โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สภาฯ ถก ร่างกฎหมายความรุนแรงในครอบครัว-ปรับระบบคุ้มครอง

Nation Online

อัพเดต 12 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ที่ประชุมสภาผู้ทนราษฎร นัดลงมติร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ที่คณะรัฐมนตรี และร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วย ความรุนแรงในครอบครัว ที่นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย, นางสาวภัสริน รามวงศ์ สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน, นายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย, นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ รวมถึงภาคประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จำนวน 23,989 คน ที่เข้าชื่อกันเป็นผู้เสนอ ในสัปดาห์หน้า

ดยร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ที่คณะรัฐมนตรี สส. และภาคประชาชน เสนอในครั้งนี้ มุ่งปรับระบบการคุ้มครองให้สามารถหยุดเหตุได้รวดเร็ว เพิ่มอำนาจและกลไกของเจ้าหน้าที่ กำหนดมาตรการด้านบทลงโทษควบคู่กับการบำบัดและฟื้นฟู ยึดผู้ถูกกระทำเป็นศูนย์กลางและเชื่อมโยงการช่วยเหลือระหว่างหน่วยงานอย่างเป็นระบบ โดยเห็นว่าความรุนแรงในครอบครัวไม่ใช่เรื่องของครอบครัวเพียงอย่างเดียวที่รัฐไม่สามารถเข้าไปเกี่ยวข้องได้ แต่เป็นประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน ที่รัฐมีหน้าที่คุ้มครองประชาชน พร้อมทั้งเป็นปัญหาด้านสาธารณสุข ความมั่นคงของมนุษย์ และเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งนี้ การที่ทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และภาคประชาชนเสนอแนวทาง ซึ่งในการปรับปรุงกฎหมายไปในทิศทางเดียวกัน สะท้อนถึงความสำคัญของปัญหาความรุนแรง ในครอบครัวที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการแก้ไข ร่างกฎหมายกำหนดให้ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอยู่ในความหมายของพนักงานฝ่ายปกครอง และกำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหน่วยงานที่ต้องจัดตั้งงบประมาณเพื่อรองรับการปฏิบัติงาน ครอบคลุมค่าเดินทาง การสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ค่าเก็บหลักฐาน ค่ารักษาพยาบาล สถานที่ปลอดภัย เงินบรรเทาทุกข์ การบำบัดฟื้นฟูผู้ถูกกระทำ และการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่

ทั้งนี้ ร่างกฎหมายไม่ได้กำหนดวงเงินงบประมาณสำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไว้เป็นการเฉพาะ จึงควรพิจารณาระบบจัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับจำนวนประชากร จำนวนคดี และระดับปัญหาของแต่ละพื้นที่ ซึ่งมีบริบทและความจำเป็นแตกต่างกัน รวมถึงควรมีบุคลากรที่ผ่านการอบรม จุดประสานงานที่ชัดเจน และสถานที่ปลอดภัยที่เข้าถึงได้จริง โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล เพื่อให้ผู้ถูกกระทำสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือจากรัฐได้อย่างทันท่วงที แม้การรักษาความเป็นครอบครัวจะมีความสำคัญ แต่สิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นลำดับแรกคือชีวิต ศักดิ์ศรี และความปลอดภัยของคนในครอบครัว กฎหมายจึงควรทำให้ผู้ถูกกระทำมั่นใจได้ว่า เมื่อร้องขอความช่วยเหลือ รัฐจะสามารถเข้าถึงและให้ความช่วยเหลือได้ทันเวลา พร้อมมีมาตรการป้องกันไม่ให้ต้องเผชิญความรุนแรงซ้ำแล้วซ้ำอีกโดยลำพัง

:: “รัดเกล้า” ดันร่าง พ.ร.บ.ความรุนแรงในครอบครัว ฉบับ ปชป. ชี้ปัญหาสังคมคือ “ต้นทุนเศรษฐกิจ” จี้รื้อมายด์เซ็ตเลิกวัดผลที่ “การคืนดี” ชู 7 ประเด็นรื้อใหญ่ระบบคุ้มครอง ::

นางรัดเกล้า ในฐานะผู้เสนอร่างกฎหมาย ได้ขอให้ให้สภาฯ และสังคมปรับเปลี่ยนมุมมองต่อปัญหาความรุนแรงในครอบครัวใหม่ จากเดิมที่มักมองเป็นเพียง “ปัญหาสังคมหรือเรื่องส่วนตัว” ให้มองเป็น "ปัญหาเศรษฐกิจและสาธารณสุขระดับชาติ" ที่กระทบต่อต้นทุนและอนาคตของประเทศ เพราะตลอด 10–20 ปีที่ผ่านมา ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวยังคงวนลูปแก้ไม่ตก เนื่องจากผู้กำหนดนโยบายมักมองปัญหาด้วยความสงสาร หรือเห็นใจ แต่ละเลยความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและปากท้อง ทั้งที่ความจริงแล้ว ความรุนแรงในบ้านสร้างต้นทุนทางเศรษฐกิจมหาศาล ทั้งค่ารักษาพยาบาล การสูญเสียรายได้ การหยุดงาน ซึ่งสอดคล้องกับผลงานวิจัยที่ระบุว่า เหยื่อความรุนแรงถึงร้อยละ 61 ประสบปัญหาสมาธิในการทำงาน และกลายเป็นภาระภาษีของประชาชนทั้งประเทศ

สำหรับร่างกฎหมายฉบับพรรคประชาธิปัตย์ นางรัดเกล้า ได้สรุป 7 ประเด็นสำคัญในการปฏิรูป ดังนี้

1.ครอบคลุมทุกกลุ่มและทุกเพศ ข้อมูลพบว่า หญิงไทย 1 ใน 6 เคยเจอความรุนแรง ขณะเดียวกันกลุ่มผู้ชายก็ตกเป็นเหยื่อถึงร้อยละ 28.89 (อ้างอิงสถิติ รพ.นครพิงค์) แต่มีผู้กล้าแจ้งความไม่ถึงร้อยละ 30

2.นิยามความรุนแรงรูปแบบใหม่ ขยายความรุนแรงออกเป็น 8 ลักษณะ ตามมาตรา 4 ไม่จำกัดแค่บาดแผลทางกาย แต่ครอบคลุมถึงความรุนแรงทางจิตใจ การยึดบัตร ATM การกักขังหน่วงเหนี่ยว การควบคุมแบบแผนชีวิต และการใช้อุปสรรคทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือ

3.ทลายกับดักเศรษฐกิจ ปลดล็อกเงื่อนไขที่เหยื่อไม่สามารถออกจากความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ (toxic) ได้เนื่องจากหนี้สินครัวเรือนและภาระพึ่งพา โดยเพิ่มมาตรา 17 และหมวด 5 ให้รัฐต้องจัดหาที่พักพิง ฝึกอาชีพ และให้คำปรึกษาทางการเงินแก่ผู้ถูกกระทำ

4.คุ้มครองความหลากหลายทางเพศ รองรับกลุ่มครอบครัวสมรสเท่าเทียมตามหลักสากล เพื่อทลายอุปสรรคของผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) ที่มักถูกคุกคามในครอบครัวและกลัวการถูกเลือกปฏิบัติจากเจ้าหน้าที่

5. สร้างกลไกเฝ้าระวังระดับชุมชน เพิ่มมาตรา 8 จัดตั้งเครือข่ายคุ้มครองและประสานความปลอดภัยระดับชุมชน (อสม. ผู้นำชุมชน ครู) พร้อมจัดอบรมยกระดับ เพื่อทำหน้าที่สังเกตสัญญาณเตือนก่อนเกิดเหตุร้าย

6. ประเมินความเสี่ยงก่อนเกิดเหตุ เปลี่ยนจากกฎหมายเชิงรับเป็นเชิงป้องกัน โดยเสนอระบบประเมินความเสี่ยง 3 ระดับ (เฝ้าระวัง, ช่วยเหลือ, ฉุกเฉิน) สอดรับกับมาตรฐานสากล

7. เลิกวัดความสำเร็จด้วย "การคืนดี" ปรับหมวด 8 ห้ามนำการให้อภัย การยอมความ หรือการยอมกลับไปอยู่ร่วมกัน มาเป็นเงื่อนไขในการหยุดช่วยเหลือ โดยย้ำว่า "เรื่องความปลอดภัยของมนุษย์ต้องมาก่อนการรักษาภาพลักษณ์ครอบครัว"

นางรัดเกล้า ย้ำว่า การแก้ไขปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องทางการเมือง แต่เป็นการสร้างทุนมนุษย์และปูรากฐานความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศ จึงขอให้รัฐบาลและทุกหน่วยงาน ทั้งมหาดไทย ตำรวจ ศึกษาธิการ ร่วมกันขับเคลื่อนกฎหมายฉบับนี้ไปสู่การบังคับใช้จริง เพื่อยุติปัญหาความรุนแรงในครอบครัวได้อย่างเบ็ดเสร็จ

:: “กุลวลี” ห่วงความรุนแรงในบ้านยิ่งกว่าอาชญากรรมนอกบ้าน หนุนแก้กฎหมายปี 50 ชูความปลอดภัยผู้ถูกกระทำ ขยายคำนิยามครอบคลุมทุกความรุนแรง ::

ขณะที่ นางสาวกุลวลี นพอมรบดี สส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย แสดวงความห่วงกังวลความรุนแรงในบ้าน ที่เป็นยิ่งกว่าอาชญากรรมที่เกิดขึ้นนอกบ้าน เพราะอาชญากรรมนอกบ้าน มีประมวลกฎหมายอาญาคุ้มครองอยู่แล้ว มีพยาน มีคนพบเห็น มีคนช่วยเรียกตำรวจ แต่ความรุนแรงที่เกิดขึ้นภายในบ้านนั้น เป็นเรื่องที่คนภายนอกไม่รู้ ไม่เห็น เกิดขึ้นหลังประตูที่ปิดสนิท และผู้ถูกกระทำมักแต่ได้ยินว่า "ทำไมไม่อดทน" "เดี๋ยวเรื่องก็จบเอง" หรือ "อย่าให้ใครรู้ เดี๋ยวเสียชื่อวงศ์ตระกูล" หลังบอกเล่าให้คนอื่นฟัง จนในที่สุดหลายคนเลือกที่จะเงียบ แล้วเดินกลับเข้าไปในบ้านหลังเดิม

นางสาวกุลวลี ยังชี้ช่องโหว่ของกฎหมายปี 2550 ว่า มุ่งรักษาครอบครัวไว้ก่อนมากกว่าความปลอดภัยของผู้ถูกกระทำ โทษปรับเพียง 6,000 บาท อายุความ 3 เดือน ซึ่งสั้นเกินความจริง ยังเสนอให้คณะกรรมาธิการฯ พิจารณาหากสภาผู้แทนราษฎรรับหลักการไปแล้วให้ขยายนิยาม "บุคคลในครอบครัว" ให้ครอบคลุมความเป็นจริงของสังคมไทย บัญญัติความรุนแรงทางเศรษฐกิจ ทางเพศ และการคุกคามด้วยเทคโนโลยีไว้ให้ชัด ทบทวนเรื่องการยอมความให้มาจากความสมัครใจที่แท้จริงไม่ใช่แรงกดดัน และกำหนดกรอบเวลาการช่วยเหลือที่วัดผลได้พร้อมงบประมาณและกำลังคนที่เพียงพอ

ทั้งนี้ การอภิปรายร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ยังไม่แล้วเสร็จในวันนี้ โดยที่ประชุมจะพิจารณาต่อ และลงมติรับหลักการพร้อมตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญในการประชุมนัดถัดไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...