รู้จัก PPWR กฎหมายบรรจุภัณฑ์ใหม่ยุโรป เมื่อ “แพ็กเกจจิ้ง” กำลังกลายเป็นกติกาใหม่ของตลาดโลก
Text : Nitta Su.
ในอดีต “บรรจุภัณฑ์” อาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการสร้างแบรนด์ ช่วยปกป้องสินค้า เพิ่มความสะดวกในการใช้งาน และสร้างความแตกต่างบนชั้นวางสินค้า แต่ในอนาคตบรรจุภัณฑ์อาจกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กำหนดว่า ธุรกิจจะสามารถเข้าสู่ตลาดโลกได้หรือไม่ เมื่อสหภาพยุโรป (EU) เตรียมบังคับใช้ “PPWR” (Packaging and Packaging Waste Regulation) กฎหมายด้านบรรจุภัณฑ์ฉบับใหม่ที่มุ่งลดขยะและผลักดันเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้วันที่ 12 สิงหาคม 2026 นี้
แม้กฎหมายฉบับนี้จะบังคับใช้ในตลาดยุโรป แต่ผลกระทบอาจไม่ได้จำกัดอยู่แค่ใน EU เพราะผู้ผลิตและซัพพลายเออร์ทั่วโลกที่ต้องการส่งออกสินค้าไปยังยุโรป ต่างต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับข้อกำหนดใหม่ จนมีแนวโน้มที่มาตรฐานเหล่านี้อาจกลายเป็นมาตรฐานของอุตสาหกรรมในวงกว้างทั่วโลก
นั่นหมายความว่า PPWR อาจไม่ใช่เพียงกฎหมายด้านการจัดการขยะบรรจุภัณฑ์ แต่กำลังเปลี่ยนวิธีคิดในการออกแบบบรรจุภัณฑ์ของธุรกิจทั่วโลก และอาจกลายเป็นกติกาใหม่ของการแข่งขันในอนาคต
จากการแก้ปัญหา สู่การออกแบบ “ระบบที่ไม่สร้างขยะเกินจำเป็น”
PPWR คือ กฎระเบียบของสหภาพยุโรปที่เข้ามายกระดับมาตรฐานด้านบรรจุภัณฑ์ โดยมีเป้าหมายเพื่อลดปริมาณขยะบรรจุภัณฑ์ ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และผลักดันให้บรรจุภัณฑ์เข้าสู่ระบบหมุนเวียนมากขึ้น
เหตุผลที่ EU ต้องยกระดับมาตรฐานเรื่องนี้ มาจากปริมาณขยะบรรจุภัณฑ์ที่ยังอยู่ในระดับสูง ข้อมูลจาก Eurostat ระบุว่า ในปี 2023 สหภาพยุโรปสร้างขยะบรรจุภัณฑ์ประมาณ 79.7 ล้านตัน หรือเฉลี่ย 177.8 กิโลกรัมต่อคน ขณะที่ขยะบรรจุภัณฑ์พลาสติกอยู่ที่ประมาณ 35.3 กิโลกรัมต่อคน แต่กลับถูกนำมารีไซเคิลได้จริงเพียง 14.8 กิโลกรัมต่อคน (หรือแค่ 42.1%) เท่านั้น ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า การแก้ปัญหาที่ปลายทางเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ PPWR จึงเปลี่ยนคำถามจาก “หลังจากเกิดขยะแล้ว เราจะจัดการอย่างไร” เป็น “เราควรออกแบบบรรจุภัณฑ์อย่างไรตั้งแต่แรก เพื่อให้เกิดขยะน้อยที่สุด”
นี่คือ จุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะทำให้ แพ็คเกจจิ้ง กลายเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ฝ่ายออกแบบสินค้า ฝ่ายจัดซื้อ ไปจนถึง Supply Chain ทั้งระบบ ดังนั้นแนวคิดของ PPWR จึงไม่ได้มองเพียงว่า “เมื่อเกิดขยะแล้วจะจัดการอย่างไร” แต่เปลี่ยนไปสู่คำถามที่ต้นทางมากขึ้นว่า “เราควรออกแบบบรรจุภัณฑ์อย่างไรตั้งแต่แรก เพื่อให้เกิดขยะน้อยที่สุด และสามารถนำกลับเข้าสู่ระบบได้”
จาก “ใช้แล้วทิ้ง” สู่ “Circular Packaging”
โดยหัวใจสำคัญของ PPWR คือ การเปลี่ยนมุมมองเรื่องบรรจุภัณฑ์ จากเดิมที่มักคิดถึงหน้าที่หลัก เช่น ความสวยงาม ความสะดวก และต้นทุน ไปสู่การมองตลอดวงจรชีวิตของบรรจุภัณฑ์ ตั้งแต่การเลือกวัสดุ การออกแบบ การใช้งาน ไปจนถึงการจัดการหลังหมดอายุ มีประเด็นสำคัญ คือ
1. ลดบรรจุภัณฑ์ที่ไม่จำเป็น PPWR ให้ความสำคัญกับการลดการใช้วัสดุเกินความจำเป็น เช่น บรรจุภัณฑ์ที่มีขนาดใหญ่เกินสินค้า มีพื้นที่ว่างมากเกินไป แนวคิดนี้ทำให้ธุรกิจต้องกลับมาทบทวนว่า “บรรจุภัณฑ์ที่ใช้อยู่ จำเป็นจริงหรือไม่” เช่น มีการกำหนดว่าภายในปี 2030 บรรจุภัณฑ์ขนส่งและอีคอมเมิร์ซต้องมีพื้นที่ว่างไม่เกิน 50% ของปริมาตรรวม
2. ออกแบบให้รีไซเคิลได้ตั้งแต่ต้นทาง PPWR ไม่ได้หมายความเพียงว่า บรรจุภัณฑ์ต้องมีโอกาสถูกนำไปรีไซเคิล แต่ธุรกิจต้องคำนึงถึงการออกแบบตั้งแต่ต้น เช่น การเลือกวัสดุที่สามารถเข้าสู่ระบบรีไซเคิลได้, การลดวัสดุที่ซับซ้อนหรือแยกออกจากกันได้ยาก, การทำให้กระบวนการจัดการหลังใช้งานง่ายขึ้น เพราะบรรจุภัณฑ์ที่รีไซเคิลได้ในทางทฤษฎี อาจไม่ได้หมายความว่าจะถูกรีไซเคิลได้จริงในระบบ
3. เพิ่มสัดส่วนวัสดุรีไซเคิล PPWR ไม่ได้มองว่าการรีไซเคิลเป็นคำตอบเดียว แต่ยังผลักดันให้ธุรกิจเพิ่มการใช้วัสดุรีไซเคิลในบรรจุภัณฑ์บางประเภท โดยเฉพาะพลาสติก เพื่อช่วยลดการพึ่งพาวัตถุดิบใหม่ ลดการใช้บรรจุภัณฑ์แบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง มีการกำหนดว่าภายในปี 2030 บรรจุภัณฑ์ต่างๆ ต้องมีส่วนผสมของพลาสติกรีไซเคิลเท่าไหร่ เช่น ขวดเครื่องดื่มพลาสติก - ต้องมีส่วนผสมพลาสติกรีไซเคิลอย่างน้อย 30%, บรรจุภัณฑ์สัมผัสอาหาร (PET) อย่างน้อย 30% และบรรจุภัณฑ์พลาสติกอื่นๆ อย่างน้อย 35%
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า บรรจุภัณฑ์ในอนาคตไม่ได้ถูกออกแบบเพื่อจบหน้าที่เมื่อสินค้าถึงมือผู้บริโภค แต่ต้องคิดต่อว่า หลังจากนั้นจะกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างไร ทำให้เปลี่ยนโมเดลธุรกิจจาก ผลิต - ใช้ – ทิ้ง ไปสู่ ผลิต – ใช้ – เก็บกลับ - ใช้ใหม่ ซึ่งไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนวัสดุ แต่คือการเปลี่ยนระบบธุรกิจทั้งห่วงโซ่
ทำไมกฎหมายฉบับเดียว ถึงเปลี่ยนเกมแพ็กเกจจิ้งโลกได้?
แม้ PPWR จะไม่ได้เป็นกฎหมายที่บังคับใช้กับทุกประเทศทั่วโลกโดยตรง แต่เหตุผลที่หลายฝ่ายจับตามอง คือ อิทธิพลของตลาดยุโรปและห่วงโซ่อุปทานระดับโลก เมื่อบริษัทต้องการขายสินค้าใน EU สิ่งที่ต้องทำ คือ ปรับบรรจุภัณฑ์ให้ผ่านข้อกำหนด คำถามต่อมา คือ เช่น แบบหนึ่งสำหรับยุโรป และอีกแบบสำหรับตลาดอื่น หรือจะปรับระบบทั้งหมดให้ใช้มาตรฐานเดียว?
สำหรับหลายบริษัท ทางเลือกอย่างหลังอาจมีประสิทธิภาพกว่า เพราะช่วยลดความซับซ้อนในการผลิต ลดต้นทุน และบริหาร Supply Chain ได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องแยกผลิตสำหรับหลายตลาด นี่คือ จึงเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้กฎระเบียบของ EU สามารถส่งอิทธิพลไปทั่วโลก
ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า “Brussels Effect” หรือการที่กฎระเบียบของ EU สามารถส่งอิทธิพลไปยังประเทศหรือธุรกิจทั่วโลกได้ แม้จะไม่ได้มีอำนาจบังคับใช้โดยตรง ตัวอย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว เช่น GDPR ที่ส่งผลต่อมาตรฐานการจัดการข้อมูลส่วนบุคคลของบริษัททั่วโลก หรือมาตรฐานด้านสารเคมีของ EU ที่ส่งผลต่อผู้ผลิตในหลายประเทศ
สำหรับ PPWR สิ่งที่อาจเกิดขึ้น คือ มาตรฐานด้านบรรจุภัณฑ์ของยุโรปอาจกลายเป็นหนึ่งในมาตรฐานอ้างอิงของอุตสาหกรรมโลก เพราะเมื่อธุรกิจรายใหญ่ปรับตัว ผู้ผลิตและซัพพลายเออร์ในห่วงโซ่เดียวกันก็ต้องปรับตามเช่นกัน
ธุรกิจไทยควรเตรียมรับมืออย่างไร?
แม้ประเทศไทยยังไม่ได้มีกฎหมายรูปแบบเดียวกับ PPWR แต่ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับตลาดส่งออก หรืออยู่ใน Supply Chain ของแบรนด์ระดับโลก ควรเริ่มเตรียมตัวตั้งแต่วันนี้ แนวทางเบื้องต้น ได้แก่
1. สำรวจบรรจุภัณฑ์ที่ใช้อยู่ เริ่มจากการเข้าใจบรรจุภัณฑ์ของตัวเอง ควรรู้ว่าบรรจุภัณฑ์ของตัวเองประกอบด้วยวัสดุอะไร สามารถรีไซเคิลได้หรือไม่ และมีส่วนไหนที่สามารถลดการใช้วัสดุได้ การปรับตัวไม่ได้จำเป็นต้องเริ่มจากการเปลี่ยนทั้งหมด แต่เริ่มจากการรู้สถานะปัจจุบันก่อน
2. ทำงานร่วมกับ Supplier การเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ไม่ใช่หน้าที่ของเจ้าของแบรนด์เพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องทำร่วมกับผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์และคู่ค้าใน Supply Chain ดังนั้นจึงควรเริ่มพูดคุยกับผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ เพื่อมองหาทางเลือกใหม่ ทั้งวัสดุที่เหมาะสมขึ้น การลดการใช้ทรัพยากร หรือระบบ Reuse / Refill ที่เหมาะกับสินค้า
3. มองความยั่งยืนเป็นโอกาสธุรกิจ การปรับ แพ็คเกจจิ้ง ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงต้นทุนใหม่ แต่เป็นโอกาสในการสร้างความแตกต่าง การเตรียมความพร้อมเข้าสู่ตลาดโลก ในเมื่อต่อไปบทบาทของแพ็คเกจจิ้งอาจไม่ใช่แค่สิ่งที่ห่อหุ้มสินค้า แต่กลับเป็นหนึ่งในเงื่อนไขของการเติบโตในตลาดโลก
สรุป PPWR อาจไม่ได้กำลังเปลี่ยนโลก เพราะเป็นกฎหมายที่ทุกประเทศต้องทำตาม แต่เพราะมันกำลังเปลี่ยน “กติกาของตลาดใหม่” จากเดิมที่แพ็กเกจจิ้งอาจมีหน้าที่แค่ช่วยทำให้สินค้าดูน่าสนใจ ปลอดภัย และขายได้ มาเป็นหนึ่งในตัวสะท้อนสำคัญว่าธุรกิจมีความพร้อมมากแค่ไหนสำหรับการแข่งขันในโลกใหม่
ดังนั้นสำหรับ SME การเตรียมตัวเรื่องแพ็กเกจจิ้งวันนี้ จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการทำตามมาตรฐานยุโรป แต่คือ การเตรียมธุรกิจให้พร้อมกับโลกที่ลูกค้า ตลาด และ Supply Chain ให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะในอนาคต คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงแค่ว่า “แพ็กเกจของคุณช่วยให้สินค้าน่าสนใจแค่ไหน” แต่คือ “แพ็กเกจของคุณพร้อมจะอยู่ในระบบเศรษฐกิจแห่งอนาคตหรือยัง?” ต่างหาก
ที่มา : https://marketintelligence.sme.go.th/articles/ppwr
https://environment.ec.europa.eu/topics/waste-and-recycling/packaging-waste_en
https://ec.europa.eu/eurostat/statistics-explained/index.php?title=Packaging_waste_statistics
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี