โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดตำรา "ดูดาว" ของคนเรือในอดีต แม้ไม่มีโซนาร์-เรดาร์ ไม่ดูดาวเหนือ ดูดาวอะไร?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ภาพประกอบเนื้อหา (ซ้าย) เรือประมง (ภาพจาก pixabay.com), (ขวา) ตำราการดูดาวโบราณ

เปิดตำราดูดาว ของ “คนเรือ” ในอดีต แม้ไม่มีโซนาร์-เรดาร์ ไม่ดูดาวเหนือ ดูดาว อะไร?

เส้นทางล่องเรือของคนทะเลสมัยก่อน นับเป็นวิถีของการบุกเบิกและสั่งสมองค์ความรู้อย่างน่าสนใจ “ปูมเรือ” ที่บันทึกไว้มีตั้งแต่เรื่องราวของตำแหน่งภูเขา หินโสโครก เกาะกลางทะเล แหล่งน้ำจืด ฤดูกาลที่ต้องจอดเรือรอกระแสลมที่หมุนเวียนพัดอยู่ทั้ง 16 ทิศ

ความรู้นี้ยังรวมถึงว่า ลมชนิดใดมีคุณสมบัติอย่างไร พัดมาจากทิศไหน ดังเช่น ลมตะเภาที่พัดจากทิศอาคเนย์ไปพายัพในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคม พัดอยู่เพียง 45 วัน ทำให้มีเดิ่งใหญ่ออกเรือไม่ได้ ชาวเรือเรียกลมชนิดนี้ว่า “ตะเภาแขวนโคม”

หรือลมตะวันตกที่พัดจากทิศประจิมไปบูรพาในช่วงเดือนพฤษภาคม-เดือนกันยายน จะพัดนานและทนกว่าลมอื่น เป็นลมเยือกเย็นพัดริน ๆ จนลิงหลับตกต้นไม้ ลมนี้ทำให้คนไม่สบาย เนื่องจากพัดผ่านป่าเขา พาละอองว่านนานาชนิดมาทำให้คนเจ็บป่วย เป็นไข้ทับฤดูหมดแรง อ่อนเพลีย เป็นคำอธิบายของชาวบ้านว่า ทำไมช่วงต้นฝน ผู้คนจึงมักป่วยไข้เป็นประจำอย่างทั่วถึงกันอยู่ทุก ๆ ปี

มิใช่เพียงกระแสลมที่ใช้บอกเวลาและทิศทาง คนทะเลรุ่นก่อนยังใช้การเคลื่อนที่ของกลุ่มดาวต่าง ๆ เป็นหมายสำคัญในการกำหนดทิศและบอกเวลา

ตาภักดิ์ ภุมริน คุณตาชาวเรืออายุ 85 ปี [พ.ศ. 2543] คนหนึ่ง เล่าให้ฟังว่า เมื่อห้าสิบกว่าปีก่อน ท่านเคยเดินเรือจากเมืองเพชรบุรี ล่องไกลลงถึงสิงคโปร์ด้วยเรือใบสามเสา ไม่มีโซนาร์ เรดาร์ หรือกระทั่งเข็มทิศ อาศัยเพียงกลุ่มดาวและกระแสลมที่ท่านรู้จักอย่างแม่นยำ ประกอบปูมเรือของบรรพบุรุษจีนไหหลำ ในน่านน้ำทะเลจีนใต้ ท่านไม่เคยยั่น

และกลุ่มดาวสำคัญที่ท่านรู้จักอย่างแม่นยำถึงความเปลี่ยนแปลงในทุกเวลา ทุกฤดูกาล มีบุญคุณกับท่านอย่างล้นเหลือในการล่องเรือก็คือ ดาวลูกไก่ (Pleiades) ดาวจระเข้ (Ursa Major) และดาวว่าว (Southern Cross)

ตำรับดูดาวของชาวเรือมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

การดูดาวลูกไก่ ดาวลูกไก่จะขึ้นเป็นหมายให้สังเกตในช่วง 4 เดือน เรียกตามเดือนจีนตั้งแต่เดือน 7 ถึงเดือน 10 ดังนี้

ชิกเต็ง เจ็ดตรง (ในเดือน 7 จีน กลางคืนดาวลูกไก่ขึ้น พอดาวลูกไก่เที่ยงตรงหัวก็สว่างพอดี ต้องรีบกลับฝั่งก่อนสว่าง มิฉะนั้นจะไม่มีลม)

โป๊ยเซี๊ยะ แปดบ่าย (ในเดือน 8 จีน ตอนใกล้รุ่งเช้าดาวลูกไก่จะเอียงไปทางตะวันตกหน่อยหนึ่ง ถึงเวลากลับฝั่งได้แล้ว)

เก๋าเกี๋ย เก้าบ่ายมาก (ในเดือน 9 จีน ตอนใกล้รุ่งเช้าดาวลูกไก่จะเอียงไปทางตะวันตกมาก ต้องรีบกลับเข้าชายฝั่งได้แล้ว)

จั๊บโละตี้ สิบตกดิน (ในเดือน 10 จีน ถ้าเห็นดาวลูกไก่เริ่มตกขอบฟ้าต้องรีบเข้าฝั่ง)

การดูดาวจระเข้ ใช้ดูบอกเวลาช่วงประมาณเดือน 10 เดือน 11 จนสิ้นเดือนยี่ของจีน โดยจะดูลักษณะการกลับตัวของจระเข้บนท้องฟ้า เพื่อบอกเวลาใกล้รุ่ง ให้นำเรือกลับฝั่ง

การดูดาวว่าว ใช้ดูบอกเวลาในเดือน 3 ถึงเดือน 6 จีน จับสังเกตตามการเอียงของดาวว่าตะแคงอย่างไรจึงจะต้องรีบกลับฝั่ง

ดาวว่าวยังเป็นหมายสำคัญยิ่งในการบอกทิศใต้ บางทีชาวบ้านเรียกดาวกลุ่มนี้ว่า “ดาวใต้” คนจีนเรียก น่ำเต็ง (น่ำ-ใต้, เต็ง-เสมอ) ดาวสมอใต้ อันหมายถึงกลุ่มดาว Southern Cross กลุ่มเดียวกับที่ปรากฏอยู่บนธงชาติออสเตรเลียและนิวซีแลนด์

วิธีตรวจหาดาวว่าวมิใช่เรื่องยาก ตาภักดิ์เล่าว่า ให้กำมือยื่นไปข้างหน้า คว่ำมือเหยียดนิ้วหัวแม่มือลงให้ติดเส้นขอบฟ้า (Horizon) ตรงปลายนิ้วชี้ที่ชี้ขึ้นบน กวาดไปพบกลุ่มดาวโดดเด่นเห็นสว่างแจ้งสี่ดวง โชติจรัส มีดวงน้อยอ่อนแสงแอบอยู่ข้าง ๆ นั่นแหละคือกลุ่มดาวว่าว ปกติดาวว่าวจะเดินเกาะขอบฟ้าทางทิศใต้ ถ้าฟ้าแจ่มจะมองเห็นเกือบทุกคืนในหน้าเดินเรือ ลักษณะดาวว่าวที่ปรากฏ ช่วงหัวค่ำเอียงซ้าย เที่ยงคืนตรง ครึ่งคืนไปแล้วเอียงขวา

ชาวเรือจะดูดาวว่าวเป็นหลักเพื่อบอกทิศทาง ส่วนดาวเหนือ (Polaris) ดูยาก 100 คนจะดูได้สัก 10 คน แถมยังริบหรี่ อ่อนแสง เวลาอากาศไม่ดีพานไม่เห็นดาวเหนือเอาง่าย ๆ การหาทิศเหนือจึงต้องเริ่มจากการสังเกตดาวว่าวทางทิศใต้ แล้วค่อยกำหนดหาทิศเหนือทีหลัง

แต่ถ้าต้องการสังเกตเฉพาะเจาะจงไปยังทิศเหนือ ก็ยังมีดาวจระเข้เป็นหมายสำคัญ ดาวจระเข้ 4 เดือนจะเปลี่ยนตำแหน่งอย่างชัดเจนหนึ่งครั้ง

ยังมีดาวอีกดวงหนึ่ง ชาวเรือเรียกกันว่า “ดาวเรือเสีย” ซึ่งเห็นแล้วมักสับสน คิดว่าเป็นดาวรุ่งหรือดาวพระศุกร์ (Venus) รีบออกเรือนึกว่าใกล้สว่าง แต่รอเท่าไหร่ ฟ้าก็ไม่สาง ดาวดวงนี้สว่างโชติคล้ายดาวรุ่ง แต่สุกก่ำน้อยกว่า เป็นไปได้ว่า “ดาวเรือเสีย” อาจจะหมายถึงดาวพระเคราะห์ดวงอื่น ๆ เช่น ดาวพฤหัสบดี (Jupiter) ที่มีความสว่างคล้าย ๆ กัน บางฤดูกาลขึ้นให้เห็นตั้งแต่หัวค่ำยันเช้า ใครดูดาวไม่แม่น ก็ถูกท่านจูปิเตอร์ต้มเสียสุกไป ส่วนดาวอื่น ๆ ที่ คนเรือ ดูอยู่บ่อย ๆ ยังมีดาวหมา ดาวรุ่ง และดาวประจำเมือง

ดาวหมา อยู่ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ใต้ดาวหมามีดาวจระเข้ เมื่อสอบถามเปรียบเทียบดูแล้วน่าจะเป็นนักษัตร Auriga ที่มีดาว Capella ปรากฏเห็นชัดในดาวกลุ่มนี้

ดาวรุ่ง ขึ้นตอนใกล้สว่าง คือดาวพระศุกร์ (Venus)

ดาวประจำเมือง ขึ้นทางทิศตะวันออก เดินให้เห็นทั้งคืน ถ้าเมฆฝนมากจะเห็นวับ ๆ แวม ๆ

สืบถามดูแล้ว ดาวประจำเมืองมิได้หมายถึงดาวรุ่งหรือดาวพระศุกร์ มองเห็นตอนใกล้เช้ากับหัวค่ำเพียงดวงเดียว แต่ยังอาจหมายถึงดาวเคราะห์สว่างดวงอื่น ๆ ดังเช่น ดาวพฤหัสบดี (Jupiter) ซึ่งปี พ.ศ. 2542 โคจรไปพร้อมกับกลุ่มดาวราศีเมษ หรือบางทีดาวสุกสว่างที่เห็นก็อาจจะเป็นดาวเสาร์ (Saturn) ที่มีความสว่างน้อยลงมาอีกด้วยก็ได้

ตำราดูดาวของตาภักดิ์ยังมีรายละเอียดยิบย่อยอีกมาก โดยเฉพาะการใช้เป็น “หมาย” กลางทะเลลึก โดยสังเกตมุมของดาว 3 ดวงที่มาตัดกัน พร้อมกับแนวทิวเขา และการสังเกตกระแสลม ท่านบอกว่า กระทั่งทำของตกก็สามารถกลับไปงมได้ถูกในวันรุ่งขึ้น

วิชาของตาท่าจะสูญไปกับตัว ตาบอกเช่นนั้น และเท่าที่ถามมา คนบ้านตาในวัยหกสิบเจ็ดสิบกว่า ๆ ก็ไม่มีใครดูดาว รู้จักดวงดาวได้แม่นยำอย่างตาอีกแล้ว

กี่ร้อยปีขององค์ความรู้ที่สั่งสมมากำลังจะกลายเป็นความทรงจำ คนเรือประมงพื้นบ้านรุ่นใหม่บอกว่า ปรับมาใช้แสงไฟจากคอนโดมิเนียมชายฝั่ง จะกำหนดทิศ กำหนดหมายได้ง่ายกว่าดวงดาวมาก เครื่องเรือหลุดตกจมทะเล ลองใช้คอนโดแท่งต่าง ๆ เป็นหมาย หักเข้าสามมุม เช้ารุ่งขึ้นก็ไปงมเครื่องเรือกลับคืนมาได้เหมือน ๆ กัน ที่ง่ายกว่าก็เพราะคอนโดมิเนียมไม่มีตีน มันย้ายที่ไปไหนไม่ได้ ผิดกับดวงดาว

“เดินสับสนอยู่ทั้งคืน” เขาว่าอย่างนั้น “เห็นแล้วปวดหัว…ไม่รู้อีกสักกี่ชาติถึงจะดูเป็น” ฟังแล้วก็สะท้อนใจ คอนโดมิเนียมรุกรานเข้าไปแทนที่กระทั่งดวงดาว

แต่อีกนัยหนึ่งนั่นก็เป็นการปรับตัวของภูมิปัญญาพื้นบ้านที่ต้องอยู่ “ให้ได้” และ “ให้ทัน” กับการเปลี่ยนแปลงของโลกสมัยใหม่ เขาจึงได้อาศัยประโยชน์อันไม่มีใครคาดถึงของคอนโดชายฝั่ง ซึ่งอาจจะเป็นประโยชน์อย่างเดียวด้วยซ้ำ ที่สิ่งปลูกสร้างแปลกหน้าเอื้อให้กับชาวบ้านเจ้าของถิ่นโดยตรง

ส่วนดวงดาวก็ยังคงกะพริบแสงพราวพร่างให้กับมนุษย์ทุกสมัย เป็นที่มาของปรีชาญาณ รอยฝันและจินตนาการให้กับทุกผู้คน ที่สบโอกาสได้ดื่มยามแหงนมองท้องฟ้าด้วยดวงตาคู่เดิมของมนุษย์ที่เคยเพ่งพินิจดวงดาวสืบทอดกันมาตั้งแต่วันเริ่มต้นของอารยธรรม

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

หมายเหตุ : คัดเนื้อหาส่วนหนึ่งจากบทความ “คนเรือดูดาว” เขียนโดย นิพัทธ์พร เพ็งแก้ว ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับมีนาคม 2543

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 17 มกราคม 2565

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เปิดตำรา “ดูดาว” ของคนเรือในอดีต แม้ไม่มีโซนาร์-เรดาร์ ไม่ดูดาวเหนือ ดูดาวอะไร?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...