‘ธงทอง’ พิศการเมืองในบ้านพิษ สางแสนปมกฎหมายทำธุรกิจ
สัมภาษณ์พิเศษ
ธงของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ตั้งแต่นายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน จนถึงนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร คือการรื้อกฎหมาย เพื่อทำให้การประกอบธุรกิจสะดวกขึ้น ดึงเงินลงทุนทั่วโลกเข้าประเทศ
หนึ่งในฟันเฟืองหลักคือ คณะกรรมการปรับปรุงกฎหมายเพื่อความสะดวกในการประกอบธุรกิจ (คปธ.) ที่มี “ธงทอง จันทรางศุ” นักกฎหมายระดับศาสตราจารย์ และ 1 ใน 5 กุนซือบ้านพิษณุโลก นั่งเป็นประธาน
ประชาชาติธุรกิจ สนทนากับ “ธงทอง” ถึงความคืบหน้า-ความสำเร็จ ตลอด 1 ปีครึ่งที่ได้ทำหน้าที่นี้ เขาบอกว่า ภารกิจแก้กฎหมาย เหมือน “ยาขมหม้อใหญ่” ที่ไม่ง่ายนัก ต้องใช้ความพยายามสดับตรับฟังความเห็นจากผู้คนรอบด้าน
รวมถึงประสบการณ์ที่ทำงานมาในหลายรัฐบาล เป็นนักกฎหมายระดับศาสตราจารย์ เขามองอย่างไรถึง “นิติสงคราม” ที่เกิดขึ้นในเวลานี้
ตกผลึกการเมือง
“ธงทอง” ในวัย 70 ปี ผ่านร้อน-หนาวการเมือง เป็นบุคคลร่วมสมัยหลายยุค ทั้ง 6 ตุลา 19 กบฏยังเติร์ก รัฐประหารปี’34 ปี’49 และปี’57 เขาตกผลึกการเมือง “นิติสงคราม” ที่ใช้องค์กรอิสระเข้าสู้กันว่า
“ถ้าไม่โกรธกันนะ ประเด็นในทรรศนะผมมีสิ่งที่ผมกังวล และอยากเห็นสภาพการณ์ที่ดีขึ้น 2 เรื่อง คือ ความรู้สึกคือว่าเราร่วมชาติด้วยกัน ทุกคนมีความปรารถนาที่อยากเห็นบ้านเมืองก้าวเดินไปข้างหน้า”
“ถึงแม้จะมีความเห็นต่างกันก็แล้วแต่ แต่การใช้วิธีการไม่ถึงขนาดประหัตประหารกัน การฟังเหตุผลซึ่งกันและกัน ผมว่ามันขาดหายไปจากสังคมไทยในช่วงเวลาที่ผ่านมา การไม่เห็นด้วยหรือเห็นต่าง พร้อมที่จะรับฟังความเห็นต่างนั้น”
“ผมกำลังนึกว่า น่าจะลองสร้างบรรยากาศหรือความสำนึกตระหนักว่าเราหนีกันไม่รอด ยังไงก็ต้องอยู่ด้วยกัน การผ่อนปรนการรับฟังซึ่งกันและกัน และใช้กติกาที่เป็นกติกาที่ทุกคนยอมรับได้ ผมก็หวังว่าก็นำคดีความขึ้นไปสู่กระบวนการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการยุติธรรมซึ่งมีหลายศาลเหลือเกิน หรือการพิจารณาเรื่องราวในองค์กรอิสระ คงไม่กล่าวผิดเพี้ยนไปจากความจริงว่า กระบวนการเหล่านี้ก็มีความหวั่นไหวในเรื่องศรัทธาจากประชาชน”
“เหตุผลที่ให้ ในการวินิจฉัยในการตัดสิน ความรู้สึกกังวลว่า ลำเอียงไหม เที่ยงตรงไหม สิ่งเหล่านี้ประกอบกันเป็นเรื่องสำคัญ คือขณะที่คนก็แรง คนที่ควรจะเป็นคนที่วินิจฉัยได้ คนที่ควรจะให้ความสบายใจได้ ในเวลาอันพอเหมาะ พอสม คนเขานินทากัน บางเรื่องตัดสินเร็ว ทำเร็ว ให้ความเห็นเร็ว บางเรื่องก็ช้า ซึ่งความเร็ว ความช้า มันมีได้เปรียบเสียเปรียบอยู่ดีนะ”
“ตรงนี้โทษใครคนใดคนหนึ่งไม่ได้ เป็นสิ่งที่เป็นไปและเกิดขึ้นในสังคม คนก็แรง หน่วยงานที่เราหวังพึ่งว่าจะเป็นกลาง เป็นที่เชื่อถือได้ ก็เสื่อมศรัทธาจากความพบเห็นของประชาชน คนที่หนึ่ง”
รัฐธรรมนูญติดล็อก
“ธงทอง” ถอนหายใจใหญ่ก่อนขึ้นสภาพการณ์ประเทศไทย ในข้อที่สอง คือ กติกาใหญ่ของประเทศ คือตัวกฎหมาย รัฐธรรมนูญปี 2560 ใช้มา 8 ปีแล้ว ถ้าเราไม่ปฏิเสธความจริงก็พบว่ามันมีข้อจำกัด มันมีโอกาสที่ทำให้เราไปไหนมาไหนไม่ได้ มันต้องผูกอยู่กับเก้าอี้ตัวนี้
“การจะแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ เมื่อมีการเลือกตั้งใหญ่ปี 2566 แทบจะทุกพรรค พูดถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และเวลานั้นประชาชนอย่างน้อยผมก็เหมือนคนอื่น เราก็พอเห็นแล้วถึงเวลาที่ต้องพูดกันจริงจัง ว่าควรจะแก้ได้บ้าง”
“แต่ผ่านมา 2 ปี หลังจากการเลือกตั้งแล้ว กระบวนการการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ยังไม่ไปไหนได้ไกล การมีกติกาใหญ่ตั้งแต่กฎหมายแม่ แล้วมีปัญหา แต่ยังไม่เห็นโอกาสในเร็ววันที่จะแก้ไขกติกาเหล่านี้ ผมคิดว่ามันหล่อเลี้ยงบรรยากาศของข้อแรก”
ความขัดแย้งทางความคิดระหว่างผู้คน ความเสื่อมศรัทธาขององค์กรที่อยู่ในกระบวนการของการวินิจฉัยตัดสิน มันเกื้อกูลซึ่งกันและกันได้ 2 อย่างนี้ ก็พูดไปเหมือนคนฝัน อยากจะเห็นสิ่งเหล่านี้ได้รับการเปลี่ยนแปลง ทำให้การเมืองก็ดี ความเห็นทางการเมืองก็ดี ความรู้สึกว่าเราเป็นคนร่วมชาติร่วมอนาคตกัน มันมีโอกาสมากกว่าที่เห็นอยู่ทุกวันนี้
ถามว่าคิดว่าปัญหามาจากคนหรือระบบ “ธงทอง” กล่าวว่า ประกอบกัน ข้อแรกอยู่ที่คน ข้อที่สองอยู่ที่ระบบ เอื้อกันมาก คิดว่าแก้คนต้องตามมาจากการแก้ระบบ เพราะคนมีความปัจเจกมาก ดังนั้น ต้องแก้ระบบก่อน คนจะตามมา
“องค์กรอิสระ กระบวนการยุติธรรม ต้องทำตัวเองให้เป็นที่พึ่ง เป็นที่วางใจของคนในสังคม ไม่เอียงกระเท่เร่ ใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมาภายในกรอบเวลาที่ไม่เนิ่นช้าเกินไป”
พายเรือในอ่าง
“ธงทอง” มองว่า ต้องเชื่อมั่นในเสียงของประชาชน ในการใช้กลไกในระบอบประชาธิปไตย ค่อย ๆ พัฒนาไป
“น่าเสียดาย เมื่อเราพบกับปัญหาอุปสรรค เราเลือกใช้วิธีการรัฐประหาร ซึ่งก็ได้พิสูจน์ตนเองมาแล้ว ถ้ารัฐประหารเป็นของดีจริง วิเศษจริง มาป่านนี้ผมไปโลกพระอังคารแล้วมั้ง แต่ผมพายเรืออยู่ในอ่างเท่านั้น และพบว่ารัฐประหาร พอจะเลิกสถานะรัฐประหาร ก็อาลัยอาวรณ์มาตั้งพรรคการเมืองทุกทีไป พรรคการเมืองที่ว่า ก็เป็นเชื้อที่เหลืออยู่ นำมาซึ่งความปั่นป่วนอยู่เสมอ ที่ว่าไม่ต้องคิดอะไรมาก ก็ดูประวัติศาสตร์การเมืองไทยก็ยังเอาพายเรืออยู่ในอ่างนี้มาช้านานแล้ว”
รื้อกฎหมายเอื้อธุรกิจ
อีกบทบาทหนึ่ง “ธงทอง” เป็นคณะกรรมการปรับปรุงกฎหมายเพื่อความสะดวกในการประกอบธุรกิจ (คปธ.) เป็นประธาน เขาเล่าความคืบหน้า-ความสำเร็จ ตลอด 1 ปีครึ่งที่ได้ทำหน้าที่นี้ว่า ภารกิจแก้กฎหมาย เหมือน “ยาขมหม้อใหญ่” ที่ไม่ง่ายนัก ต้องใช้ความพยายามสดับตรับฟังความเห็นจากผู้คนรอบด้าน
พูดในเชิงอุปมาอุปไมยเหมือนท้าวแสนปม ไปถามใครก็บอกว่ามีปมทั่วตัว แต่เราทำแสนเรื่องไม่ได้ เราก็ต้องหยิบกลุ่มเรื่องขึ้นมาทำ งานที่คณะกรรมการทำอยู่ เลือกเรื่องขึ้นมาทำ 4 กลุ่มเรื่อง นอกจากนั้นมีงานจรที่มอบหมายเป็นชิ้น
กลุ่มที่หนึ่ง การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว แน่นอนในขณะที่โลกมีความเป็นสากลมากขึ้น เราคงไม่สามารถจำกัดให้เฉพาะคนไทยเป็นผู้ประกอบธุรกิจเท่านั้น ลองคิดดูมีใครลางานไปใช้เวลาที่ศูนย์ราชการ หนึ่งวันของเขาอาจเท่ากับเป็นหมื่นเป็นแสนบาท เราก็พยายามปรับปรุงอยู่กับตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ที่ผ่านมาหลายอย่างได้มีการผ่อนปรน ผ่อนกติกาเรื่องนี้ออกไป นับว่าสะดวกขึ้น
เรื่องที่ 2 บรรดาธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดกลาง เรียกว่า Soft Power ก็ได้ ซึ่งเรามีความเชี่ยวชาญ เช่น เรื่องโรงแรม ร้านอาหาร และการถ่ายทำภาพยนตร์ เรื่องถ่ายทำภาพยนตร์ เราต้องขออนุญาตกระทรวง ทบวง กรมเยอะมาก เราขอความร่วมมือจากหลายส่วนให้เป็น One Stop Service ขึ้นมา
เรื่องโรงแรมกำลังดูกันอยู่ว่า โรงแรมมีข้อจำกัดอะไรบ้าง เช่น มีใบอนุญาตประมาณ 10 ใบ 10 หน่วย ทุกคนพร้อมจะไปตรวจ มันเสียเวลาทำมาหากินเขา ดังนั้น คณะกรรมการกำลังดูอยู่ว่าทำอย่างไรที่จะทุเลาความเดือดร้อนให้ผู้ประกอบการในการชำระค่าธรรมเนียม และเจ้าหน้าที่มาตรวจทีหลัง หรือมาตรวจก่อน เป็นสิ่งที่ปรับปรุงอยู่
แก้โสหุ้ยสินค้าผ่านแดน
“ธงทอง” กล่าวว่าเรื่องที่ 3 ต้องตราเป็นพระราชบัญญัติ คือ เรื่องการส่งสินค้าผ่านแดน กับสินค้าถ่ายลำ ซึ่งการส่งสินค้าผ่านแดน คือ การส่งสินค้ามาทางเรือ เข้าเขตแดนไทยแล้ววิ่งทะลุไปประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ไปลาว จีนตอนใต้ การปฏิบัติการตามศุลกากร การระแวดระวังกฎหมายที่เกี่ยวข้อง จะมีอาวุธ มียาเสพติดไหม บางทีมีค่าโสหุ้ยนอกทางการ เราอยากทำให้ไม่มีโอกาสที่โสหุ้ยเหล่านี้เกิดขึ้น ต้องแก้เป็น พระราชบัญญัติ เพราะมีหลายหน่วยเกี่ยวข้อง
อีกฉบับคือ สินค้าถ่ายลำ มาเรือลำใหญ่ แล้วมาอยู่ท่าเรือบ้านเรา อยู่ที่ท่าเรือ ยกลำใหญ่ใส่ลำเล็ก เพื่อไปส่งประเทศรอบ ๆ นี้ มีกติกาอีกชุดหนึ่ง ถ้าเรื่องนี้สำเร็จจะยังประโยชน์ต่อประเทศมหาศาล
ถอด Solar Farm จากโรงงาน
เรื่องที่ 4 คือ เรื่องพลังงาน เวลานี้แนวโน้มของโลกกำลังอยากได้พลังงานสะอาด โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ เรามีโอกาสอยู่มาก แต่ Solar Farm และ Solar Floating ในบึงน้ำ แต่ก่อนคนไทยไม่รู้จักพลังงานแสงอาทิตย์ กังวลว่าจะเกิดผลกระทบ จึงไปเขียนกฎหมายจำกัดไว้ว่า Solar Farm และ Solar Floating เป็นโรงงานอุตสาหกรรม ทั้งที่ธรรมชาติของมันแตกต่างจากโรงงานอุตสาหกรรมมากพอสมควร ทั้งเรื่องมลพิษ ผลกระทบสิ่งแวดล้อม คนละเรื่อง
ถ้าเป็นโรงงานอุตสาหกรรม ตำแหน่งที่ตั้ง Solar Farm และ Solar Floating จำกัดมาก เพราะไปกระทบกฎหมายผังเมืองทั่วประเทศ ดังนั้น ต้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความมั่นใจว่าเขาดูแลผลกระทบได้ ถ้ามีความเห็นร่วมกัน ก็จะไปดำเนินการเป็นข้อพิจารณายกเลิก Solar Farm และ Solar Floating เป็นโรงงานอุตสาหกรรม
แก้ปมส่งออกสินค้าที่ชายแดน
อีกเรื่องตั้งแต่ นายกฯเศรษฐา ถึงนายกฯแพทองธาร เราตระหนักดีว่าสินค้าจากเมืองไทยส่งขายในลาว ในจีนตอนใต้ จำนวนมาก ด่านที่ออกชายแดน เช่น จ.หนองคาย คิดว่าต้องผ่านด่านศุลกากรแค่อย่างเดียว แต่พอไปดูแล้ว ถ้าจะส่งไก่ ต้องมีกรมปศุสัตว์ ถ้าจะส่งปลา ต้องมีกรมประมง พืชและผลไม้เข้าและออก ต้องมี อย.รับรอง ส่งน้ำมันต้องมีสรรพสามิตรวมแล้วประมาณ 7 กรม ทุกเช้ารถคอนเทนเนอร์ก็ไปคับคั่งเหมือนคอขวดที่ด่าน เพื่อจะข้ามไปฝั่งลาว ทุเรียนที่ไปจีน ก็มีอายุในการบริโภค
ดังนั้น กระทรวงการคลัง โดยกรมศุลกากร เป็นผู้ประสานให้ โดยวางหลักการส่งสินค้าให้ตรวจตั้งแต่ต้นทาง ถ้าไม่มีพิรุธอื่น สามารถผ่านแดนไม่ต้องตรวจดู ใช้เวลา 1 นาทีผ่านแดนได้
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘ธงทอง’ พิศการเมืองในบ้านพิษ สางแสนปมกฎหมายทำธุรกิจ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net