ราคาน้ำมันดิ่งหนัก! อิหร่าน-โอมานเจรจาคืบหน้า คลายปมช่องแคบฮอร์มุซ
ราคาน้ำมันร่วงหนักสุดในรอบสัปดาห์ หลังอิหร่าน-โอมานเริ่มคุยกันเรื่องช่องแคบฮอร์มุซ คลายกังวลปมสงครามที่ลากยาวมาครึ่งปี
ราคาน้ำมันดิ่งหนัก! อิหร่าน-โอมานเจรจาคืบหน้า คลายปมช่องแคบฮอร์มุซ
ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกเปิดฉากซื้อขายวันอังคารที่ 25 สิงหาคมด้วยแรงเทขายที่หนักหน่วงเกินคาด ทั้งสองเบนช์มาร์กหลักของโลกปิดตลาดในระดับต่ำสุดในรอบ 2 สัปดาห์ ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดจากอุปสงค์อุปทานทางเศรษฐกิจตามปกติ แต่เป็นผลพวงโดยตรงจากสัญญาณทางการทูตระหว่างอิหร่านกับโอมานที่เริ่มมีความคืบหน้าเรื่องช่องแคบฮอร์มุซ จนกลบข่าวมาตรการคว่ำบาตรระลอกใหม่ของสหรัฐฯ ที่เพิ่งประกาศออกมาไปเกือบหมด
น้ำมันดิบเบรนท์ปิดตลาดร่วงลงถึง 3.59 ดอลลาร์ หรือคิดเป็น 3.9% เหลือ 88.58 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ถือเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 14 สิงหาคมเป็นต้นมา ฟากฝั่งน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียตหรือ WTI ก็ไม่ต่างกัน ร่วงลง 2.65 ดอลลาร์ หรือ 3.1% มาอยู่ที่ 82.36 ดอลลาร์ ต่ำสุดตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคม และเรื่องยังไม่จบแค่นั้น เพราะพอเข้าสู่ช่วงเช้าวันพุธตามเวลาเอเชีย ราคายังคงร่วงต่อเนื่องอีก โดย WTI ดิ่งเพิ่มอีก 2.68% เหลือ 80.15 ดอลลาร์ แตะระดับต่ำสุดในรอบ 2 สัปดาห์ สะท้อนให้เห็นว่าแรงขายยังไม่มีทีท่าจะหยุด
เมื่อการทูตเดินหน้า ความกลัวเรื่องเสบียงน้ำมันก็เริ่มจางลง
จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ตลาดคลายความกังวลลงมาจากท่าทีของอิหร่านและโอมาน ทั้งสองประเทศออกมาเปิดเผยว่า ได้หารือกันเรื่องข้อเสนอจัดตั้ง “ช่องทางเดินเรือชั่วคราวร่วมกัน” ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมวางแผนกวาดล้างทุ่นระเบิดที่หลงเหลืออยู่ในเส้นทางเดินเรือสำคัญแห่งนี้ นี่คือ สัญญาณบวกที่ตลาดรอคอยมานาน เพราะช่องแคบฮอร์มุซคือเส้นเลือดใหญ่ที่ลำเลียงน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางไปสู่ทั่วโลก
ไม่ใช่แค่อิหร่านและโอมานเท่านั้นที่ขยับ ผู้บัญชาการทหารบกปากีสถานก็เพิ่งเสร็จสิ้นภารกิจเยือนอิหร่านแบบวันเดียว โดยสื่อของอิหร่านรายงานว่า การเยือนครั้งนี้ให้ผลลัพธ์ที่มีคุณค่าไม่น้อย เสริมด้วยรายงานจากนิวยอร์กไทมส์ที่ระบุว่าสหรัฐฯ กำลังจะส่งนักการทูตกลับเข้าประจำสถานทูตต่างๆ ในตะวันออกกลางอีกครั้ง ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่าวอชิงตันไม่ได้วางแผนจะยกระดับปฏิบัติการทางทหารเพิ่มเติมในช่วงนี้
มาตรการคว่ำบาตรที่ประกาศออกมา แต่ยังไม่แรงพอจะสั่นคลอนตลาด
สิ่งที่น่าสนใจ คือ แรงเทขายรอบนี้เกิดขึ้นทั้งที่ก่อนหน้านั้นเพียงวันเดียว สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ เพิ่งเปิดตัวมาตรการคว่ำบาตรขยายวงกว้างเมื่อวันจันทร์ โดยพุ่งเป้าไปที่กว่า 60 หน่วยงาน ครอบคลุมทั้งเครือข่ายรายได้จากน้ำมันของอิหร่านและกองเรือลับที่ใช้ลักลอบขนส่ง แต่ปัญหา คือ เบสเซนต์ไม่ยอมเปิดเผยว่าประเทศใดบ้างที่ตกเป็นเป้าหมาย ไม่บอกด้วยว่า บทลงโทษจะมีผลบังคับใช้เมื่อไหร่ และที่สำคัญที่สุด คือ สหรัฐฯ ขยายขอบเขต secondary sanctions แล้ว แต่ ยังไม่ลงโทษทันทีและยังไม่เล่นงานสถาบันการเงินจีนรายใหญ่ ที่เชื่อมโยงการค้าน้ำมันอิหร่าน ซึ่งเป็นผู้ซื้อน้ำมันดิบอิหร่านรายใหญ่ที่สุดของโลก
ฮาริส คูร์ชิด ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนจากคาโรบาร์ แคปิตอล ให้ความเห็นไว้อย่างตรงประเด็นว่า ก่อนหน้าการประกาศมีการปั่นกระแสไว้ค่อนข้างมาก แต่สิ่งที่ได้กลับมาเป็นเพียงคำเตือนเรื่องทิศทางนโยบายในอนาคต มากกว่าจะเป็นแรงกระแทกที่ส่งผลต่อปริมาณน้ำมันจริงในทันที ด้านโอเล แฮนเซน หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์สินค้าโภคภัณฑ์จากซัคโซ แบงก์ ก็มองไปในทิศทางเดียวกันว่า การเปลี่ยนโฟกัสจากความขัดแย้งทางทหารมาเป็นแรงกดดันเชิงเศรษฐกิจ ช่วยลดความวิตกกังวลในตลาดน้ำมันลงได้พอสมควร และมาตรการคว่ำบาตรที่ประกาศออกมาก็ไม่ได้หนักหน่วงเท่าที่เทรดเดอร์หลายรายคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า
ใต้ผิวน้ำที่สงบ ความเสี่ยงยังไม่จางหาย
ถึงราคาจะร่วงลงมาแรง แต่นักวิเคราะห์หลายสำนักเตือนว่า การปรับตัวลงครั้งนี้อาจเป็นปฏิกิริยาที่ตอบสนองเกินความจำเป็น เพราะสถานการณ์จริงยังห่างไกลจากคำว่าคลี่คลายอย่างสิ้นเชิง อิหร่านเองก็ประกาศชัดเจนว่า จะตอบโต้มาตรการคว่ำบาตรรอบใหม่นี้อย่างแน่นอน และในวันอังคารเดียวกันนั้นเอง ก็เกิดเหตุเรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่งถูกวัตถุไม่ทราบชนิดยิงใส่บริเวณตะวันออกเฉียงเหนือของอาช ชิชะห์ในโอมาน ยิ่งตอกย้ำว่าความตึงเครียดในพื้นที่ยังไม่จางหายไปไหน
ตัวเลขที่น่าตกใจไม่แพ้กัน คือ ปริมาณเรือบรรทุกน้ำมันที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซในวันจันทร์มีเพียงแค่ 2 ลำเท่านั้น ถือเป็นยอดรายวันที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคมเป็นต้นมา สะท้อนว่า การเดินเรือในเส้นทางนี้ยังคงเผชิญอุปสรรคหนักหน่วง ทิม วอเทอเรอร์ หัวหน้านักวิเคราะห์ตลาดจาก KCM ให้ความเห็นไว้อย่างน่าคิดว่า อิหร่านยังคงมีศักยภาพในการตอบโต้ด้วยการก่อกวนเส้นทางเดินเรือได้ตลอดเวลา ซึ่งนี่คือ ปัจจัยที่ยังคงรักษาส่วนต่างของราคาน้ำมันเอาไว้ไม่ให้ต่ำลงไปมากกว่านี้ ขณะที่ภาพรวมทั้งปี ราคาน้ำมันดิบยังคงพุ่งขึ้นมาแล้วราว 45% นับตั้งแต่ต้นปี เป็นผลจากสงครามที่ยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่หกและยังคงป่วนระบบขนส่งน้ำมันในตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่อง
เมื่อโลกใบนี้ไม่เคยหยุดนิ่งให้เราตั้งตัวทัน
ตัวเลขราคาน้ำมันที่ขยับขึ้นลงในแต่ละวันอาจดูเป็นแค่ตัวเลขบนหน้าจอสำหรับใครหลายคน แต่ความจริงแล้วมัน คือ ภาพสะท้อนของโลกที่เชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อนเกินกว่าจะแยกส่วนใดส่วนหนึ่งออกมาพิจารณาเดี่ยวๆ ได้ การเจรจาของสองประเทศ อย่างอิหร่านกับโอมาน สามารถส่งแรงสั่นสะเทือนไปถึงราคาพลังงานที่คนทั้งโลกต้องแบกรับ ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำมันหน้าปั๊มที่บ้านเรา ไปจนถึงต้นทุนการผลิตสินค้าทุกชนิดที่ต้องพึ่งพาพลังงาน
เรื่องนี้สอนให้เห็นว่า ความสงบชั่วคราวกับความสงบที่แท้จริงนั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง การที่ราคาน้ำมันร่วงลงเพราะข่าวดีทางการทูต ไม่ได้แปลว่า ปัญหาทั้งหมดถูกแก้ไขเรียบร้อยแล้ว ตราบใดที่ยังมีเรือถูกยิง ยังมีทุ่นระเบิดที่ต้องกวาดล้าง และยังมีประเทศมหาอำนาจที่พร้อมงัดมาตรการคว่ำบาตรออกมาใช้ได้ทุกเมื่อ สถานการณ์ก็ยังคงเปราะบางและพร้อมพลิกกลับได้ตลอดเวลา สิ่งที่เราทำได้ในฐานะผู้เฝ้าติดตามข่าวสาร คือการมองภาพให้รอบด้าน ไม่ปักใจเชื่อสัญญาณบวกหรือลบเพียงด้านเดียว เพราะในโลกของพลังงานและภูมิรัฐศาสตร์ ทุกอย่างสามารถเปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังมือได้ภายในข้ามคืนเดียว