โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภรรยาร่ำไห้ สามีทำงานมา 22 ปี ถูกไล่ออกเชื่อโดนบีบ เครียดล้มป่วยติดเตียง

ข่าวช่องวัน 31

อัพเดต 38 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 37 นาทีที่แล้ว

วันที่ 12 ก.ย. 69 ภรรยาของนายธาตรี อายุ 54 ปี เดินทางเข้าร้องเรียนต่อมูลนิธิทวงคืนความยุติธรรมในสังคม เพื่อขอความเป็นธรรมให้สามี หลังถูกบริษัทยักษ์ใหญ่เลิกจ้าง โดยกล่าวหาว่าทุจริตและลักทรัพย์นายจ้าง พร้อมตั้งข้อสงสัยว่า สามีถูกกดดันให้ลงนามในเอกสารรับผิด ทั้งที่ยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาทุจริต

ภรรยา เปิดเผยว่า สามีทำงานกับบริษัทดังกล่าวมานานถึง 22 ปี ตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการ ระดับผู้บริหาร เงินเดือนประมาณ 120,000 บาท แต่ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีปัญหาด้านสุขภาพทั้งโรคตับและสะโพกเสื่อม ทำให้ต้องลาป่วยบ่อย

ช่วงปลายปีที่ผ่านมา ฝ่ายบุคคลเรียกสามีไปพูดคุย พร้อมแนะนำให้หยุดรักษาตัวโดยไม่รับเงินเดือน และพูดในทำนองว่า “ถ้าไม่ไหว ควรมีศักดิ์ศรีตัวเองให้ลาออกไปเลย” แต่สามียืนยันว่ายังสามารถทำงานต่อได้ เนื่องจากมีภาระต้องดูแลครอบครัว โดยตั้งใจทำงานอีกไม่กี่เดือนเพื่อให้ครบอายุ 55 ปี และจะได้รับเงินบํานาญ

กระทั่งวันที่เกิดเหตุ สามีได้รับมอบหมายให้พนักงานขนอุปกรณ์เก่าที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว เพื่อนำไปกระจายให้สาขาอื่น เป็นส่วนหนึ่งของการลดต้นทุนบริษัท โดยนำอุปกรณ์ใส่ถุงดำ 2 ถุง ขึ้นหลังรถของสามี ต่อมาทางบริษัทมีการแจ้งว่าอุปกรณ์บางส่วนยังสามารถใช้งานได้ จึงให้พนักงานยกของกลับมาที่ร้าน แต่ยังมีอุปกรณ์อีก 1 ถุงที่ไม่ได้ยกลงจากรถ สามีเห็นว่าเย็นแล้วจึงนํากลับไปพักไว้ที่บ้านก่อนซึ่งที่ผ่านมาเวลาเคลียร์ของก็จะนํากลับมาบ้านก่อนและทําเอกสารส่งเรื่องไปยังสาขาต่างๆ

หลังจากนั้นปรากฏว่าบริษัทเรียกสามีเข้าประชุม โดยแจ้งว่าเข้าข่ายลักทรัพย์นายจ้าง เนื่องจากพบกล่องสี่เหลี่ยมสเตนเลสสำหรับใส่ของสดประมาณ 10 ใบ อยู่ท้ายรถ ซึ่งภรรยาอ้างว่าหากนำไปขายมีมูลค่าไม่ถึง 1,000 บาท ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่สามีจะทุจริตเรื่องเล็กน้อยแบบนี้หากเทียบกับเงินเดือนที่ได้รับ

ภรรยา ระบุด้วยว่า ในวันดังกล่าวมีฝ่ายบุคคล ฝ่ายกฎหมาย และหัวหน้างานของสามี รวมประมาณ 7 คน ร่วมสอบถามสามี โดยบริษัทระบุว่า ไม่ว่าจะมีเจตนาหรือไม่ ก็ถือว่าเป็นการลักทรัพย์ ขณะที่สามียอมรับเพียงว่าของอยู่ท้ายรถจริง แต่ไม่ยอมเซ็นชื่อรับสารภาพว่าลักทรัพย์ เนื่องจากยืนยันว่าไม่มีเจตนานำทรัพย์สินไปเป็นของตัวเอง รวมถึงบริษัทจะให้เซ็นใบลาออกแต่สามีไม่เซ็น ทางบริษัทจึงขอให้เซ็นรับว่ามีของอยู่ท้ายรถจริงซึ่งสามียอมเซ็นเรื่องนี้ โดยที่ไม่รู้ว่าบริษัทจะเอามาใช้ดําเนินคดี

ทั้งนี้หลังการประชุม สามีถูกเลิกจ้างทันที เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 โดยไม่ได้รับค่าชดเชยใดๆทั้งสิ้น โดยอ้างว่าไล่ออกเนื่องจากทุจริตบริษัทในข้อหาลักทรัพย์นายจ้าง

ภรรยา ระบุว่า ที่ผ่านมา การขนย้ายอุปกรณ์เป็นส่วนหนึ่งของการทำงานและการลดต้นทุนของแต่ละสาขา โดยปกติสามารถนำของมาก่อนและดำเนินการเรื่องเอกสารภายหลัง อีกทั้งตนเองเคยทำงานกับบริษัทมานาน จึงรู้ขั้นตอนการทำงานเป็นอย่างดี

ภายหลังถูกเลิกจ้าง สามีมีความเครียดอย่างหนัก ประกอบกับมีปัญหาสุขภาพอยู่แล้ว จนอาการทรุดหนักถึงขั้นเข้ารักษาตัวในห้อง ICU และปัจจุบันนอนติดเตียงอยู่บ้าน

ภรรยา กล่าวทั้งนํ้าตาว่า สามีทำงานมานานกว่า 20 ปี ทุ่มเทให้กับองค์กรมาโดยตลอด แม้ช่วงโควิดก็ออกเอาตัวเองไปเสี่ยงเพื่องาน แต่เมื่อถึงวันที่เจ็บป่วยกลับถูกยัดข้อหาว่าทุจริต ซึ่งเป็นสิ่งที่ครอบครัวรับไม่ได้ โดยเฉพาะเรื่องศักดิ์ศรีและสิทธิค่าชดเชยที่ควรได้รับ ตอนนี้ครอบครัวมีค่าใช้จ่ายเยอะมากล่าสุดนอนโรงพยาบาลนานนับเดือนเสียค่ารักษาพยาบาลไปหลายแสนบาท

สําหรับตอนนี้สามีป่วยเป็นโรคตับ สะโพกเสื่อม หนักสุดคือเหยื่อหุ้มสมองอักเสบ มีนํ้าคลั่งในสมองอย่างรุนแรง หากผ่าตัดสมองโอกาสคือ 50/50 ครอบครัวจึงเลือกที่จะไม่ผ่าเพราะมีความเสี่ยงจากโรคอื่นๆและจะยากต่อการดูแลเพราะต้องใส่ท่อและหากติดเชื้อก็ต้องเจาะคอ จึงเลือกใช้ยาประคองอาการแทน

“สามีจะมีชีวิตได้อีกไม่นานพร้อมที่จะไปได้ทุกเมื่อ เชื่อว่าสามีอาจจะยังรอความเป็นธรรม เพราะสามีเครียดเรื่องนี้มาก เขาบอกตลอดว่าเรื่องทุจริตไม่เคยทํา เขารักองค์กรมากอยู่มาตั้งแต่เปิดสาขาแรก“

นายธาตรี สมัยที่ยังทำงานและร่างกายแข็งแรงปกติ ก่อนถูกเลิกจ้างฟ้าผ่า

ด้านนายรณณรงค์ ระบุว่า ลูกจ้างที่ทำงานมานานและถูกเลิกจ้างในช่วงที่มีปัญหาสุขภาพ หากนายจ้างไม่ได้มีเหตุอันสมควร อาจมีประเด็นเรื่องการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมและค่าชดเชยตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม กรณีนี้มีข้อกล่าวหาเรื่องทุจริตและลักทรัพย์เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งต้องพิสูจน์ถึงเจตนาของลูกจ้างด้วย หากบริษัทไม่ได้แจ้งความดำเนินคดีฐานลักทรัพย์ แต่เป็นเพียงการเลิกจ้าง ลูกจ้างยังสามารถใช้สิทธิฟ้องต่อศาลแรงงานได้ แต่ประเด็นสำคัญคือ สามียอมรับว่าทรัพย์สินอยู่ท้ายรถจริง จึงต้องพิสูจน์ว่า การนำทรัพย์สินออกไปนั้นมีเจตนาทุจริตหรือนำไปเพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือไม่.

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...