โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นักวิจัยชี้ “อากาศร้อน” คือ “ฆาตกรเงียบ” ในยุโรป แค่ 10 วัน เสียชีวิตพุ่ง 2,300 ราย

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 14 ก.ค. 2568 เวลา 06.00 น.
ยุโรปกำลังเผชิญกับวิกฤต “คลื่นความร้อน” ที่รุนแรงขึ้นทุกปี นักวิจัยชี้อากาศร้อน คือฆาตกรเงียบในยุโรป แค่ 10 วัน เสียชีวิตพุ่ง 2,300 ราย

การศึกษาล่าสุดเผยว่า คลื่นความร้อนที่ทำลายสถิติซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นในยุโรป ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่าปกติถึง 1,500 ราย ซึ่งเป็นจำนวนที่มากขึ้นถึง 3 เท่า เนื่องจากอิทธิพลของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

กลุ่มนักวิจัยจาก World Weather Attribution (WWA) ซึ่งเป็นเครือข่ายความร่วมมือด้านวิชาการที่ศึกษาการเชื่อมโยงระหว่างเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ระบุว่า มนุษย์เป็นต้นเหตุหลักของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว และทำให้อุณหภูมิของคลื่นความร้อนเพิ่มขึ้นถึง 4°C ในหลายเมืองทั่วยุโรป

นักวิจัยจาก Imperial College London และ London School of Hygiene & Tropical Medicine ได้วิเคราะห์ข้อมูลตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน ถึง 2 กรกฎาคม ครอบคลุม 12 เมืองในอิตาลี สเปน โปรตุเกส ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร กรีซ โครเอเชีย และฮังการี

ในช่วงเวลา 10 วันดังกล่าว มีการบันทึกผู้เสียชีวิตจากคลื่นความร้อนทั้งหมด 2,300 ราย โดยในจำนวนนี้ 1,500 ราย หรือคิดเป็น 65% เป็นการเสียชีวิตที่ “จะไม่เกิดขึ้น” หากไม่มีภาวะโลกร้อนเข้ามาเสริมความรุนแรงของคลื่นความร้อน

ความร้อนเป็นภัยที่อันตรายต่อมนุษย์ เนื่องจากรบกวนกระบวนการทางสรีรวิทยาที่ช่วยรักษาอุณหภูมิของร่างกาย ความเครียดจากความร้อนส่งผลต่อการทำงานในชีวิตประจำวัน การระบายเหงื่อก็ลดลงโดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความชื้นสูง ทำให้ร่างกายไม่สามารถลดความร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผลที่ตามมา ได้แก่ โรคหัวใจและหลอดเลือด ปัญหาระบบทางเดินหายใจ ภาวะขาดน้ำ ลมแดด ความดันโลหิตสูง และนอนไม่หลับ ซึ่งหลายอาการเหล่านี้อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตหากไม่ได้รับการดูแลทันเวลา

แม้ความร้อนจะส่งผลต่อทุกคน แต่ปัจจัยอย่างอายุ สุขภาพ สภาพแวดล้อมในการใช้ชีวิต และฐานะทางเศรษฐกิจสามารถเพิ่มความเปราะบางได้ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้มีโรคประจำตัว

งานวิจัยของ WWA ระบุว่า ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากคลื่นความร้อนมากที่สุดคือ กลุ่มอายุ 65 ปีขึ้นไป ซึ่งคิดเป็น 88% ของจำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม คลื่นความร้อนคร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกเกือบ 500,000 รายต่อปี ทำให้เป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติที่คร่าชีวิตมากที่สุดเมื่อเทียบกับเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วประเภทอื่น อย่างไรก็ตาม การเสียชีวิตจากความร้อนมักไม่ได้รับการบันทึกอย่างถูกต้อง เนื่องจากระบบการรายงานของหลายประเทศยังไม่ครอบคลุมหรือไม่สามารถระบุได้ชัดเจน

ด้านดร.มัลคอล์ม มิสตรี ผู้ช่วยศาสตราจารย์จาก London School of Hygiene & Tropical Medicine และหนึ่งในผู้เขียนงานวิจัยกล่าวว่า

“แม้จะมีรายงานการเสียชีวิตบางส่วนในสเปน ฝรั่งเศส และอิตาลี แต่ในความเป็นจริงน่าจะมีผู้เสียชีวิตอีกหลายพันรายที่ไม่ได้รับการบันทึกว่าเกี่ยวข้องกับความร้อนโดยตรง” เขาเสริมว่า ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่มักเสียชีวิตที่บ้านหรือในโรงพยาบาล โดยที่ร่างกายไม่สามารถต้านทานกับภาวะแทรกซ้อนจากโรคเดิมเมื่อเผชิญกับความร้อนจัด

คลื่นความร้อนเริ่มต้นช่วงปลายเดือนมิถุนายน และต่อเนื่องถึงเดือนกรกฎาคม โดยมีอุณหภูมิสูงกว่า 40°C ในหลายประเทศ โดยเฉพาะในสเปนและโปรตุเกสที่มีอุณหภูมิพุ่งแตะ 46°C เหตุการณ์นี้นำไปสู่การควบคุมเวลาทำงานกลางแจ้งในอิตาลี การปิดโรงเรียนกว่า 1,300 แห่ง และแม้แต่การหยุดเดินเครื่องเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์บางแห่งในฝรั่งเศส ขณะเดียวกัน ยังเกิดไฟป่าหลายจุดในแถบเมดิเตอร์เรเนียน

ด้านหน่วยงาน Copernicus Climate Change Service เผยว่า เดือนมิถุนายนที่ผ่านมาเป็นเดือนมิถุนายนที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับ 5 ของยุโรป โดยเฉลี่ยอุณหภูมิอยู่ที่ 20.49°C ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยปี 1991–2020 ถึง 2.81°C นอกจากนี้ ความร้อนผิดปกติยังเกิดขึ้นในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน โดยวัดอุณหภูมิผิวน้ำทะเลเฉลี่ยในวันที่ 30 มิถุนายน ได้สูงถึง 27°C หรือมากกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวถึง 3.7°C ซึ่งเป็นสถิติใหม่ของภูมิภาค

คลื่นความร้อนครั้งนี้จึงเป็นหลักฐานยืนยันอีกครั้งว่า ภาวะโลกร้อนไม่ใช่เรื่องไกลตัว และกำลังส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้คนในยุโรปอย่างรุนแรงและรวดเร็ว นักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า การดำเนินการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง เป็นสิ่งจำเป็นอย่างเร่งด่วน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...