“สาทิตย์” ซัดคดีฮั้ว สว.ฟางเส้นสุดท้ายทำศรัทธา กกต. พังทลาย ด้าน “รัดเกล้า” ยกคำ ‘พุทธทาสภิกขุ’ ซัด กกต. ปล่อยงบราบโกงค้างท่อทำหนูร่าเริง ลั่นนามสกุล “สุวรรณคีรี” ยอมไม่ได้สังคมบิดเบี้ยว
วันที่ 16 ก.ย.2569 เวลา 10.30น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยมี นายโสภณ ซารัมย์ ทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้เข้าสู่วาระรับทราบผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำปี 2567และปี 2568ต่อมา เวลา 11.40น. ที่รัฐสภา นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้อภิปรายในการพิจารณารายงานประจำปีของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยระบุว่า ในที่สุดรายงานฉบับเจ้าปัญหาปี 2567 (เลือกตั้ง สว.) และปี 2568 (เลือกตั้งท้องถิ่น) ก็ได้เข้าสู่การพิจารณาของสภา หลังถูกยื้อมานานกว่าสองสัปดาห์ เนื่องจากก่อนวันที่ 14กันยายนที่ผ่านมา มีความพยายามยื้อไม่ให้รายงานฉบับนี้เข้าสู่สภา เพราะมีบางฝ่ายต้องการปกป้องผลประโยชน์ส่วนตัวโดยอาศัยมือ กกต. แต่เมื่อผลประโยชน์จบลง คนเหล่านั้นรอดตัว เหลือเพียง กกต. ที่ต้องเผชิญวิกฤตความน่าเชื่อถืออย่างหนัก เพราะความสุจริตเที่ยงธรรมซึ่งเป็นเกราะกำบังได้พังทลายลงจากคำวินิจฉัยคดีฮั้ว สว.
นายสาทิตย์ กล่าวต่อว่า ตนเป็นหนึ่งในคนที่เคยลงมติรับรองรัฐธรรมนูญปี 2540และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. ด้วยความหวังว่าจะเป็นองค์กรที่เข้ามาทำให้การเลือกตั้งสุจริตและเที่ยงธรรม แต่ตลอด 20ปีที่ผ่านมา กกต. ใช้งบประมาณแผ่นดินไปเกือบ 1แสนล้านบาท ผลลัพธ์ที่ได้กลับตรงกันข้าม ศรัทธาของประชาชนที่มีต่อ กกต. ลดน้อยถอยลงเรื่อยๆ
นายสาทิตย์ กล่าวว่า เรื่องที่ทำลายความเชื่อมั่นของ กกต. อย่างหนักคือการทุจริตซื้อเสียง ซึ่งในอดีตก่อนมี กกต. มีเพียงการแจกปลาทู รองเท้า หรือเงินหลักร้อยบาท แต่เมื่อมี กกต. การซื้อเสียงกลับรุนแรงขึ้นถึงหลักพันถึงหลักหมื่นบาท มีการซื้อกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง ตลอดจนขบวนการฮั้ว สว. ที่ใช้อิทธิพล อำนาจการเมือง และเม็ดเงินเข้ามาจัดตั้ง ซึ่ง กกต. ไม่สามารถจัดการได้ จนกลายเป็นคดีที่สังคมติดตามมาตลอด 2ปี และจบลงด้วยความรู้สึกช็อตฟีลของคนทั้งประเทศสำหรับคดีฮั้ว สว. คำวินิจฉัยที่ออกมาสะท้อนชัดว่า กกต. เสียงข้างมาก 4คน ซึ่งมาจากระบบการเลือกของ สว. ชุดที่ถูกกล่าวหา ได้ดำเนินการรวบรัดตัดตอน ไม่ให้สอบสาวไปถึงตัวการใหญ่ ดำเนินคดีเฉพาะกรณีที่ชัดเจนเพียงบางส่วน ในขณะที่ กกต. เสียงข้างน้อยซึ่งออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา กลับได้รับคำชมจากประชาชน คดีนี้จึงกลายเป็น “ฟางเส้นสุดท้าย” ของศรัทธาต่อ กกต. จนประชาชนหมดหวัง
นายสาทิตย์ กล่าวอีกว่า แม้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) จะระบุว่าจะส่งสำนวนคดีฮั้ว สว. ที่เกี่ยวโยงกับคดีฟอกเงินและอั้งยี่ไปให้ กกต. แต่ กกต. กลับปฏิเสธไม่รับสำนวน ท่ามกลางกระแสข่าวว่าขณะนี้ใน DSI เองก็กำลังมีกระบวนการแทรกแซงทางการเมืองไปถึงเจ้าหน้าที่ผู้ทำสำนวนหลายคนพรรคประชาธิปัตย์จึงขอเรียกร้องให้ กกต. ส่งสำนวนการสอบสวนของคณะอนุกรรมการไต่สวน ชุดที่ 26ให้กับศาลฎีกาทั้งหมด อย่าตัดตอนเหลือแค่ 77คน เพราะศาลฎีกามีอำนาจเรียกผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเพิ่มเติมได้ ซึ่งในเวลานี้สังคมไม่ได้ฝากความหวังไว้ที่ กกต. อีกต่อไป แต่ฝากไว้ที่ศาลฎีกา และมองว่าหากมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จำเป็นต้องทำลายโครงสร้าง กกต. แบบเดิม และปฏิรูประบบการสรรหากับอำนาจหน้าที่ใหม่ทั้งหมด เพื่อไม่ให้กระบวนการเข้าสู่อำนาจของประเทศบิดเบี้ยว
“ก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการไต่สวนของศาลฎีกา ผมขอเตือนคนใน กกต. ว่าท่านยังมีโอกาส ใครก็ตามที่รับรู้ว่ามีอำนาจภายนอกพยายามแทรกแซง ครอบงำ หรือชี้นำการตัดสินใจ ขอให้ออกมาพูดและเปิดเผยความจริง เพื่อแสดงให้เห็นว่าอย่างน้อยยังมีคนที่มีความกล้าหาญทางจริยธรรมที่จะรักษาเกียรติขององค์กรไว้” นายสาทิตย์ กล่าว
นายสาทิตย์ กล่าวทิ้งท้ายว่า รายงานประจำปี 2568ของ กกต. ดูไม่น่าเชื่อถืออย่างยิ่ง โดยเฉพาะข้อมูลที่ระบุว่า กกต. ผ่านการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส (ITA) จากสำนักงาน ป.ป.ช. สูงถึง 93.47%จึงขอตั้งคำถามไปยังสังคมและองค์กรที่เกี่ยวข้องว่าเป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อพฤติกรรมจริงกลับมีการตัดตอนคดีสำคัญอย่างคดีฮั้ว สว. เช่นนี้
ด้านนางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า ขอบคุณ กกต. เสียงข้างน้อย โดยเฉพาะ นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ ที่ออกมาอธิบายเหตุผลการลงมติในคดีฮั้ว สว. ให้ประชาชนทราบอย่างชัดเจน ซึ่งนอกจากจะสร้างความภูมิใจให้ชาวจังหวัดตรังแล้ว ยังทำให้ประชาชนโล่งใจว่าในองค์กร กกต. ยังมีคนดีอยู่บ้าง เพราะเจตนารมณ์สูงสุดของรัฐธรรมนูญกำหนดให้ กกต. ควบคุม จัดการ และตรวจสอบการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม แต่เมื่อตรวจสอบเอกสารรายงานของ กกต. กลับพบว่า ประสิทธิภาพการทำงานไม่บรรลุผลสำเร็จ โดยในปีงบประมาณ 2567งบยุทธศาสตร์การเร่งรัดพัฒนาการเมืองและการบริหารการเลือกตั้งสุจริตเที่ยงธรรม ได้รับอนุมัติ 51.3ล้านบาท แต่เบิกจ่ายจริงเพียง 20กว่าล้านบาท หรือไม่ถึง 40%ส่วนปี 2568ก็เบิกจ่ายได้เพียง 41%เท่ากับปล่อยให้งบปราบปรามการทุจริตค้างท่ออยู่ถึง 60%
“ไม่น่าล่ะค่ะท่านประธาน หนูมันถึงเริงร่านักหนา เพราะแมวไม่จับหนู แมวไม่ทำงาน วัฒนธรรมการโกงในประเทศไทยจึงขยายพันธุ์เติบโตอย่างรวดเร็ว ท่านประธานทราบหรือไม่ว่า ดัชนีการรับรู้การทุจริตทั่วโลกมองประเทศไทยอยู่อันดับที่ 116น่าอายนะคะ สังคมถามกันให้ว่อนว่ามี กกต. ไว้ทำไม ดิฉันก็ไม่รู้จะช่วยแก้ต่างอย่างไร กกต. ได้รับจัดสรรงบประมาณแต่กลับไม่นำไปใช้ แล้วยังอ้างว่าช่วยประหยัดงบ อีกทั้งยังสะท้อนวัฒนธรรมงานค้างเรื้อรังที่ยกยอดไปปีถัดไป ซึ่งความยุติธรรมที่ล่าช้าก็คือความไม่ยุติธรรม”นางรัดเกล้า กล่าว
นางรัดเกล้า กล่าวถึงผลคดีฮั้ว สว. ที่สั่งดำเนินคดีเพียง 77คน ว่า ยิ่งฟังคำแถลงของ กกต. ก็ยิ่งสงสัยว่าเกรงใจใคร และห่วงว่าคนดีใน กกต. เดินไปไหนคงจะอาย พร้อมเน้นย้ำถึงจุดยืนทางการเมืองของตนเองว่า “ดิฉันใช้นามสกุลสุวรรณคีรี นามสกุลของดิฉันสู้เพื่อความถูกต้องมาตลอดตั้งแต่ยุคสมัยรัชกาลที่ 1ดิฉันสู้เพื่อความถูกต้องด้วยความเป็นเลือดเนื้อสุวรรณคีรี ดิฉันยอมไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยทุกวันนี้ พอออกไปต่อสู้เพราะเห็นสิ่งไม่ถูกต้อง ดิฉันกลับโดนป้ายสีทางการเมือง สังคมไทยเดี๋ยวนี้มันบิดเบี้ยว ขนาดแยกแยะผิดชอบชั่วดีออกจากกันไม่ได้แล้ว”
นางรัดเกล้า อ้างอิงงานวิจัยของสถาบันพระปกเกล้า ร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติ และ สตง. ที่พบว่า กกต. ได้คะแนนความน่าเชื่อถือต่ำที่สุด ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวันจันทร์ยิ่งตอกย้ำว่าความเป็นอิสระของ กกต. หาไม่ได้อีกแล้ว ประเทศไทยจะสร้างอนาคตอย่างไรให้ลูกหลาน ก่อนทิ้งท้ายด้วยการน้อมนำธรรมะมาเตือนสติว่า
“ตอนนี้สิ่งที่ดิฉันทำได้อย่างเดียว คือพนมมือแล้วคิดถึงคำสอนของพุทธทาสภิกขุว่า ‘ถ้าคนไม่ดี ยิ่งประชาธิปไตยเท่าไหร่ ยิ่งตกนรกมากเท่านั้น เพราะมติหรือความคิดความเห็นของคนไม่ดี เอามารวมกันเข้า มันก็เลวมากขึ้น แล้วเอามาใช้บังคับกันทั้งประเทศ มันก็กลายเป็นเมืองนรก’ นี่เราอยู่เมืองนรกเหรอเนี่ย!” นางรัดเกล้า กล่าว