี เพื่อทำการสำรวจร่วมกัน ซึ่งตอนนี้สำรวจพบในแปลงออฟชอร์ 2 และในปี 2568 นี้จะมีการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (Final Investment Decision: FID) เพื่อเข้าสู่การพัฒนาและผลิตก๊าซฯ ส่งให้โรงแยกก๊าซฯ ของยูเออี
เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมอื่น ๆ อุตสาหกรรมพลังงานเองก็ต้องเผชิญกับความท้าทาย เช่น ในช่วงปี 2552-2553 โลกมีความกังวลต่อภาวะขาดแคลนน้ำมัน ส่งผลให้ความต้องการน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก จึงเป็นที่มาของการเน้นขยายการลงทุนในต่างประเทศ เช่น แคนาดา ออสเตรเลีย และบราซิล แต่สุดท้ายในปี 2557 สหรัฐอเมริกาค้นพบวิธีนำก๊าซธรรมชาติจากชั้นหินดินดาน (Shale Gas) ออกมา ทำให้อุปทานล้นตลาด ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกดิ่งลงอย่างมาก อุตสาหกรรมน้ำมันโลกเกิดวิกฤติ หลายบริษัทต้องปิดตัวลง เกิดการว่างงานและภาวะเศรษฐกิจถดถอย โครงการต่าง ๆ ที่ ปตท.สผ. ไปลงทุนในต่างประเทศได้รับผลกระทบตามไปด้วย ปตท.สผ. เองก็ต้องปรับและประคองตัวให้อยู่ได้ในสถานการณ์นี้ นำพาองค์กรให้ผ่านพ้นวิกฤติที่เกิดขึ้นในระยะเวลา 3-4 ปีนั้น เพื่อที่จะก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง
“2 เรื่องหลักที่เราต้องให้ความสำคัญและระมัดระวัง คือการบริหารความเสี่ยง โดยเฉพาะการลงทุน การตัดสินใจซื้อโครงการ จนถึง FID และความปลอดภัยในการดำเนินโครงการ เนื่องจากทั้ง 2 เรื่องต้องใช้ทั้งงบประมาณสูงและเวลานานในการแก้ไขกว่าจะผ่านปัญหาไปได้ ทุกอย่างต้องรอบคอบที่สุด นี่คือสิ่งที่เราเรียนรู้จากอดีตที่ผ่านมา”
“จากวันแรกที่ก่อตั้งจนถึงวันนี้ ปตท.สผ. ได้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายช่วงเวลา เผชิญวิกฤติต่าง ๆ มาหลายครั้ง แต่ก็สามารถฝ่าฟันอุปสรรคเหล่านั้นได้ เพราะบุคลากรของเรามี DNA สำคัญคือ การมี Passion ที่แรงกล้า และทุ่มเทเพื่อให้เป้าหมายสำเร็จ”
ส่งต่อ DNA ที่ไม่ใช่แค่ค้นหาพลังงาน
แต่ทุ่มเทด้วยหัวใจ
มนตรีเผยว่า “จากวันแรกที่ก่อตั้งจนถึงวันนี้ ปตท.สผ. ได้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายช่วงเวลา เผชิญวิกฤติต่าง ๆ มาหลายครั้ง แต่ก็สามารถฝ่าฟันอุปสรรคเหล่านั้นได้ เพราะบุคลากรของเรามี DNA สำคัญคือการมี Passion ที่แรงกล้า และทุ่มเทเพื่อให้เป้าหมายสำเร็จ โดยที่ทุกคนจะมีความรู้สึกเป็นเจ้าของในงานที่ทำ และจะพยายามป้องกันไม่ให้มีข้อผิดพลาด”
สิ่งเหล่านี้เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรมาตลอด 40 ปี และ ปตท.สผ. จะพัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่ที่มาพร้อม DNA นี้ ขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนภารกิจหลักของ ปตท.สผ. ที่ต้องการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้แก่ประเทศไทย
“ตั้งแต่ปี 2528 ที่ ปตท.สผ. ก่อตั้ง วันนั้นเรามีพนักงานราว 30 คน ผมเข้ามาทำงานตอนปี 2534 เป็นพนักงานคนที่ 191 วันนี้เรามีพนักงานเกือบ 5,600 คน กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นจาก 5,000 บาร์เรลต่อวัน เป็นราว 700,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เราโตจากแหล่งก๊าซฯ ในอ่าวไทย การลงทุนในเมียนมา พื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย อิหร่าน โอมาน แอลจีเรีย ยูเออี และประเทศอื่น ๆ แน่นอนว่าเรามีช่วงเวลาที่ผิดพลาดเป็นบทเรียน แต่เราก็เรียนรู้ แก้ไข และปรับเปลี่ยน เพื่อไม่ให้เกิดขึ้นอีก”
ซีอีโอ ปตท.สผ. เชื่อมั่นอย่างมากว่า ปตท.สผ. จะก้าวสู่การเป็นองค์กรที่ยั่งยืนได้อย่างแน่นอน เนื่องจากโลกมีความต้องการก๊าซฯ เพื่อใช้ในภาคอุตสาหกรรม ภาคครัวเรือน รวมทั้งยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EV เพิ่มสูงมากขึ้น ประเทศไทยเองก็เช่นกัน โดยเราใช้ก๊าซฯ เป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า ซึ่ง ปตท.สผ. สามารถผลิตก๊าซฯ ได้ถึง 82% ของการผลิตก๊าซฯ ทั้งหมดในประเทศ
มนตรีเสริมว่า ปตท.สผ. ถือเป็นหนึ่งในองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยเฉพาะทำให้เกิดอุตสาหกรรมปิโตรเคมีจากก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้ในอ่าวไทย นอกจากนี้ ยังนำส่งรายได้ให้แก่ประเทศไทยในรูปของภาษีเงินได้และค่าภาคหลวง อย่างเช่น ในปี 2567 เราได้นำส่งรายได้ให้กับรัฐในรูปของภาษีเงินได้ ค่าภาคหลวง และอื่น ๆ จำนวน 50,450 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ซีอีโอ ปตท.สผ. ยอมรับว่า ในอนาคตยังคงมีความท้าทายรออยู่ข้างหน้าเช่นกัน นั่นคือ “การเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน” ซึ่งถูกพูดถึงอย่างมากในช่วงปี 2561 ก่อนการแพร่ระบาดของโควิด 19 และก่อนสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่โลกมองว่าอุตสาหกรรมผลิตน้ำมันและก๊าซฯ จะถูกทดแทน แต่ในความจริงแล้วต้องยอมรับว่า ในขณะนี้ยังไม่มีอะไรที่จะมาทดแทนโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานที่มีทั้งหมดได้โดยง่าย
ปตท.สผ. ไม่ได้มองข้ามแนวโน้มที่เกิดขึ้น มีการศึกษาและติดตามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง มีการพูดถึงกระแสพลังงานหมุนเวียน ซึ่งวันนี้เห็นได้ชัดเจน เมื่อการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนเป็นไปได้ช้า และใช้เงินลงทุนสูง วิกฤติสงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้ยุโรปเกิดภาวะขาดแคลนพลังงาน บางประเทศเกือบต้องไฟดับ หรือบางประเทศต้องถอยกลับไปใช้ถ่านหิน เนื่องจากขาดก๊าซฯ ที่ต้องนำเข้าจากรัสเซีย
“ผมเชื่อมั่นว่า ประเทศไทยจะมีไฟฟ้าใช้อย่างต่อเนื่อง เพราะ 60% ของความต้องการใช้ก๊าซฯ ในประเทศ มาจากการผลิตในอ่าวไทย และ 40% มาจากการนำเข้า ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานที่วางไว้ก็สามารถรองรับการนำเข้าก๊าซฯ ได้เต็ม 100% ของความต้องการใช้ก๊าซฯ ในประเทศ แต่ความท้าทายก็คือ ก๊าซฯ ที่มีอยู่ในอ่าวไทยกำลังจะหมดไป เนื่องจากถูกนำขึ้นมาใช้ในการพัฒนาประเทศกว่า 40 ปีแล้ว ดังนั้น พื้นที่รอบประเทศไทยมีพื้นที่ไหนที่มีก๊าซฯ สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ ควรจะนำมาใช้ เช่น พื้นที่ทะเลอันดามันที่ยังไม่ได้เปิดสำรวจ หรือพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา ที่หากสามารถสร้างข้อตกลงระหว่างประเทศได้ ประเทศไทยก็มีความพร้อมในการนำก๊าซฯ จากแหล่งใหม่เข้ามาใช้ได้”
มนตรีเผยอีกว่า ความท้าทายต่อมาคือเรื่อง “การเปลี่ยนยุคของบุคลากร” โดยความท้าทายนี้เป็นเทรนด์ที่เกิดขึ้นทั่วโลกทุกอุตสาหกรรมกำลังเผชิญการเปลี่ยนผ่านจากบุคลากรยุคเบบี้บูมเมอร์ ที่มีบุคลิกมุ่งมั่นทำงานอย่างหนักเพื่อสร้างความสำเร็จ มาสู่คนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความสมดุลระหว่างงานกับการใช้ชีวิต (Work-Life Balance) ซึ่งปัจจุบันก็มีเทคโนโลยีเข้ามาช่วย เช่น การใช้เทคโนโลยี AI และ Supercomputer เพื่อให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และใช้เวลาน้อยลง
ปตท.สผ. ได้ปรับตัวรับกับเทรนด์โลกเช่นกัน โดยได้พัฒนาโครงการ DigitalX ซึ่งเป็นการพัฒนาและประยุกต์ใช้นวัตกรรมดิจิทัล (Digital Solutions) เช่น เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Machine Learning ที่มีประสิทธิภาพในการวิเคราะห์และประมวลผลข้อมูล เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ และยังได้เริ่มพัฒนาและปรับปรุงระบบฐานข้อมูล (Data Foundation) ให้เชื่อมต่อถึงกันได้ทั้งองค์กร ด้วยมาตรฐานเดียวกัน ตัวอย่างเช่น การนำเทคโนโลยี AI และโปรแกรม Optimization มาใช้คำนวณตำแหน่งของแท่นผลิต โดยปกติแล้วแท่นผลิต 1 แท่นจะรองรับการผลิตได้ 16 หลุม และหากเป็นแท่นใหญ่จะรองรับได้ 24 หลุม ซึ่งพื้นที่ใต้ดินของอ่าวไทยมีโครงสร้างเป็นกระเปาะ ดังนั้นจึงต้องวิเคราะห์หาตำแหน่งเพื่อวางแท่นผลิตให้คุ้มทุนที่สุด ในอดีตต้องใช้เวลาในการคำนวณหลักปี แต่ด้วยเทคโนโลยีดังกล่าวสามารถคำนวณตำแหน่งที่เหมาะสมและคุ้มค่าที่สุดได้ในเวลาแค่ 1 เดือนเท่านั้น
ปตท.สผ. ยังมี Supercomputer ที่มีความเร็วประมวลผลระดับ 25 PetaFLOPS ถือเป็น Supercomputer ที่เร็วเป็นอันดับ 1 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อขับเคลื่อนโครงการ Digital Transformation ขององค์กร โดยมุ่งเน้นในเรื่องความแม่นยำและความเร็ว รวมทั้งยังสนใจที่จะนำพลังงานไฟฟ้าหมุนเวียนมาใช้กับระบบ Supercomputer อีกด้วย
“เราเป็นองค์กรอายุ 40 ปี แต่เมื่อเทียบกับบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกันที่อายุ 50-100 ปี เราสามารถทัดเทียมกับบริษัทเหล่านั้น เริ่มตั้งแต่ยังไม่มีความเชี่ยวชาญ มีทั้งให้ต่างชาติสอน และส่งคนไทยไปเรียนรู้ในต่างประเทศ พัฒนาคนเพื่อกลับมาพัฒนาทรัพยากรพลังงานของประเทศ นับเป็นความสำเร็จจากวิสัยทัศน์ของผู้นำองค์กรตั้งแต่อดีตที่ส่งไม้ต่อมาถึงปัจจุบัน”
มั่นใจเทคโนโลยี CCS
เพื่อพลังงานที่สะอาดขึ้น
มนตรีกล่าวว่า ภารกิจหลักของ ปตท.สผ. ในวันนี้ คือการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้แก่ประเทศไทย พร้อมกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยในต่างประเทศ เช่น อังกฤษ อเมริกา และอินโดนีเซีย เริ่มทำโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage: CCS) ด้วยการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการผลิต ก่อนนำไปกักเก็บไว้ที่หลุมก๊าซฯ ที่ไม่ใช้งานแล้ว ซึ่งวิธีนี้จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศโลก
สำหรับการเดินหน้าโครงการ CCS ในประเทศไทยนั้น ปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาใน 2 โครงการ ได้แก่ โครงการ Eastern Thailand CCS Hub บริเวณตอนเหนือของอ่าวไทย โดย ปตท. จะเป็นแกนหลัก มีเป้าหมายคือการเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากโรงงานต่าง ๆ ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ของไทย ส่งผ่านตามท่อเพื่อนำไปกักเก็บที่ชั้นหินใต้ทะเล ซึ่งขณะนี้รัฐบาลเปิดให้ ปตท.สผ. เข้าไปศึกษาร่วมกับหน่วยงานของญี่ปุ่นแล้ว เหลือเพียงข้อตกลงด้านการลงทุนและข้อกฎหมายที่ชัดเจน และ โครงการ CCS ที่แหล่งก๊าซฯ อาทิตย์ ในอ่าวไทย ซึ่งเป็นโครงการนำร่อง CCS ในประเทศไทย ที่จะแสดงให้เห็นถึงความสามารถและศักยภาพด้านการกักเก็บคาร์บอน เพื่อทำให้เกิดความชัดเจนว่า การนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงไปกักเก็บใต้ทะเลนั้นเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ โครงการนี้ใช้โครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่แล้ว เพื่อดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากกระบวนการผลิต แล้วส่งผ่านท่อส่งก๊าซที่ปรับสภาพให้เหมาะสมไปยังแท่นหลุมผลิต จากนั้นจะอัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กลับลงไปในชั้นหินใต้ดิน คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในปี 2570 ซึ่งจะสามารถลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 1 ล้านตันต่อปี
“เราเชื่อว่าเทคโนโลยี CCS คืออนาคตของอุตสาหกรรมพลังงาน หากมองภาพใหญ่ของประเทศไทยที่ต้องการพิชิต Net Zero ในปี 2608 นั่นหมายถึงประเทศไทยจำเป็นต้องมีเทคโนโลยี CCS ในอ่าวไทยให้ได้ภายในปี 2593 เพื่อรับคาร์บอนไดออกไซด์จากโรงงานต่าง ๆ ให้ได้ 30-40 ล้านตันต่อปี และภายในปี 2608 จะต้องขยายให้สามารถรองรับได้ 60 ล้านตันต่อปี ซึ่งเราต้องเริ่มทำตั้งแต่วันนี้”
ยกระดับการมีส่วนร่วมกับชุมชน
ให้ทุกที่ที่ไปอยู่ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
มนตรีฉายภาพในมิติสังคมและชุมชนว่า การมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนและสังคม เป็นสิ่งที่ ปตท.สผ. จะต้องทำให้ดียิ่งขึ้นไปอีกในอนาคต โดยปัจจุบัน ปตท.สผ. มีพื้นที่ใกล้ชิดกับชุมชนหลายจังหวัด และที่ผ่านมาก็มีการดำเนินโครงการเพื่อชุมชนและสังคมอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมสิ่งแวดล้อม การศึกษา ความเป็นอยู่ และศาสนา
“เราถาม Stakeholder ว่า มองเราในด้านคืนสู่สังคมอย่างไร เราได้รับคำตอบว่าเขามีความพอใจกับสิ่งที่เราทำให้ แต่เรามีความตั้งใจจะทำให้ดีมากขึ้น ส่งเสริมให้ผู้คนในชุมชนมีรายได้มีงานทำ มีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นในทุกที่ที่เราไป และเติบโตไปพร้อมกับเราอย่างยั่งยืน”
ตัวอย่างเช่น ปตท.สผ. มีการส่งก๊าซธรรมชาติส่วนเกินที่เหลือจากกระบวนการผลิตน้ำมันดิบ ให้แก่ผู้ประกอบการกล้วยทอดจังหวัดกำแพงเพชร ในราคาที่เป็นธรรม หรือโครงการ Ocean for Life ที่ดูแลให้สภาพแวดล้อมของทะเลดีขึ้น ส่งเสริมให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรทะเลไทย และเพิ่มรายได้แก่ชุมชนใน 17 จังหวัดรอบอ่าวไทย ช่วยให้ชาวบ้านมีรายได้จากอาหารทะเล ด้วยการเข้าไปช่วยพัฒนาอาหารทะเล เพื่อให้ชุมชนมีรายได้มากขึ้น
ปตท.สผ. ยังมีการให้ทุนการศึกษาอย่างต่อเนื่องทุกระดับการศึกษา และยังร่วมกับกลุ่ม ปตท. ให้เงินสนับสนุนแก่โรงเรียนกำเนิดวิทย์ (KVIS) และสถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC) เพื่อผลิตบุคลากรรุ่นใหม่โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสายวิทยาศาสตร์สู่ตลาดแรงงาน
“เราเชื่อว่า 40 ปีที่ผ่านมา เราเดินทางมาอยู่ในจุดที่ภูมิใจในสิ่งที่ทำ และจากนี้ การมีส่วนร่วมในการพัฒนา ดูแลสังคม ชุมชน จะทำอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น เราพร้อมจะทำทุกด้านให้ดียิ่งขึ้นไปอีก”
แม้พลังงานจะเปลี่ยนโลก
แต่หัวใจ ปตท.สผ. ไม่เคยเปลี่ยน
มนตรีกล่าวว่า วันนี้ภาพของ ปตท.สผ. นั้นชัดเจน และทั้งโลกก็มองในทางเดียวกัน สะท้อนภาพได้จาก 3 ความกังวลหลักในโลกพลังงาน คือ ความมั่นคงทางพลังงาน ราคาพลังงานและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะต้องเกิดจากความสมดุลตามสถานการณ์ของช่วงเวลานั้น
“วันนี้ความมั่นคงทางพลังงานเป็นสิ่งสำคัญมาก แม้ประเทศไทยจะมีความมั่นคงทางพลังงาน แต่ก็ต้องพิจารณาเรื่องราคาพลังงานควบคู่ไปกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเราจะค่อย ๆ ทำเราจะไม่ Disrupt ด้วยการเปลี่ยนรูปแบบพลังงานทันที เพราะโลกยังต้องการความมั่นคงพลังงานในราคาที่จับต้องได้เข้าถึงได้ง่าย และมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด”
จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ส่งผลให้การผลิตก๊าซฯ มีความสำคัญอย่างมากต่ออนาคต ซึ่งพอร์ตโฟลิโอของ ปตท.สผ. มีโครงการผลิตก๊าซฯ อยู่ถึง 72% ดังนั้น ปตท.สผ. จะมุ่งเน้นรักษาสัดส่วนที่สมดุลนี้เอาไว้ โดยประเมินว่าอย่างน้อยพลังงานจากก๊าซฯ จะถูกใช้ไปจนถึงปี 2593 จากความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน และจำนวนโรงงานผลิต LNG ที่กระจายอยู่ทั่วโลก สามารถเคลื่อนย้ายได้ง่ายด้วยต้นทุนที่เหมาะสม นอกจากนี้ ยังมีเทคโนโลยี CCS เข้ามาเสริม เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปด้วย
“การจะเกิดการเปลี่ยนผ่านพลังงานนั้น จะต้องมี Breakthrough เกิดขึ้น และต้องมีทั้งเรื่องเทคโนโลยีและต้นทุนที่เหมาะสม ย้อนไปเมื่อ 3-4 ปีที่แล้วผู้คนตื่นตัวกับพลังงานไฮโดรเจน แต่ปัจจุบันการใช้ไฮโดรเจนมีราคาสูงกว่าก๊าซฯ ถึง 6 เท่า หรือจะเป็นเทคโนโลยีเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบโมดูลาร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR) ก็ยังมีต้นทุนที่สูงอยู่ และยังมีข้อกังวลเรื่องการยอมรับของสังคมอีกด้วย”
มนตรีเน้นในช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ว่า การมีอยู่ของ ปตท.สผ. ตลอดระยะเวลา 40 ปีที่ผ่านมา ช่วยให้ประเทศไทย มีความมั่นคงทางพลังงาน นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาบุคลากรคนไทยสำหรับอุตสาหกรรมพลังงาน ขณะที่องค์ความรู้ตลอด 40 ปีที่ผ่านมาก็ยังคงอยู่ในประเทศ เพื่อให้คนรุ่นหลังสานต่อภารกิจสำคัญนี้ต่อไป
“เราภูมิใจที่ ปตท.สผ. เติบโตอย่างมั่นคงมาตลอด 40 ปี วันนี้เราสามารถพูดได้ว่า ปตท.สผ. ทำหน้าที่สร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศไทยได้อย่างเต็มภาคภูมิ ความสำเร็จนี้มาจากเจตนารมณ์ของรัฐบาล วิสัยทัศน์ของผู้ใหญ่ในยุคนั้นที่มองการณ์ไกล ความทุ่มเทของบุคลากรทุกคน ตลอดจนการสนับสนุนจากภาครัฐและพันธมิตร แม้ว่าต่อจากนี้การสร้างความมั่นคงทางพลังงานจะยากขึ้น ทั้งในแง่ของทรัพยากรรวมถึงบุคลากรในอุตสาหกรรมพลังงานที่มีแนวโน้มลดลง แต่ผมเชื่อว่าเราจะสามารถก้าวไปข้างหน้า ผ่านพ้นทุกความท้าทาย พร้อมเติบโตได้อย่างยั่งยืน เพราะทุกอย่างชัดเจนแล้วตลอด 40 ปีที่ผ่านมา”
ติดตามอ่านคอลัมน์อื่น ๆ ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนพฤษภาคม 2568 ฉบับที่ 517 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi
รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี้ที่เดียว : https://moneyandbanking.co.th/2023/18250/