โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ทำไมอินเดียประชากรจะลดลงในอนาคต ส่งผลกระทบอย่างไรต่อโลก ?

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
อินเดียประเทศที่ประชากรมากที่สุดในโลก มีประชากรมากถึง 1,450 ล้านคน แต่อัตราการเจริญพันธุ์ (TFR) อยู่ที่ 1.9 คนเท่านั้น นั่นหมายความว่าอนาคตประชากรอินเดียจะลดลง เพราะอะไร แล้วจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอินเดียและโลกไหม ?

อินเดียมีประชากรมากถึง 1,450 ล้านคน แซงหน้าจีน ขึ้นเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกในปี 2023 แต่จริง ๆ แล้วมีระเบิดเวลาที่ซ่อนอยู่ภายใต้เรื่องนี้ นั่นคือ ตอนนี้อัตราการเจริญพันธุ์ (TFR) ซึ่งเป็นอัตราการให้กำเนิดบุตรต่อหญิง 1 คนอยู่ที่ 1.9 คนเท่านั้น เป็นอัตราที่ต่ำกว่าจำนวนขั้นต่ำที่จะทำให้อินเดียคงจำนวนประชากรให้ได้เท่านี้ต่อไป ซึ่งในอดีตอัตราการเจริญพันธุ์อยู่ที่ 2.15 คน และอย่างที่ใครหลายคนคุ้นเคยผู้คนในรุ่นปู่ย่าตายายของเรามีพี่น้องเป็นสิบ ก่อนจะลดลงมาเรื่อย ๆ จนคนรุ่นปัจจุบันแทบไม่มีลูกกันแล้ว นั่นหมายความว่าในอนาคตอินเดีย ประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก จำนวนประชากรจะลดลงในอนาคต

เมื่อปี 2019 นเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย เคยเตือนถึงการเพิ่มขึ้นของประชากรอย่างก้าวกระโดด แต่ตอนนี้ความคิดของรัฐบาลได้เปลี่ยนไปแล้ว ซานจีฟ ซานยาล ที่ปรึกษาของนายโมดีกล่าว ปัจจุบันรัฐบาลกังวลว่า อินเดียกำลังจะตามรอยจีน ที่ประชากรลดลงตั้งแต่ปี 2021 เพราะตอนนี้อินเดียมีอัตราการเจริญพันธุ์ลดลงอย่างมากและเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้

บางคนอาจมองว่า ประชากรลดลงเป็นเรื่องดี เพราะโครงสร้างพื้นฐานของอินเดียไม่เพียงพอต่อประชากร ขนส่งสาธารณะอย่างรถไฟแออัดไปหมดจนนถึงขั้นต้องไปนั่งบนหลังคาในบางครั้ง อย่างไรก็ตาม การที่อินเดียมีเด็กน้อยลงก็ไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีเสียทีเดียว เพราะผลกระทบจะแผ่ขยายไปทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง

ทว่า การที่อินเดียกำลังจะมีจำนวนประชากรลดลงในอนาคต อาจกลายเป็นคำถามใหญ่ต่อโลกว่าเราต้องเดินไปทางไหน รวมถึงต่อไทยเองที่ในเวลานี้ก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มตัวแล้ว

รศ.สุรัตน์ โหราชัยกุล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้มีความเชี่ยวชาญด้านเอเชียใต้และอินเดียศึกษาเปิดมุมมองที่น่าสนใจในบริบทนี้ กับ TNN World ว่า บางทีการที่ประชากรอินเดียลดลงอาจไม่ได้เป็นผลเสียอย่างเดียวก็ได้

เปิดสาเหตุ ทำไมเด็กเกิดน้อยลง?

นักประชากรศาสตร์จากสถาบันการวัดและประเมินผลด้านสุขภาพ (IHME) มหาวิทยาลัยวอชิงตัน ได้ทำแบบจำลองการคาดการณ์ แสดงให้เห็นว่า ประชากรของอินเดียจะมีจำนวนสูงสุดในอีก 21 ปีข้างหน้า แล้วจึงลดลงอย่างรวดเร็วในอัตราเร่งเดียวกับตอนเพิ่มขึ้น ภายในปลายศตวรรษนี้ ประชากรของอินเดียจะเหลือเพียง 1 พันล้านคนเศษ ซึ่งลดลงเกือบ 500 ล้านคน

ในช่วงทศวรรษ 1990 อัตราการเจริญพันธุ์ลดลงอย่างรวดเร็ว ปัจจัยที่สำคัญที่สุดต่ออัตราการเกิดคือการที่เด็กผู้หญิงได้ไปโรงเรียน เพราะเด็กผู้หญิงที่ได้รับการศึกษาจะมีอิสระในการตัดสินใจมากขึ้น และเมื่อเวลาผ่านไป ซึ่งทำให้มีบุตรน้อยลง

ในอินเดียผู้หญิงกว่า 90% แต่งงานและมีเพียง 33% เท่านั้นที่ทำงาน โดยเฉลี่ยแล้วผู้หญิงอินเดียยังคงแต่งงานเมื่ออายุ 19 ปีและมีลูกคนแรกเมื่ออายุ 21 ปี นั่นหมายความว่า อายุและอาชีพการงานไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้อัตราการเกิดลดลง เพราะทุกวันนี้ก็ยังแต่งงานเร็ว และส่วนใหญ่ไม่ทำงาน

ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่าผู้หญิงอินเดียต้องการมีลูกน้อยลงกว่าเดิม ในหลายรัฐ จำนวนบุตรที่ต้องการอยู่ที่ประมาณ 1.5 คน ผู้หญิงส่วนใหญ่ทำหมันหลังจากมีลูกครบตามที่ตั้งใจไว้ นั่นหมายความว่าพวกเธอไม่ได้ต้องการมีลูกไปเรื่อย ๆ

ปัจจุบันการมีลูกน้อยลงกลายเป็นบรรทัดฐานทางวัฒนธรรมที่สำคัญ คำอวยพรในงานแต่งงานแบบอินเดียในสมัยก่อนกล่าวว่า “ขอให้ท่านเป็นแม่ของลูกชายร้อยคน” แต่ทัศนคติของพ่อแม่ชาวอินเดียสมัยใหม่นั้นอาจเปรียบได้กับเรื่องราวเก่าแก่จากมหาภารตะ มหากาพย์ของศาสนาฮินดู ฤๅษีอคัสตยะถามโลปามุทรา ภรรยาของเขา ว่า เธอต้องการลูกชายที่ดีสิบคนหรือลูกชายที่ยอดเยี่ยมเพียงคนเดียวที่มีความกล้าหาญรวมกันของสิบคน โลปามุทราเลือกบุตรชายที่ยอดเยี่ยมคนเดียว

เรื่องนี้อธิบายเรื่องประชากรลดลงได้เป็นอย่างดี เพราะสะท้อนแนวคิดของพ่อแม่ชาวอินเดียในปัจจุบัน อย่างคุณแม่วัย 42 ปีจากรัฐเชนไนระบุว่า เธอและสามีทุ่มทรัพยากรทั้งหมดให้ลูกคนเดียวนั้นดีกว่าต้องแบ่งบางส่วนให้อีกคน ตอนนี้เธอใช้เงิน 350,000 รูปีในการส่งลูกสาวเรียนโรงเรียนเอกชน และจ่ายค่าเรียนพิเศษเพิ่ม แนวโน้มการนิยมมีลูกคนเดียวพบเห็นได้ทั่วอินเดีย โดยเฉพาะทางตอนใต้ของประเทศ

สาเหตุหลักที่พ่อแม่เลือกจะมีลูกคนเดียวก็เพราะค่าเรียนในอินเดียเพิ่มสูงขึ้น สัดส่วนของเด็กอินเดียที่เรียนในโรงเรียนเอกชนเพิ่มขึ้นจาก 31.7% ในปี 2015 เป็น 38.8% ในปี 2025 แนวโน้มนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในรัฐที่ร่ำรวยเท่านั้น จากการสำรวจในรัฐพิหาร (หนึ่งในรัฐที่ยากจนที่สุดของอินเดีย มีประชากร 130 ล้านคน) และรัฐอุตตรประเทศ (รัฐที่มีประชากรมากที่สุด กว่า 240 ล้านคน) ชี้ให้เห็นว่าพ่อแม่ที่ยากจนจำนวนมากเลือกที่จะมีลูกเพียงคนเดียว เพื่อที่พวกเขาจะได้มีเงินพอจ่ายค่าเรียนพิเศษบ้าง

อีกปัจจัยที่ทำให้คนไม่ค่อยมีลูกคือ ประเพณีการอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวขยายที่ลดลง เมื่อปี 2001 ครึ่งหนึ่งของครอบครัวชาวอินเดียอาศัยอยู่ในบ้านที่มีคนหลายรุ่น ตั้งแต่ปู่ย่าตายาย พ่อแม่ ลูก ป้า ลุง และญาติ ๆ อยู่ใต้หลังคาเดียวกัน แต่ปัจจุบันประมาณ 70% อยู่เป็นครอบครัวเดี่ยว เนื่องจากการขยายตัวของเมืองและการเปลี่ยนแปลงในตลาดแรงงาน ทำให้การดูแลเด็กเป็นภาระที่มากขึ้นและกระตุ้นให้คนจำกัดขนาดครอบครัว

ในอดีตครอบครัวมักอยากได้ลูกผู้ชาย ทำให้คู่รักนิยมมีลูกไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะได้ลูกชาย ซึ่งช่วยให้อัตราการเจริญพันธุ์สูงขึ้น แต่ปัจจุบันความต้องการลูกชายลดลงอย่างมาก

และแม้ว่าการศึกษาและโครงสร้างครอบครัวจะมีอิทธิพลต่อความคิดของพ่อแม่ แต่ก็ได้รับการเสริมแรงจากวัฒนธรรม การมีลูกน้อยลงกลายเป็นสิ่งที่หลายคนปรารถนา และสิ่งนี้ได้รับอิทธิพลจากเทคโนโลยีและการเข้าถึงข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงไป

งานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่า ความแพร่หลายของเคเบิลทีวีกระจายไปยังหมู่บ้านในช่วงทศวรรษ 2000 ส่งผลให้การตั้งครรภ์ลดลง ซึ่งเป็นผลมาจากละครโทรทัศน์ที่แสดงให้เห็นถึงผู้หญิงชนชั้นกลางในเมืองที่มีครอบครัวขนาดเล็ก

ปัจจุบันสมาร์ทโฟนแพร่หลายไปทุกที่ แม้แต่ในหมู่บ้านที่ยากจน ก็มีทำให้อัตราการเกิดลดลงเหมือนสมัยที่เคเบิลทีวีแพร่หลายเช่นกัน เพราะสมาร์ตโฟนช่วยเผยแพร่บรรทัดฐานทางวัฒนธรรมได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ในนาเกปูร์ หมู่บ้านแห่งหนึ่งในรัฐอุตตรประเทศ หญิงสาวกล่าวว่า พวกเธอดูวิดีโอมากมายที่บรรยายถึงครอบครัวเล็ก ๆ และพูดคุยถึงความยากลำบากในการหางานของวัยรุ่น ซึ่งอาจทำให้คนไม่อยากมีลูกในทางอ้อม

ปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ส่งผลให้ชาวอินเดียมีลูกน้อยลงจริงหรือไม่ ? หรือแท้จริงแล้วมีปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งที่เป็นตัวแปรสำคัญ

รศ.สุรัตน์ระบุว่า มีหลายปัจจัยทั้งเรื่องรสนิยม ค่าครองชีพ การแต่งงานช้าลง มีบุตรช้าลง ทางเลือกอาชีพมากขึ้น สิทธิสตรี และผู้หญิงมีความรู้มากขึ้น จึงรู้ว่าการมีลูกมาก ๆ ก็ไม่ได้ส่งผลดีต่อตัวเอง นอกจากนี้สังคมก็เปลี่ยนไปไม่ได้เป็นสังคมเกษตรกรรมเหมือนในอดีตที่ต้องการแรงงานเยอะ ๆ แล้ว

มุมมองต่อลูกสาวก็เปลี่ยนไปจากอดีตด้วย เพราะสมัยก่อนทุกคนหวังอยากได้ลูกชาย ไม่ได้ลูกชายอาจรู้สึกผิด แต่ในปัจจุบันสังคมเมืองไม่ได้มองลูกสาวแบบนั้นแล้ว วัฒนธรรมและสังคมเปลี่ยนไป คนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่ไม่มีใครผิด เพราะทุกคนล้วนเป็นผลผลิตจากกาลสมัยของตัวเอง

อินเดียประชากรลดส่งผลกระทบอย่างไร ?

แน่นอนว่า ต้องมีปัญหาสังคมผู้สูงอายุ ในรัฐเกรละ ประชากรเกือบหนึ่งในห้ามีอายุมากกว่า 60 ปี ทางการจึงตั้งหน่วยงานด้านผู้สูงอายุขึ้น รัฐนี้มีระบบสวัสดิการสังคมที่ครอบคลุมมากที่สุดในอินเดีย แต่ถึงกระนั้นก็มีเพียง 19.4% ของแรงงานเท่านั้นที่อยู่ในโครงการบำนาญประเภทใดประเภทหนึ่ง ส่วนตัวเลขระดับประเทศอยู่ที่ 12%

อย่างไรก็ตาม ครอบครัวแบบขยายที่ลดลง ทำให้ความเชื่อที่ว่าลูกหลานจะดูแลพ่อแม่ในยามแก่เฒ่าลดลงไปด้วยเช่นกัน ทำให้บ้านพักคนชราหรูหราผุดขึ้นมากมายในภาคใต้ของอินเดีย ส่วนในพื้นที่ชนบท บริการดูแลผู้สูงอายุก็เริ่มมีมากขึ้น มีทั้งการเล่นโยคะและการพูดคุย แต่ครอบครัวที่ไม่สามารถจ่ายค่าดูแลได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยที่มีโรคร้ายแรง เช่น ภาวะสมองเสื่อม อาจถูกบังคับให้กลับมาอยู่ด้วยกันเป็นครอบครัวขยายอีกครั้ง แต่ที่เลวร้ายที่สุด คือญาติทิ้งผู้สูงอายุไว้ในงานใหญ่ที่มีคนพลุกพล่าน เช่น งานกุมภ์เมลา เพิ่มมากขึ้น

ความกังวลเกี่ยวกับจำนวนประชากรได้แทรกซึมเข้าสู่การเมืองแล้ว พรรค BJP ของนายโมดีชอบปลุกปั่นความกลัวว่าชาวฮินดู ที่คิดเป็น 80% ของประชากรจะถูกชาวมุสลิม ที่ปัจจุบันคิดเป็น 15% ของประชากรแซงหน้า แม้ว่าอัตราการเกิดในหมู่ชาวมุสลิมจะสูงกว่าจริง แต่ก็ลดลงอย่างรวดเร็ว และส่วนหนึ่งเพราะชาวมุสลิมยากจนกว่า

ในขณะเดียวกัน รัฐทางตอนใต้ก็กังวลว่านายโมดีจะ “ลงโทษ” พวกเขาสำหรับอัตราการเกิดที่ต่ำกว่า โดยการลดจำนวนที่นั่งในรัฐสภา นอกจากนี้ อาจมีความตึงเครียดระหว่างผู้อพยพภายในประเทศกับรัฐที่พวกเขาไปอาศัยอยู่ นักการเมืองส่วนใหญ่ทางตอนใต้ตระหนักดีว่าผู้อพยพช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ก็มีเสียงบ่นบ้างเกี่ยวกับการหลั่งไหลเข้ามาของคนนอกที่ไม่พูดภาษาท้องถิ่น ความแตกแยกทางเหนือ-ใต้ที่จะทวีความรุนแรงมากขึ้น

ผลกระทบของเรื่องนี้รุนแรงถึงขนาดที่ว่ารัฐบาลอินเดียต้องแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วนหรือไม่ รศ.สุรัตน์กล่าวว่า ประชากรอินเดียจะลดลงจริง ๆ มันจะยังไม่เกินขึ้นภายในสองปีนี้ และจริง ๆ ปัญหาเรื่องประชากรอาจจะไม่ได้ทำให้ตัวเลขทางเศรษฐกิจแย่ลงไปเสียทีเดียว เพราะเกาหลีใต้ หรือญี่ปุ่นที่ไม่ค่อยมีลูกกัน ตัวเลขทางเศรษฐกิจยังมโหฬาร นั่นแปลว่า สิ่งที่สำคัญคือการปรับตัว และใช้เทคโนโลยีมาช่วย ทุกวันนี้โดรนก็ไม่มีคนขับแล้ว เศรษฐกิจในอนาคตก็อาจไม่ต้องใช้คนมากขนาดนั้น

การที่คนเกิดน้อยเป็นไปตามธรรมชาติไหม ?

รศ.สุรัตน์มองว่า การที่ประชากรมากถึง 1,400 ล้านคนก็เป็นทั้งข้อดีและข้อเสีย การที่มีคนมากขนาดนี้ก็ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ถ้าปัจจุบันมามีลูกบ้านละ 5-6 คนก็คงเลี้ยงไม่ไหว เพราะอยู่กันเป็นสังคมเมือง พื้นที่เล็ก รายได้ก็ไม่ได้เยอะ และค่าครองชีพก็สูงขึ้น

นอกจากนี้การที่ประชากรลดลงก็เป็นแนวโน้มที่เห็นได้ทั่วโลก ไม่ได้แปลกใหม่ อินเดียยังไม่ได้อยู่ในจุดที่วิกฤตเหมือนหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีนและลหายประเทศในยุโรป อย่างกรณียุโรปก็มีการตั้งคำถามถึงการเก็บภาษี การจ่ายบำนาญว่าจะทำอย่างไร ส่วนอินเดียยังไม่วิกฤต อยู่ในยุคค่อย ๆ เปลี่ยนผ่านมากกว่า

อินเดียแก้ปัญหาอย่างไร ?

ตำราเรียนใหม่ของอินเดียที่กำลังจะตีพิมพ์จะมีเนื้อหาที่เตือนถึงอันตรายของการมีลูกน้อยเกินไป มากกว่าการมีลูกมากเกินไป และเมื่อเดือนพฤษภาคม จันดราบาบู ไนดู หัวหน้าคณะรัฐมนตรีของรัฐอานธรประเทศ รัฐทางตอนใต้ที่มีประชากร 55 ล้านคน ประกาศจ่ายเงิน 30,000 รูปี (10,502 บาท) ให้แก่คู่สมรสที่มีลูกคนที่ 3

รัฐบาลที่นำโดยพรรคคองเกรส หรือพรรคภารติยะชนาตา (BJP) ต่างก็ออกนโยบายที่ส่งเสริมการวางแผนครอบครัวและทางเลือกในการมีบุตรเป็นส่วนใหญ่ หลังจากที่ในช่วงทศวรรษ 1990 อัตราการเจริญพันธุ์ลดลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเด็กผู้หญิงเข้าเรียนมากขึ้นและประเทศร่ำรวยขึ้น

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ โมฮัน บากวัต ผู้นำของ RSS ซึ่งเป็นองค์กรทางสังคมชาตินิยมฮินดูขนาดใหญ่ ได้เรียกร้องให้ชาวอินเดียผู้รักชาติมีบุตรสามคนเพื่อช่วย "การรักษาเสถียรภาพของประชากร"

การเปลี่ยนแปลงทางประชากรที่รวดเร็วยิ่งขึ้นหมายความว่า สัดส่วนของประชากรวัยทำงานของอินเดียอาจถึงจุดสูงสุดในปี 2030 แรงงานของอินเดียสามารถเติบโตต่อไปได้แม้ว่าประชากรจะสูงอายุมากขึ้น เนื่องจากคนวัยทำงานจำนวนมากยังทำงานไม่เต็มเวลา ในระยะยาว เศรษฐกิจจำเป็นต้องใช้ประโยชน์จากแรงงานผู้หญิงให้ดียิ่งขึ้น

ในตอนนี้ คาดว่านักการเมืองทุกฝ่ายจะพยายามหามาตรการส่งเสริมการมีบุตร แต่หลักฐานจากทั่วโลกชี้ให้เห็นว่าการให้เงินกระตุ้นอาจไม่เป็นผล เพราะอัตราการเจริญพันธุ์ถูกขับเคลื่อนด้วยพลังที่ทรงอิทธิพลเกินกว่าที่รัฐหรือผู้นำทางศาสนาจะควบคุมได้ง่าย และอัตราการเจริญพันธุ์ของอินเดียลดลงมา 70 ปีแล้ว โอกาสที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันนั้นมีน้อยมาก

นอกจากนี้รศ.สุรัตน์ได้เสริมว่า อินเดียไม่สามารถไปออกนโยบายแบบ one child policy หรือการกำหนดให้มีลูกคนเดียวแบบที่จีนเคยทำในสมัยหนึ่ง เพราะอินเดียเป็นประชาธิปไตยและมีรัฐธรรมนูญ อินเดียจึงใช้วิธีการรณรงค์มากกว่า ในอดีตอินเดียก็เคยรณรงค์ว่า เรามีสองคน เราก็ควรมีลูกแค่สองคน แต่ปัจจุบันหากไปรณรงค์อะไรแบบนี้มาก ๆ คนก็อาจจะต่อต้านได้ ว่ามายุ่งอะไรกับชีวิตเขา

อินเดียไม่ได้ภูมิใจที่ตัวเองประชากรเยอะแซงจีน พวกเขามองว่า เมื่อคนเยอะการปฏิรูปเศรษฐกิจอาจจะช้าลง และปัจจุบันอินเดียก็ยังมีคนจนเยอะ ฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาลสนใจไม่ใช่การรณรงค์ แต่เป็นการผลักดันเรื่องสิทธิสตรี เพราะตอนนี้ประชากรอินเดียเกือบครึ่ง เป็นผู้หญิงและยังไม่ได้ทำงาน รัฐบาลจะทำอย่างไรให้สตรีเหล่านี้ที่มีอยู่แล้วมีบทบาทในตลาดแรงงานมากขึ้น เพื่อทำให้เศรษฐกิจมันสร้างสรรค์ดีขึ้น ฉะนั้นโปสเตอร์ที่จะเห็นในอินเดียเยอะมากเลยคือ “การช่วยให้ลูกสาวได้เรียนหนังสือ” ช่วยให้สตรีที่มีอยู่มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม

ประเทศไทยเผชิญวิกฤตประชากร ควรต้องทำอะไรไหม ?

รศ.สุรัตน์มองว่า ไทยไม่ได้อยู่ในจำพวกวิกฤตหนักแบบนั้น แต่ไปไกลกว่าอินเดียแล้ว ก็คือใกล้จะเข้าไปสู่ระดับวิกฤต อันนี้ก็แล้วแต่คำจำกัดความ และคิดว่าเราคงต้องคุยกันมากขึ้น ต้องหาทาง เราต้องมีวิธีที่จะต้องไปไกลได้มากกว่านี้ด้วย เพราะฉะนั้นเศรษฐกิจหลายส่วน ไม่ได้ไปคิดตรงที่ว่าใครอายุ 60 แล้วก็ต้องไม่มีความสามารถแล้ว เพราะว่าทางญี่ปุ่นหรือว่าในสหรัฐอเมริกาในหลายแห่ง ชี้ให้เห็นได้ว่าผู้สูงอายุกลับทำงานในหลายเรื่องหลายประเด็นได้ละเอียดกว่าคนรุ่นใหม่ด้วย มันมีอะไรที่เป็นบทเรียนเยอะมาก ว่าเรื่องของสุขภาวะ เรื่องค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาล เรามี 30 บาทรักษาทุกโรค หรือหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า มีประกันสังคมอีก มีระบบรัฐวิสาหกิจอีก มีระบบราชการอีก ตัวเลขพวกเนี้ย มันก็ชวนให้เราต้องคิดอีกเยอะด้วยนะครับ

อันนี้เป็นเรื่องแค่ค่าใช้จ่าย มันยังมีเรื่องของการทำอย่างไรให้คนมีสุขภาพจิตที่ดีด้วย แล้วสามารถไปไหนมาไหนได้อย่างมีความสุขและอื่น ๆ จะจัดการอย่างไรกับเมือง ที่มันสอดคล้องกับประชากรที่ไม่มีแพทเทิร์นแบบเดิมแล้ว แพทเทิร์นมันเปลี่ยนมาอีกแล้ว ผมคิดว่าแม้แต่ผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพฯ อย่างคุณชัชชาติที่ได้รับเลือกตั้งก็คงทราบอยู่พอสมควร ว่าเรื่องของผังเมือง เรื่องของการวางแผนเมืองทั้งหลายแหล่พวกนี้ มันต้องคิดถึงสิ่งเหล่านี้หมด ต่างจังหวัดก็อาจจะมีรายละเอียดเพิ่มขึ้นอีกในบางเรื่องบางอย่าง ประเทศไทยเราก็ยังดูไม่ค่อยจะมีแผนที่ชัดเจนนะ ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ได้ต้องการจะไปตำหนิใคร แต่มองแล้วก็มองว่า เอ๊ะ มันน่าจะทำอะไรได้มากกว่านี้ไหม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...