โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

EEC จากเมืองโรงงาน สู่โจทย์ใหญ่ 30 ปี ปั้นเมืองให้อยู่ได้ตลอดชีวิต

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

อดีตนายกสมาคมอสังหาฯ เปิดภาพ EEC จากยุคอีสเทิร์นซีบอร์ด พลิกชลบุรี-ระยองจากเมืองเกษตร-ท่องเที่ยวสู่ฐานอุตสาหกรรม ดึงคนทั่วประเทศย้ายถิ่นฐาน แต่ความสำเร็จวันนี้กำลังเผชิญคำถามใหญ่ เมื่อโลกเปลี่ยน อุตสาหกรรมอาจตกยุค ชี้รัฐต้องคิดไกลกว่า “ดึงลงทุน” เร่งวางผังเมือง สร้างคุณภาพชีวิต และเปิดทางคนในพื้นที่ร่วมออกแบบ EEC เพื่อไม่ให้ซ้ำรอยเมืองอุตสาหกรรมที่เคยรุ่งเรืองแต่กลายเป็นเมืองร้างในอนาคต

จากอีสเทิร์นซีบอร์ด สู่การเปลี่ยนโฉมภาคตะวันออก

นายมีศักดิ์ ชุนหรักษ์โชติ อดีตนายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย เปิดเผยในวงเสวนา “EEC NEVER STOPS THE NEXT CHAPTER | อีอีซี ก้าวต่อไป EEC ไม่เคยหยุดเดินหน้า สู่บทใหม่ของการพัฒนาพื้นที่ภาคตะวันออก” จัดโดยเนชั่นกรุ๊ปว่า ในฐานะคนท้องถิ่นที่เห็นการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่มาตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการพัฒนาอีสเทิร์นซีบอร์ด มองว่าการลงทุนและการวางโครงสร้างพื้นฐานในช่วงที่ผ่านมาได้กลายเป็น “จุดเปลี่ยน” ครั้งสำคัญของชลบุรี ระยอง และพัทยา

ครั้งหนึ่งพื้นที่เหล่านี้ขับเคลื่อนด้วยภาคเกษตรกรรมและการท่องเที่ยว โดยเฉพาะพัทยาที่มีภาพจำในฐานะเมืองท่องเที่ยวระดับประเทศ แต่เมื่อรัฐเดินหน้าพัฒนาโครงข่ายคมนาคม ท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง นิคมอุตสาหกรรม และโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการลงทุน ภาคตะวันออกก็เปลี่ยนสถานะอย่างรวดเร็ว กลายเป็นหนึ่งในหัวใจการผลิตและอุตสาหกรรมของประเทศ

ผลลัพธ์ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะตัวเลขเศรษฐกิจ แต่ยังสะท้อนผ่านรายได้ต่อหัว การลงทุน การจ้างงาน และการขยายตัวของเมือง ทว่า เมื่อเศรษฐกิจเติบโต เมืองก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในรั้วโรงงาน

อุตสาหกรรมดึงคนทั่วประเทศ เปลี่ยนโครงสร้างประชากร

การขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมกลายเป็นแรงดึงดูดแรงงานจากทั่วประเทศ โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือที่เดินทางเข้าสู่ชลบุรีและระยองเพื่อหางานทำ

“ลูกหลานจากภาคอีสาน ภาคเหนือ เข้ามาอยู่ระยอง ชลบุรี เพื่อทำงาน และสิ่งที่ตามมาคือการย้ายถิ่นฐาน” นายมีศักดิ์กล่าว

การเคลื่อนย้ายแรงงานครั้งใหญ่ทำให้โครงสร้างประชากรเปลี่ยน ขณะเดียวกันเมืองและชุมชนก็ขยายตัวตามแรงงานและการลงทุ โจทย์จึงเริ่มเปลี่ยนจาก “จะสร้างโรงงานอย่างไร” เป็น “จะสร้างเมืองอย่างไรให้คนอยู่ได้”เพราะเมื่อคนเข้ามาทำงาน ย่อมต้องการบ้าน โรงเรียน โรงพยาบาล ร้านค้า ระบบขนส่ง พื้นที่พักผ่อน และสาธารณูปโภค หากเมืองเติบโตโดยไม่มีแผนรองรับ ผลกระทบจะไม่ได้หยุดอยู่ภายในพื้นที่อุตสาหกรรม แต่จะแผ่ขยายไปสู่ชุมชนโดยรอบ

จุดเปราะบาง เมื่อโรงงานโตเร็วกว่าผังเมือง

นายมีศักดิ์มองว่า ภาคเอกชน โดยเฉพาะผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรม สามารถวางระบบภายในพื้นที่ได้ค่อนข้างดี ทั้งสาธารณูปโภค การจัดการพื้นที่ และการรองรับโรงงาน แต่ “โจทย์ใหญ่” กลับอยู่ด้านนอกนิคม

เมื่อโรงงานและการลงทุนเพิ่มขึ้น ความต้องการที่อยู่อาศัย ร้านค้า ถนน โรงเรียน โรงพยาบาล และบริการต่างๆ ย่อมเพิ่มตาม หากการพัฒนาเกิดขึ้นอย่างกระจัดกระจาย โดยไม่มีผังเมืองรองรับ ก็อาจกลายเป็นต้นทุนทางสังคมและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

“รัฐต้องเข้ามาควบคุมและวางแผน เพราะผลกระทบไม่ได้อยู่แค่ในรั้วนิคมอุตสาหกรรม แต่กระทบพื้นที่โดยรวม”

นี่จึงเป็นจุดที่ EEC ต้องก้าวข้ามแนวคิด “เขตลงทุน” ไปสู่การเป็น “เขตสร้างเมือง”

EEC ต้องเป็นเมืองที่อยู่ได้ตลอดชีวิต

นายมีศักดิ์ชี้ว่า การมองอนาคต EEC ไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการสร้างพื้นที่รองรับโรงงานหรือการลงทุน แต่ต้องมองในฐานะ “การสร้างเมือง” ที่คนสามารถเข้ามาทำงาน ใช้ชีวิต และตั้งรกรากได้ในระยะยาว นั่นหมายถึงการออกแบบเมืองให้ครบทุกมิติ ตั้งแต่ที่อยู่อาศัย ระบบขนส่ง สาธารณูปโภค โรงเรียน โรงพยาบาล พื้นที่สีเขียว ตลอดจนพื้นที่สำหรับคนทุกช่วงวัยเป้าหมายไม่ใช่เพียงทำให้คน “มาทำงาน” แต่ต้องทำให้คนอยาก “อยู่ต่อ”

“ไม่ควรเป็นพื้นที่ทำงานเพียงอย่างเดียว แต่ควรเป็นพื้นที่ที่คนสามารถอยู่ได้ตลอดชีวิต”

แนวคิดนี้ยังเปิดประตูไปสู่โอกาสใหม่ของ EEC ในการดึงดูดชาวต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการมีบ้านหลังที่สองในประเทศไทย หากรัฐสามารถทำให้พื้นที่มีคุณภาพชีวิตและระบบเมืองที่น่าอยู่ ที่อยู่อาศัยก็อาจกลายเป็นหนึ่งใน “แม่เหล็ก” ดึงทั้งคนและเงินลงทุนเข้าสู่พื้นที่

จาก‘ขายบ้าน’ เปลี่ยนเป็นสร้างชุมชน

เมื่อเมืองเปลี่ยน บทบาทของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ก็ต้องเปลี่ยนตามนายมีศักดิ์มองว่า การพัฒนาโครงการบ้านจัดสรรใน EEC ไม่ควรจบอยู่ที่การสร้างบ้านแล้วขาย แต่ต้องคิดต่อไปถึง “ชุมชน” และระบบเมืองที่โครงการจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งทำเลจึงไม่ควรถูกพิจารณาเพียงจากศักยภาพในการขาย แต่ต้องมองความเชื่อมโยงกับการเดินทาง สาธารณูปโภค โรงเรียน โรงพยาบาล พื้นที่สาธารณะ และเศรษฐกิจโดยรอบ

“ เพราะบ้านหนึ่งหลังอาจขายได้ในวันนี้ แต่ชุมชนที่ดีต้องสามารถดำรงอยู่ได้อีกหลายสิบปี โจทย์ใหญ่คือการมองชุมชนเมืองทุกมิติ ให้มีคุณภาพและสามารถอยู่ต่อไปได้ชั่วลูกชั่วหลาน”

ระวัง ‘อุตสาหกรรมตกยุค’ จุดเปลี่ยนที่ EEC ห้ามมองข้าม

เหนือกว่าปัญหาผังเมือง ยังมีความเสี่ยงที่ใหญ่กว่า นั่นคือ “อนาคตของเครื่องยนต์เศรษฐกิจ”นายมีศักดิ์ตั้งคำถามว่า ไม่มีหลักประกันว่าอุตสาหกรรมที่เป็นเครื่องยนต์หลักของ EEC ในวันนี้ จะยังคงเป็นเครื่องยนต์หลักในอีก 20-30 ปีข้างหน้า เทคโนโลยีเปลี่ยน โครงสร้างเศรษฐกิจเปลี่ยน พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน และการแข่งขันของโลกเปลี่ยนตาม

หากอุตสาหกรรมบางประเภทไม่สามารถปรับตัวได้ วันหนึ่งอาจกลายเป็นอุตสาหกรรมที่ “ตกยุค” และเมื่อเครื่องยนต์หลักหยุดเดิน ผลกระทบก็อาจลุกลามจากโรงงานไปสู่เมือง

“ถ้าอุตสาหกรรมตกยุค และไม่มีการปรับตัว ก็อาจเกิดการล่มสลายได้”

บทเรียนจากหลายเมืองอุตสาหกรรมและเมืองท่าในยุโรปจึงเป็นสัญญาณเตือนว่า เมืองที่เคยรุ่งเรืองจากอุตสาหกรรมไม่ได้หมายความว่าจะรุ่งเรืองตลอดไป

ต้องคิดวันนี้ว่า EEC อีก 30 ปีจะหน้าตาเป็นอย่างไร

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “วันนี้จะดึงใครมาลงทุน” แต่คือ “อีก 30 ปีข้างหน้า EEC จะเป็นอะไร” หากอุตสาหกรรมเดิมเปลี่ยนแปลง เมืองจะอยู่ได้หรือไม่? หากเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่แรงงานจำนวนมาก โครงสร้างประชากรจะเปลี่ยนอย่างไร? หากโรงงานบางส่วนลดบทบาทลง พื้นที่โดยรอบจะปรับตัวอย่างไร? และที่สำคัญ หากคนไม่ได้เข้ามาเพียงทำงาน แต่เข้ามาใช้ชีวิต EEC จะมีเมืองที่รองรับพวกเขาหรือไม่?

คำถามเหล่านี้ทำให้การวางผังเมืองกลายเป็นหัวใจของ EEC ไม่แพ้การวางแผนอุตสาหกรรม

นายมีศักดิ์ย้ำว่า การวางผังเมืองต้องมองระยะยาว และไม่ควรตั้งสมมติฐานว่าเมืองจะเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องตลอดไป

“ผังเมืองนับตั้งแต่ช่วงอีสเทิร์นซีบอร์ด เราเติบโตทางเศรษฐกิจมาก และต่อมาเปลี่ยนกลยุทธ์เป็น EEC การเติบโตทางด้านอุตสาหกรรม แต่ผังเมืองต้องคำนึงถึงชุมชน อย่ายึดติดว่าเมืองเราจะโตเรื่อยๆ แต่ความจริงไม่ใช่ ต้องวางผังเมืองที่ดีในระยะยาว”

หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การสร้าง “เมืองน่าอยู่” และ “ชุมชนเมือง” มากกว่าการเร่งขยายพื้นที่เศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวพร้อมกันนั้น คนในพื้นที่ควรมีส่วนร่วมกำหนดอนาคต เพราะ EEC ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ลงทุนของนักธุรกิจหรือพื้นที่ทำงานของแรงงาน แต่คือบ้านของผู้คนจำนวนมากที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

จาก ‘เขตเศรษฐกิจ’ สู่ ‘เมืองแห่งอนาคต’

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา อีสเทิร์นซีบอร์ดพิสูจน์แล้วว่าโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมสามารถเปลี่ยนภูมิทัศน์เศรษฐกิจของภูมิภาคได้อย่างมหาศาล ก่อนต่อยอดมาสู่ EEC ในวันนี้แต่บทต่อไปอาจยากกว่าเดิม

เพราะโจทย์ไม่ใช่เพียงการสร้าง “เครื่องยนต์เศรษฐกิจ” ใหม่ แต่คือการสร้างเมืองที่อยู่รอดได้ แม้เครื่องยนต์นั้นจะเปลี่ยนไป EEC จึงต้องคิดพร้อมกันทั้ง เศรษฐกิจ อุตสาหกรรม ผังเมือง ที่อยู่อาศัย การเดินทาง สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิต

หากทำได้ EEC จะไม่ใช่เพียงฐานอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้ให้ประเทศ แต่จะกลายเป็นเมืองที่คนอยากมาเที่ยว อยากทำงาน และที่สำคัญที่สุดคือ อยากใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ในระยะยาวแต่หากยังมองการเติบโตผ่านตัวเลขการลงทุนเพียงอย่างเดียว ความสำเร็จของ EEC วันนี้อาจกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของวันข้างหน้า เพราะสิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่วันที่โรงงานหยุดเดิน แต่คือวันที่ “เมือง” ไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ เมื่ออุตสาหกรรมที่เคยเป็นเครื่องยนต์หลักหมดบทบาทลง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...