กกต. ส่อเลื่อนชี้ขาดคดีฮั้ว สว. เหตุพยานหลักฐานยังไม่ครบ
ดีเอสไอจ่อขยายวงคดีอั้งยี่-ฟอกเงินฮั้ว สว. หลังพบเส้นทางการเงินเชื่อมโยงผู้เกี่ยวข้องเพิ่ม ไม่หยุดแค่ 8 ผู้ต้องหา รอผลชี้ขาดบอร์ด กกต. ประกอบสำนวน ก่อนสรุปส่งอัยการ ขณะ กกต. ส่อเลื่อนวินิจฉัยคดีฮั้ว สว. ออกถึง ก.ย. เหตุพยานหลักฐานยังไม่ครบ
28 กรกฎาคม 2569 - รายงานภายในจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยถึงกรณีที่พรรคฝ่ายค้าน นำโดย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือไอติม สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือไอลอว์ (iLaw) ได้นำคำให้การของพยานและเอกสารบางส่วนที่อ้างว่าเกี่ยวข้องกับคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) มาเปิดเผยต่อสาธารณะ
โดยมีเนื้อหาอ้างถึงการจัดซื้อตั๋วเครื่องบิน การจัดที่พัก การพาผู้สมัครบางส่วนร่วมกิจกรรมบนเรือล่องแม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงการประชุมและการจัดทำโพยลงคะแนนเลือก สว. นั้น คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ อั้งยี่-ฟอกเงิน สว. รายงานว่า ตามหลักการสอบสวน หากพยานมีการให้ข้อมูลหรือคำให้การในชั้นสอบสวน รายละเอียดดังกล่าวจะถูกบันทึกไว้เป็นส่วนหนึ่งของสำนวนคดีอยู่แล้ว
ซึ่งที่ผ่านมาดีเอสไอไม่เคยเปิดเผยรายละเอียดภายในสำนวนคดี อีกทั้งพยานหลักฐานของสำนวนดีเอสไอ (อั้งยี่-ฟอกเงิน สว.) และสำนวนของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 (ฮั้ว สว.) ก็เป็นพยานหลักฐานชุดเดียวกัน ดังนั้น โดยเฉพาะสำนวนคดีฮั้ว สว. ซึ่งก่อนหน้านี้คณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ได้มีมติดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาทั้งสิ้น 229 ราย ซึ่งสำนวนนี้ได้ผ่านการกลั่นกรองไปถึงชั้นคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 และล่าสุดอยู่ในชั้นของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว กกต. ก็จะมีทีมงานในการช่วยตรวจสอบสำนวนและรายละเอียดข้อเท็จจริงของถ้อยคำให้การของพยานต่าง ๆ
ส่วนความคืบหน้าคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ของดีเอสไอ ยังอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมตามคำสั่งอัยการคดีพิเศษ โดยได้มีการสอบปากคำพยานเพิ่ม และได้นำเอาเอกสารรายงานธุรกรรมการเงินจากสถาบันธนาคารของผู้เกี่ยวข้องในคดีมาตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ดี จากเดิมในตอนแรกที่ดีเอสไอได้มีการสั่งฟ้องไปทั้งสิ้น 8 ราย (ประกอบด้วย เครือข่ายพรรคการเมืองใหญ่ 6 ราย และสมาชิกวุฒิสภาตัวจริง 2 ราย)
แต่อัยการเห็นว่าจำนวนผู้ถูกกล่าวหายังไม่สอดคล้องกับพยานหลักฐาน จึงได้มีการสั่งสอบเพิ่มเติม ขณะนี้มีพยานหลักฐานที่บ่งชี้ได้ว่าในคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ของดีเอสไอ ท้ายสุดอาจมีการสรุปสำนวนดำเนินคดีผู้ต้องหาเพิ่มเติมที่มีเส้นทางการเงินเชื่อมโยงกับขบวนการเลือกฮั้ว สว.ระดับประเทศ ไม่ได้มีผู้ต้องหาเพียง 8 รายดังเดิม
ทั้งนี้ แต่ด้วยความที่อัยการได้สั่งให้รวบรวมสำนวนเข้ากับของสำนวน กกต. ด้วย จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ยังต้องรอผลการวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (บอร์ด กกต.) ว่าจะมีความเห็นให้ดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหากี่ราย และเป็นรายใดบ้าง และจากฐานความผิดใดบ้าง เพื่อดีเอสไอจะได้นำข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องมาประกอบสำนวน ก่อนสรุปส่งสำนวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. พร้อมเห็นดำเนินคดีให้อัยการคดีพิเศษพิจารณาอีกครั้ง
ทั้งนี้การดำเนินการของ กกต. และดีเอสไอเป็นคนละกระบวนการตามกฎหมาย โดย กกต. พิจารณาความผิดตามกฎหมายการเลือกสว. ขณะที่ดีเอสไอดำเนินคดีอาญาในความผิดฐานอั้งยี่ ความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงิน และความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง แม้ท้ายสุดผลการพิจารณาของ กกต. จะถูกนำมาประกอบสำนวนคดี แต่ก็ไม่ได้ใช้เป็นข้อยุติของการดำเนินคดีอาญาในส่วนสำนวนของดีเอสไอ ซึ่งยังต้องพิจารณาพยานหลักฐานตามกระบวนการกฎหมาย
“ระหว่างนี้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษยังคงเดินหน้าสอบปากคำพยาน และรวบรวมเอกสารพยานหลักฐานตามที่อัยการคดีพิเศษมีคำแนะนำ 5 ข้อ ไม่ว่าจะเป็นการรวมสำนวนเดียวกับกลุ่มร่วมกระทำผิดอื่น ๆ ให้นำพยานหลักฐานสำคัญแห่งคดีในสำนวนไต่สวนของ กกต. มาประกอบสำนวนด้วย ทั้งความเห็นของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 ที่เคยมีมติให้ดำเนินคดีผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 ราย และความเห็นของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ที่เคยมีมติไม่ดำเนินคดีทั้ง 229 ราย เนื่องด้วยไม่มีมูลความผิด ก่อนที่ความเห็นของทั้ง 2 คณะอนุกรรมการฯ จะถูกส่งไปยังชั้นคณะกรรมการ กกต. ในตอนนี้
อย่างไรก็ตาม ในการสอบสวนปากคำพยานที่ผ่านมา พยานยังคงยืนยันในหลักฐานเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงกับขบวนการผู้ถูกกล่าวหา แต่ตามขั้นตอนแล้ว เพื่อความเป็นธรรม คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษก็มีความจำเป็นต้องรอผลการมีมติของคณะกรรมการ กกต. ที่จะพิจารณาว่าเห็นควรหรือไม่เห็นควรที่จะดำเนินคดีผู้กระทำความผิดรายใดบ้างตามกฎหมายการเลือกตั้ง เพราะการมีมติก็จะต้องมีการยกเหตุผลประกอบการพิจารณา
ดังนั้น ความเห็นพิจารณาภายในคณะกรรมการ กกต. ท้ายสุดไม่ว่าจะมีผลอย่างไร ทางคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษก็จะต้องนำมาประกอบเข้าสำนวนการสอบสวนคดีอาญาอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. เช่นกัน” รายงานภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษ ระบุปิดท้าย.
ขณะที่ แหล่งข่าวภายในคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุว่า จากเดิมที่ประธาน กกต. ได้มีการวางกรอบไว้ว่าจะให้มีการพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดสำนวนคดีฮั้ว สว. ให้แล้วเสร็จภายในเดือน ส.ค.69 ตามที่ได้รับการกลั่นกรองสำนวนและรายละเอียดพฤติการณ์ทางคดี พร้อมความเห็นดำเนินคดีต่อผู้ถูกกล่าวหา ทั้งจากคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ที่ได้มีการดำเนินคดีไว้ทั้งสิ้น 229 ราย รวมถึงกรณีที่คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ได้มีมติเสียงส่วนมากไม่ดำเนินคดีกับผู้ใดจากทั้ง 229 รายดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้ว่าจะมีการขยายเวลาการวินิจฉัยชี้ขาดสำนวนคดีฮั้ว สว. ออกไปอีกเดือน ราว ๆ เดือน ก.ย.69 เนื่องด้วยพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอ จึงต้องการให้ทุกกระบวนการของพยานหลักฐานในแต่ละประเด็นเเล้วเสร็จครบถ้วน จึงสามารถขยายเวลาเวลาได้ตามความจำเป็น