‘ช่องบก’ พื้นที่สำคัญรอยต่อ 3 แผ่นดิน ไทย-ลาว-กัมพูชา
The Bangkok Insight
อัพเดต 02 มิ.ย. 2568 เวลา 17.37 น. • เผยแพร่ 02 มิ.ย. 2568 เวลา 21.30 น. • The Bangkok Insightรู้จัก "ช่องบก" ประวัติศาสตร์และความสำคัญของพื้นที่รอยต่อ 3 แผ่นดิน ไทย-ลาว-กัมพูชา
เมื่อเร็วๆ นี้ ได้เกิดเหตุการณ์ปะทะหรือความตึงเครียดในพื้นที่ช่องบก ซึ่งเป็นผลจากการที่ทหารกัมพูชาเคลื่อนไหวเข้ามาในพื้นที่ที่ไทยถือครองอยู่ จนทำให้หลายฝ่ายได้ออกมาเคลื่อนไหวในกรณีดังกล่าวอย่างเป็นวงกว้าง ทั้งจากภาครัฐ นักการเมือง นักวิชาการ และประชาชน เพื่อแสดงจุดยืนและเรียกร้องให้รัฐบาลไทยดำเนินการอย่างเด็ดขาดในการปกป้องอธิปไตยของชาติ
สำหรับ “ช่องบก” พื้นที่รอยต่อ 3 แผ่นดินระหว่างประเทศไทย (จังหวัดอุบลราชธานี) สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (แขวงจำปาสัก) และราชอาณาจักรกัมพูชา (จังหวัดพระวิหาร) ตั้งอยู่บริเวณทิวเขาพนมดงรัก ซึ่งเป็นพรมแดนธรรมชาติมาอย่างยาวนาน พื้นที่แห่งนี้ไม่เพียงมีความสำคัญทางภูมิศาสตร์และยุทธศาสตร์เท่านั้น แต่ยังเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์อันซับซ้อนของการปักปันเขตแดนที่ยังคงเป็นประเด็นอ่อนไหว
หลักการสันปันน้ำ
การกำหนดเขตแดนในพื้นที่ช่องบกและบริเวณใกล้เคียง ส่วนใหญ่ยึดตามหลักการ "สันปันน้ำ" (watershed divide) ซึ่งระบุว่า แนวสันปันน้ำของทิวเขาเป็นเส้นแบ่งเขตแดนตามธรรมชาติ หลักการนี้ถูกนำมาใช้ในสนธิสัญญาและข้อตกลงต่างๆ ระหว่างสยามกับฝรั่งเศส เช่น สนธิสัญญา พ.ศ. 2447 (ค.ศ. 1904) และ พ.ศ. 2450 (ค.ศ. 1907) โดยในขณะนั้น กัมพูชายังเป็นเพียงรัฐในอารักขาของฝรั่งเศส ไม่ได้มีสถานะเป็นรัฐเอกราชที่มีอำนาจอธิปไตยในการเจรจากำหนดพรมแดนด้วยตนเอง
ยกเคสปราสาทตาเมือนธม
ตัวอย่างที่ชัดเจนของพื้นที่ในบริเวณใกล้เคียงคือ "ปราสาทตาเมือนธม" ซึ่งเป็นโบราณสถานสำคัญที่ประเทศไทยได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2478 (ค.ศ. 1935) หรือประมาณ 90 ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นระยะเวลาก่อนที่กัมพูชาจะได้รับเอกราชจากฝรั่งเศสในปี พ.ศ. 2496 (ค.ศ. 1953) และได้รับการยอมรับจากองค์การสหประชาชาติในปี พ.ศ. 2498 (ค.ศ. 1955) หลักฐานนี้เป็นข้อพิสูจน์ถึงการครอบครองและดูแลรักษาพื้นที่ของไทยมาอย่างต่อเนื่อง
แม้ว่าหลักการสันปันน้ำจะเป็นที่ยอมรับในระดับสากลและถูกใช้เป็นพื้นฐานในการปักปันเขตแดนมานาน แต่ในระยะหลังมานี้ โดยเฉพาะในยุคที่กัมพูชาแข็งแกร่งขึ้นทางการเมืองและเศรษฐกิจ การกล่าวอ้างสิทธิ์ในพื้นที่ชายแดนก็มีมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากฝั่งกัมพูชา
ฮุน เซน โพสต์ภาพอ้างสิทธิ์ในพื้นที่ สามเหลี่ยมมรกต-ช่องบก
ล่าสุด การที่ผู้นำระดับสูงของกัมพูชา อย่างสมเด็จฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรีและประธานวุฒิสภา ได้ออกมาโพสต์ข้อความและภาพถ่ายยืนยันการอ้างสิทธิ์ในพื้นที่สามเหลี่ยมมรกต รวมถึงช่องบก โดยระบุว่าทหารกัมพูชาได้ประจำการอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวมานานก่อนที่จะมีบันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี พ.ศ. 2543 (ค.ศ. 2000) และก่อนข้อตกลงสันติภาพที่ปารีส ยิ่งทำให้ประเด็นนี้ร้อนระอุขึ้น
ไม่มีผลต่อพื้นที่เขตแดนจริง
ถึงแม้ฝ่ายกัมพูชาจะอ้างสิทธิ์ในพื้นที่ ฝ่ายไทยยืนยันมาโดยตลอดว่าการกล่าวอ้างสิทธิ์ของกัมพูชาในบางพื้นที่บริเวณชายแดนนั้นเป็นเรื่องปกติ ที่แต่ละฝ่ายต่างยึดถือตามหลักฐานอ้างอิงที่แตกต่างกัน แต่ยังไม่มีผลต่อพื้นที่เขตแดนจริง โดยย้ำว่าผู้ที่สามารถระบุเขตแดนระหว่างประเทศคือ คณะกรรมาธิการปักปันเขตแดนร่วม (JBC) ซึ่งเป็นกลไกที่ทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมกัน ฝ่ายไทยเน้นการอยู่ร่วมกันในพื้นที่ภายใต้กฎกติกาและข้อตกลงที่กำหนดร่วมกัน
จุดยืนของไทย
การที่สมเด็จฮุน เซน ขู่ว่าจะนำเรื่องช่องบกขึ้นสู่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ที่กรุงเฮกอีกครั้ง ทำให้เกิดความกังวลในหมู่คนไทย โดยเฉพาะเมื่อมีบทเรียนจากคดีปราสาทพระวิหารในอดีต (คำพิพากษาปี 2505 และการตีความปี 2556) อย่างไรก็ตาม จุดยืนของประเทศไทยคือ ไม่ยอมรับเขตอำนาจศาล ICJ ในทุกเรื่อง มาเป็นเวลานานแล้ว โดยมีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2567 ยืนยันเรื่องนี้ เพื่อมิให้กระทบต่ออำนาจอธิปไตยของชาติ
"ช่องบก-สามเหลี่ยมมรกต-ตาเมือนธม" เป็นของไทย
ด้านนายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ได้โพสต์ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า ช่องบก สามเหลี่ยมมรกต และปราสาทตาเมือนธม เป็นดินแดนของประเทศไทยอย่างแน่นอน
โดยได้อธิบายว่า พื้นที่เหล่านี้เป็นของไทยมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 โดยมีการกำหนดเขตแดนกับฝรั่งเศสตามสนธิสัญญาที่ยึดหลัก "สันปันน้ำ"ซึ่งเป็นแนวแบ่งเขตธรรมชาติ
จากที่เคยสำรวจพื้นที่นี้ด้วยตนเอง ยืนยันว่าฝั่งไทยจะอยู่บนแนวสันปันน้ำที่สูงกว่าอย่างชัดเจน ส่วนฝั่งกัมพูชาและลาวจะเป็นหุบต่ำลงไปมาก รวมถึงศาลาตรีมุขตรงสามเหลี่ยมมรกตที่ถูกเผาก็ตั้งอยู่บนที่สูงฝั่งไทย การยืนยันนี้ตอกย้ำว่า ช่องบกเป็นของไทยมาตั้งแต่อดีต โดยมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ที่ชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ช่องบกและพื้นที่สามเหลี่ยมมรกตยังคงเป็นประเด็นท้าทายความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชา การแก้ไขปัญหาจำเป็นต้องอาศัยการเจรจาอย่างรอบคอบผ่านกลไกที่มีอยู่ การยึดมั่นในหลักฐานทางประวัติศาสตร์และกฎหมายระหว่างประเทศที่ชัดเจน รวมถึงการสื่อสารที่ถูกต้องและสร้างสรรค์ เพื่อไม่ให้ความขัดแย้งลุกลามและส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์อันดีและสันติสุขของประชาชนทั้งสองประเทศในระยะยาว
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- 'ทบ.' โต้ปม 'ฮุน เซน' อ้างสิทธิ์ 'สามเหลี่ยมมรกต' ชี้เป็นแค่การ 'กล่าวอ้าง'
- 'ฮุน เซน' โพสต์เดือดปม 'สามเหลี่ยมมรกต' พื้นที่เป็นของกัมพูชา ท้าฟ้องศาลโลก
- 'นายกฯ อุ๊งอิ๊ง' หารือ 'สมเด็จฮุนเซน' ย้ำความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาที่ใกล้ชิด
ติดตามเราได้ที่