โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ศาลชูแนวทาง"ทำงานบริการสังคมแทนค่าปรับ-ผ่อนชำระ"ตั้งแต่ชั้นสอบคำให้การ

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ศาลยุติธรรมเดินหน้าคุ้มครองสิทธิเสรีภาพเพิ่มความยืดหยุ่นคดีอาญากักขังคือทางเลือกสุดท้าย ชูแนวทาง“ทำงานบริการสังคมแทนค่าปรับ-ผ่อนชำระ” ตั้งแต่ชั้นสอบคำให้การ

วันนี้ ( 27 ก.ค. 2569) นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวถึงมาตรการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการบังคับโทษปรับคดีอาญาว่าที่ผ่านมาเมื่อศาลมีคำพิพากษาปรับจำเลย มักพบปัญหาจำเลยหลายรายไม่สามารถหาเงินมาชำระค่าปรับได้ทันที เนื่องจากติดขัดข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ ฐานะทางการเงิน หรือปัจจัยความจำเป็นอื่นๆ ซึ่งอาจทำให้จำเลยถูกกักขังแทนค่าปรับ ความจริงแล้วศาลยุติธรรมได้ดำเนินการบังคับค่าปรับในกรณีที่จำเลยไม่มีเงินเพียงพอชำระค่าปรับในหลากหลายวิธี โดยไม่จำเป็นต้องนำตัวจำเลยไปกักขังแทนค่าปรับเสมอไป ด้วยเหตุนี้คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม (ก.บ.ศ.) จึงได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการส่งเสริมและขับเคลื่อนมาตรการเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ที่มีนายวีระพงศ์ สุดาวงศ์ รองประธานศาลฎีกาเป็นประธานคณะทำงานเข้ามารวบรวมและเผยแพร่แนวปฏิบัติของศาลยุติธรรมที่

ยึดหลักสำคัญว่า “การกักขังแทนค่าปรับควรเป็นมาตรการสุดท้าย” พร้อมผลักดันนำมาตรการทางเลือกอื่นมาใช้อย่างแพร่หลาย ซึ่งนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565 เป็นต้นมา ศาลได้อนุญาตให้จำเลยทำงานบริการสังคมหรือสาธารณะประโยชน์แทนการจ่ายเงินค่าปรับสูงถึงประมาณร้อยละ 80 ของคำร้องทั้งหมด

แนวทางปฏิบัติของศาลเกี่ยวกับการอนุญาตให้จำเลยทำงานแทนค่าปรับนั้นจะเริ่มตั้งแต่ในชั้นสอบคำให้การ โดยศาลจะแจ้งสิทธิพร้อมเปิดโอกาสให้จำเลยขอทำงานบริการสังคมหรือสาธารณะประโยชน์แทนค่าปรับได้ตั้งแต่ชั้นสอบคำให้การกรณีที่จำเลยให้การรับสารภาพศาลจะสอบถามความประสงค์ว่าต้องการทำงานแทนค่าปรับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 30/1 หรือไม่ หากจำเลยมีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์และยินยอมศาลสามารถสั่งอนุญาตในรายงานกระบวนพิจารณาได้ทันทีโดยที่จำเลยไม่ต้องยื่นคำร้อง

ทั้งนี้ในคดีที่จำเลยเป็นบุคคลธรรมดา หากคำพิพากษาระบุการบังคับค่าปรับตามมาตรา 29 และมาตรา 30 ให้ระบุการทำงานแทนค่าปรับตามมาตรา 30/1 ไว้ด้วย อย่างไรก็ตามศาลได้กำหนดข้อยกเว้นสำหรับคดีที่กระทำโดยเจตนาร้าย ทุจริต หรือคดีที่กฎหมายมุ่งลงโทษทางทรัพย์สินเพื่อไม่ให้ผู้กระทำผิด

ได้รับประโยชน์จากการกระทำผิดจะถือเป็นสภาพความผิดที่ไม่ควรอนุญาตให้ทำงานแทนค่าปรับได้ เช่น ความผิดฉ้อโกงประชาชน ความผิดเกี่ยวกับการค้ายาเสพติด ความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงิน ความผิดเกี่ยวกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ สถาบันการเงิน และกฎหมายศุลกากรเพราะความผิดเหล่านี้จะกระทบต่อผู้เสียหายเป็นวงกว้าง

สำหรับการคำนวณเวลาและลักษณะงานได้มีการปรับเปลี่ยนให้ยืดหยุ่นเพื่อเอื้อต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตจำเลย โดยเปลี่ยนมาใช้นับชั่วโมงแทนวัน ซึ่งตามประมวลกฎหมายอาญาให้ถือการทำงาน 1 วัน แทนค่าปรับ500 บาท ระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมกำหนดให้ทำงานครบ 2 ชั่วโมงถือเป็นการทำงาน 1 วันสำหรับลักษณะงานมีความหลากหลายครอบคลุมตั้งแต่การดูแลช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางอย่างคนพิการ คนชรา เด็กกำพร้า หรือผู้ป่วย งานวิชาการ งานบริการทางการศึกษา งานช่างฝีมือ ไปจนถึงกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ยิ่งไปกว่านั้นการเข้ารับการฝึกอบรมความรู้หรือทักษะอาชีพยังนำมานับเวลา 2 ชั่วโมงเท่ากับ 1 วันทำงานได้เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ในกรณีที่งานมีความเสี่ยงภัย ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ หรือมีชั่วโมงทำงานที่สร้างภาระเกินสมควร เช่น งานทาสีที่มีสารเคมี งานลอกท่อระบายน้ำ หรือการเช็ดกระจกบนอาคารสูง ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจลดจำนวนชั่วโมงทำงานรวมลงตามความเหมาะสมเพื่อประโยชน์ของจำเลยได้อีกด้วย

นอกจากมาตรการทำงานแทนค่าปรับแล้ว สำหรับจำเลยที่ไม่มีเงินก้อน ศาลยังเปิดโอกาสให้ผ่อนชำระหรือขอขยายเวลาชำระค่าปรับได้ โดยจะพิจารณาจากจำนวนเงิน ฐานะทางการเงิน สภาพความผิดและเจตนารมณ์ของการลงโทษอย่างเหมาะสม โดยศาลอาจให้จำเลยแจ้งรายการทรัพย์สินไว้เป็นหลักฐาน

เพื่อป้องกันการผิดนัดชำระ และในระหว่างผ่อนศาลสามารถสั่งปล่อยตัวชั่วคราวโดยกำหนดวันนัดนำเงินมาชำระอย่างชัดเจนควบคู่กับมาตรการกำกับดูแล เช่น ให้มารายงานตัวตามนัด แต่งตั้งผู้กำกับดูแล หรือให้ทำสัญญาประกันไว้

“ศาลยุติธรรมมุ่งเน้นที่จะปรับปรุงมาตรการบังคับโทษปรับให้มีความยืดหยุ่นและแฝงไปด้วยความเที่ยงธรรมอย่างแท้จริง การเปิดโอกาสให้จำเลยที่ขาดแคลนทุนทรัพย์หรือประสบปัญหาทางการเงินสามารถผ่อนชำระหรือเลือกทำงานบริการสังคมแทนการจ่ายค่าปรับได้นั้น มีเป้าหมายเพื่อลดการกักขังผู้กระทำความผิดโดยไม่จำเป็น และไม่เป็นการซ้ำเติมจำเลยเพียงเพราะไม่มีเงินจ่ายค่าปรับ การดำเนินงานนี้จะควบคู่ไปกับการใช้มาตรการกำกับดูแลที่เหมาะสมเพื่อดูแลประโยชน์แก่สังคมส่วนรวม โดยยึดหลักการคืนคนดีสู่สังคม และมุ่งหวังให้ผู้กระทำผิดได้มีโอกาสร่วมพัฒนาชุมชนและท้องถิ่นของตนเองด้วย” นายสุริยัณห์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ศาลยุติธรรมมุ่งหวังให้การบังคับค่าปรับเป็นไปอย่างเที่ยงธรรมและเกิดประโยชน์สูงสุด โดยเปิดโอกาสให้ผู้กระทำความผิดที่มีเฉพาะโทษปรับแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ สามารถชดใช้คืนแก่สังคม ผ่านการทำงานบริการสังคมและการพัฒนาทักษะอาชีพ เพื่อให้สามารถกลับไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ในสังคมได้ต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...