โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Pheromone-Maxxing เทรนด์เดตสุดแปลกของหนุ่ม Gen Z ที่มองว่า กลิ่นตัว คือเสน่ห์ดึงดูด

SpringNews

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

‘Pheromone-Maxxing’ เทรนด์เดตสุดแปลกของ ‘Gen Z’ ที่เชื่อว่า ‘กลิ่นตัว’ คือเสน่ห์ดึงดูด

โดยปกติแล้วคิดว่าการเตรียมตัวไปเดตคือการอาบน้ำให้สะอาดและฉีดน้ำหอมใช่ไหม ? แต่สำหรับผู้ชายรุ่นใหม่ หรือ ‘Gen Z’ บางกลุ่มบน ‘TikTok’ กลับคิดต่างออกไป เพราะพวกเขากำลังอินกับเทรนด์ที่เรียกว่า ‘Pheromone-Maxxing’ ซึ่งเป็นการงดอาบน้ำ งดสระผม ไม่ใช้โรลออนระงับกลิ่นกาย ไม่ฉีดน้ำหอม ใส่เสื้อยืดที่ชุ่มเหงื่อ หรือบางคนหนักไปจนถึงขั้น ‘ดื่มปัสสาวะของตัวเอง’ ก่อนไปเดต

เป้าหมายของพวกเขาคือการดึง ‘เสน่ห์ตามธรรมชาติ’ หรือกลิ่นตัวดิบๆ ออกมาให้ได้มากที่สุด ด้วยความเชื่อที่ว่าสิ่งนี้จะปล่อย ‘ฟีโรโมน’ (Pheromones) ออกมาเพื่อดึงดูดเพศตรงข้ามได้นั่นเอง

เทรนด์นี้เป็นส่วนหนึ่งของคอมมูนิตี้ ‘Maxxing’ ที่มักจะหาวิธีสุดโต่งมาอัปเกรดรูปร่างหน้าตา เช่น Bonesmashing การทุบกระดูกตัวเองด้วยความเชื่อผิดๆ ว่าจะทำให้โครงหน้าชัดขึ้น หรือ Leanmaxx การใช้ยาเพื่อลดไขมันแบบฮาร์ดคอร์

มองในมุมวิทย์ มนุษย์มีฟีโรโมนดึงดูดเพศตรงข้ามจริงหรือ ?

ฟีโรโมนคือสารเคมีที่สัตว์ปล่อยออกมา เพื่อกระตุ้นพฤติกรรมของสัตว์สปีชีส์เดียวกัน เช่น มดหรือหนู ที่ใช้ฟีโรโมนเตือนภัย บอกทางไปหาอาหาร หรือกระตุ้นการผสมพันธุ์

อย่างไรก็ตามนักวิทยาศาสตร์และแพทย์ผิวหนังยืนยันว่า ‘ทฤษฎีนี้ใช้ไม่ได้กับมนุษย์’ เพราะยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่มีการวิจัยที่สามารถแยกสาร ‘ฟีโรโมนดึงดูดทางเพศ’ ออกจากร่างกายมนุษย์ได้เลย

กรณีนี้คล้ายกับเทรนด์ไวรัล ‘Vabbing’ ก่อนหน้านี้ ที่ผู้หญิงนำสารคัดหลั่งจากช่องคลอดมาแต้มตามจุดชีพจรแทนน้ำหอม ซึ่งในทางชีววิทยา มันไม่ได้ทำให้ดูน่าหลงใหลขึ้น แต่มันแค่ทำให้มีกลิ่นแปลกๆ เท่านั้น

นอกจากนี้มนุษย์อาจไม่มีอวัยวะรับฟีโรโมนที่สมบูรณ์ แม้สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจะมีอวัยวะรับกลิ่นที่เรียกว่า VNO (Vomeronasal organ) ไว้ตรวจจับฟีโรโมน แต่อวัยวะส่วนนี้ในมนุษย์นั้นเล็กและมีพัฒนาการที่ไม่มากพอจะประมวลผลฟีโรโมนได้แบบเดียวกับสัตว์

อีกประเด็นหนึ่งก็คือความชอบเรื่องกลิ่น เป็นเรื่องของ ‘จิตวิทยา’ การที่เราหลงใหลกลิ่นของคนรัก มักเกิดจาก ‘ความทรงจำและการเชื่อมโยง’ ทางจิตวิทยา ไม่ใช่เพราะเราถูกกระตุ้นด้วยสารเคมีทางชีววิทยา

จาก Pheromone-Maxxing สู่ Bacteria-Maxxing

เชอรีน เทย์มัวร์ (Shereen Teymour) แพทย์ผิวหนังระบุว่า เทรนด์นี้คือการหยิบเอาความจริงทางวิทยาศาสตร์แค่เศษเสี้ยวเดียว นั่นก็เรื่องที่มนุษย์มีกลิ่นเฉพาะตัว มามโนต่อยอดจนเกินจริง การไม่อาบน้ำไม่ใช่การสะสมเสน่ห์ แต่มันคือการ ‘สะสมแบคทีเรีย’ หรือ Bacteria-maxxing ต่างหาก

การปล่อยให้ร่างกายหมักหมมเต็มไปด้วยคราบฝุ่น เหงื่อ และแบคทีเรีย นอกจากจะส่งกลิ่นเหม็นที่อาจทำให้คู่เดตรังเกียจจนวิ่งหนีแล้ว การกระทำสุดโต่งอย่างการดื่มปัสสาวะตัวเองก็ยังเป็นเรื่องที่อันตรายมาก เพราะปัสสาวะไม่ได้สะอาดบริสุทธิ์ แต่เต็มไปด้วยของเสียและจุลินทรีย์ที่ร่างกายเพิ่งขับทิ้งไป

สุขอนามัยที่ดี คือคำตอบที่เวิร์กที่สุด

ความจริงแล้วมนุษย์เราไม่จำเป็นต้องกำจัดกลิ่นธรรมชาติของตัวเองออกไปจนหมด หรือทำลายสมดุลจุลินทรีย์บนผิวหนัง เพียงแค่ดูแลตัวเองด้วยวิธีพื้นฐานเหล่านี้ก็พอ ได้แก่ อาบน้ำทำความสะอาดร่างกายเป็นประจำ โดยเฉพาะหลังออกกำลังกาย

หรือเน้นการใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดสูตรอ่อนโยน เน้นจุดที่สะสมแบคทีเรียและเหงื่อ เช่น รักแร้ ขาหนีบ และเท้า

รวมถึงหลีกเลี่ยงการใช้น้ำร้อนจัดหรือสบู่ฆ่าเชื้อที่รุนแรงเกินไปจนทำให้ผิวแห้งระคายเคือง และควรใช้ผลิตภัณฑ์ระงับเหงื่อ หรือโรลออนระงับกลิ่นกาย เพื่อเสริมความมั่นใจ

เรียกได้ว่าถ้าอยากมัดใจคู่เดต การอาบน้ำทำความสะอาดร่างกาย แล้วหันไปโฟกัสที่การใช้ ‘นิสัยและบุคลิกภาพ’ เป็นตัวดึงดูดแทน ก็น่าจะเป็นกลยุทธ์ที่ปลอดภัยและเวิร์กกว่าการปล่อยให้ตัวเองตัวเหม็นจนอีกฝ่ายทนรับไม่ได้นั่นเอง

อ้างอิงข้อมูล : USA TodayและForbes

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...