‘สนธิ’ ประกาศกร้าวทวงคืนประเทศไทย ซัดรัฐบาลล้มเหลวบริหาร-เตรียมเคลื่อนพลทั่วประเทศ
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 7 ก.ย. ที่บ้านพระอาทิตย์ นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พร้อมด้วย นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) และ นายนิติธร ล้ำเหลือ หรือ "ทนายนกเขา" ได้ร่วมกันแถลงข่าวประกาศจุดยืน "ทวงคืนประเทศไทย" โดยระบุถึงเส้นทางการต่อสู้ทางการเมืองในอดีต ภาพรวมความเชื่อมโยงของกลุ่มทุนการเมือง ตลอดจนปัญหาการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย
นายสนธิ เปิดเผยว่า ย้อนกลับไปเมื่อ 21 ปีที่แล้ว ตนเคยนั่งอยู่ที่ห้องประชุมแห่งนี้ และประกาศตัวนำมวลชนลุกขึ้นสู้กับระบอบทักษิณ จนนำไปสู่การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและการทำรัฐประหารในเวลาต่อมา จากนั้นการเมืองไทยได้ผ่านยุคสมัยมาหลากหลายรูปแบบ ทั้งยุครัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยุคพรรคเพื่อไทย รวมถึงยุคที่พรรคก้าวไกลได้รับความนิยมและมวลชนเคยร่วมกันต่อต้าน จนกระทั่งปัจจุบันการเมืองได้ก้าวมาสู่ยุคของพรรคภูมิใจไทย
นายสนธิ ได้ตั้งข้อสังเกตและตั้งคำถามต่อสังคมว่า เหตุใดผู้ที่เคยร่วมกันปฏิบัติการและต่อต้านระบอบทักษิณ รวมถึงผู้ที่เคยร่วมต้านพรรคก้าวไกล กลับหันมาสนับสนุนและเห็นด้วยกับการกระทำของพรรคภูมิใจไทย ทั้งที่พรรคภูมิใจไทยไม่ได้มีพฤติกรรมแตกต่างไปจากระบอบทักษิณ อาจมีความร้ายแรงกว่า
พร้อมระบุว่าเครือข่ายนักการเมืองและกลุ่มทุนต่างๆ ล้วนมีความเกี่ยวโยงและรู้จักกันเป็นเครือข่ายเดียวกัน โดยพรรคภูมิใจไทย อาศัยความฉลาดและเจ้าเล่ห์ในการชูจุดยืนปกป้องสถาบันกษัตริย์ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือดึงดูดคะแนนเสียงและสร้างความเข้าใจให้ประชาชนคิดว่าหากไม่เลือกพรรคภูมิใจไทยแล้วสถาบันจะเป็นอันตราย ก่อนจะอาศัยระบบบ้านใหญ่และใช้เงินทุนในการรวบรวม สส. เข้ามามีอำนาจบริหารประเทศ
ในการแถลงข่าวยังได้กล่าวถึงปัญหาการบริหารราชการแผ่นดินตลอดช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาของรัฐบาลชุดนี้ โดยระบุว่าสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนในทุกหัวระแหงและไม่สามารถตอบคำถามต่อสังคมได้ ในประเด็นสำคัญต่างๆ เช่น ปัญหาการทุจริตและคอร์รัปชัน กรณีการกักตุนน้ำมันที่ยังไม่สามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้อย่างแท้จริง, โครงการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นที่มีวงเงินหมุนเวียนหลัก 4,000 ถึง 5,000 ล้านบาท ซึ่งมีเอกสารหลักฐานปรากฏชื่อผู้มีอำนาจระดับสูงเข้าไปเกี่ยวข้องในการยกเลิกการประมูลเดิมและเปลี่ยนผ่านการจัดสอบ, การตรวจสอบการสร้างสนามบินขนอม, รวมถึงกระบวนการตรวจสอบการเลือกตั้ง สว. ที่มีคณะกรรมการของ DSI ตรวจพบพยานหลักฐาน คลิปวิดีโอ และเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงถึงผู้บริหารพรรคภูมิใจไทยระดับสูง แต่กลับมีการโยกย้ายข้าราชการและตั้งกรรมการสอบสวนวินัยเจ้าหน้าที่ DSI ที่ทำคดี, ปัญหาข้อพิพาทและที่ดิน กรณีปัญหาที่ดินเขากระโดง ซึ่งแม้ศาลฎีกามีคำพิพากษาเด็ดขาดแล้วว่าเป็นที่ดินของรัฐ แต่กลับไม่มีการดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง และกระทรวงมหาดไทยถูกมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาความไม่มีศีลธรรมและการบิดเบือนข้อเท็จจริง และปัญหาอธิปไตยของชาติและทุนสีเทา การปกป้องอธิปไตยในพื้นที่พิพาท เช่น กรณีบ้านหนองจานที่ต้องอาศัยกำลังทหารในการรักษาพื้นที่ ตลอดจนปัญหาการปล่อยปละละเลยให้ชาวต่างชาติจากหลากหลายประเทศเข้ามาแสวงหาประโยชน์ในประเทศไทยผ่านนอมินีและธุรกิจสีเทา ทั้งชาวยิว จีน เมียนมา กัมพูชา รัสเซีย และอินเดีย รวมถึงปัญหามาตรการวีซ่าฟรีและการควบคุมดาต้าเซ็นเตอร์ที่ใช้พลังงานและน้ำจำนวนมากในชุมชน
นายสนธิ ประกาศกร้าวว่า ตนและเครือข่ายจะเดินหน้าลุกขึ้นมาทวงคืนประเทศไทย โดยในวันพฤหัสบดีที่ 10 ก.ย. เวลา 09.30 น. จะเดินทางไปยื่นหนังสือและอ่านแถลงการณ์ที่สถานทูตอิสราเอล ถนนสุขุมวิท จากนั้นจะเริ่มเดินทางลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนในภูมิภาคต่างๆ ทั้งภาคอีสาน ภาคตะวันออก และภาคใต้ เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงและรวบรวมพลังประชาชนที่ต้องการเห็นรัฐบาลที่มีศีลธรรม มีความซื่อสัตย์ และมีความกล้าหาญ พร้อมกันนี้ยังได้กล่าวถึงสถานการณ์ทางการเมืองและการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยขอให้ประชาชนร่วมกันติดตามและจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป
ช่วงท้ายเมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงการฝากข้อความไปถึงนายกรัฐมนตรี นายสนธิ กล่าวว่า "ปล่อยไปเหอะ ไม่ว่าอะไร อยากพูดไรก็พูดไป ไม่ต้องฝาก ขอให้สูดหายใจเข้าไปลึกๆ" พร้อมทั้งฝากถึงประชาชนที่เห็นด้วยกับอุดมการณ์ของตนว่าให้ออกมาแสดงพลังให้มากขึ้น.