โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

‘คลัง’ เตรียมงัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่ม ฟุ้งแผนสองรับมือปัจจัยเสี่ยงใน-นอกทุบหนัก

ไทยโพสต์

อัพเดต 20 มิ.ย. 2568 เวลา 16.25 น. • เผยแพร่ 20 มิ.ย. 2568 เวลา 09.25 น.

'คลัง' เตรียมผุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่ม หากประเมินสงครามอิสราเอล-อิหร่าน-ความไม่แน่นอนทางการเมือง เขย่าเศรษฐกิจไทยหนัก กางยอดจัดสรรงบกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.15 แสนล้านบาท ลุยดันจ้างงาน 6-7 ล้านคน พ่วงกระทุ้งลงทุน-ภาคการผลิต ช่วยประคองจีดีพีโตเพิ่ม 0.4-0.5%

20 มิ.ย. 2568 - นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวถึงกรณีปัจจัยเสี่ยงจากเหตุการณ์ความตึงเครียดระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน ที่อาจส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมัน รวมถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศ ที่อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของภาคเอกชน ว่า สศค. ไม่ได้นิ่งนอนใจเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงทั้งหมด และได้มีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยขณะนี้นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การคลัง รวมถึงนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ได้สั่งการมาแล้วว่าให้เตรียมพิจารณาว่าจำเป็นจะต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมเพื่อออกมารองรับ หากกรณีมีการประเมินแล้วพบว่าผลจากปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกระทบกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย

“รายละเอียดตอนนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา และต้องติดตามสถานการณ์ทั้งหมดอย่างใกล้ชิด โดยขณะนี้ได้มีการใช้งบกลางไปแล้วในระดับหนึ่ง และยังมีบางส่วนที่เหลืออยู่ นอกจากนี้ยังมีสถาบันการเงินเฉพาะกิจ รวมถึงหน่วยงานอื่นที่จะสามารถเข้ามาช่วยเหลือในส่วนนี้กับทางรัฐบาลได้ ก็กำลังดำเนินการกันอยู่” นายพรชัย กล่าว

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่มีนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้พิจารณาเห็นชอบการข้อเสนอโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ภายใต้กรอบเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.15 แสนล้านบาท จากทั้งหมด 1.57 แสนล้านบาท ซึ่งหลัก ๆ จะเป็นโครงการที่จะเข้าไปเสริมเรื่องการลงทุน และอีกส่วนคือเรื่องของการจ้างงาน ประมาณ 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 30% ของเม็ดเงินที่ได้รับการอนุมัติ โดยกระทรวงการคลังและสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ได้ประเมินว่า จะช่วยให้มีการจ้างงาน ประมาณ 6-7 ล้านคน และส่วนที่เหลือจะเป็นเม็ดเงินที่ใช้ในการสนับสนุนการลงทุนด้านต่าง ๆ ซึ่งจะมีผลดีต่อภาคการผลิต

ขณะเดียวกัน ประเมินว่าเม็ดเงิน 1.15 แสนล้านบาท ที่จะเข้าไปสนับสนุนเรื่องแรงงาน การลงทุน และลงไปช่วยในภาคการผลิตนั้น จะมีส่วนในการช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้ ประมาณ 0.4-0.5% ซึ่งเชื่อว่าในส่วนนี้จะสามารถเพียงพอรองรับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นในทุก ๆ ด้านได้

อย่างไรก็ดี ในส่วนที่หลายฝ่ายแสดงความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนทางการเมืองว่าอาจจะส่งผลกระทบต่อการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายปี 2569 นั้น นายพรชัย ระบุว่า ยืนยันว่าเรื่องนี้ต้องเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร และคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมารรายจ่ายปี 2569 ซึ่งอย่างไรก็ตามกระบวนการทั้งหมดจะต้องเป็นไปตามกฎหมาย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...